ประถมเรื่อง

 

โน๊ตตัวฟา

 

 

นี่คือ..นิยายก้าวล่วงวัย (Coming of age) เป็นเรื่องราวของนักเรียนดุริยางค์โรงเรียนเซนต์ปีเตอร์ โรงเรียนที่กึกก้องทางด้านความเก่งกาจทางดนตรีนักเรียน หรือเป็นยอดวงโยธวาทิตในระดับสามัญ คว้าแชมป์ทั้งในและนอกประเทศมากมาย พวกเขาเรียกขานตัวเองว่า ‘เด็กแบนด์’ เรื่องราวของกลุ่มนักเรียนที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและเรียนรู้ในกันและกันผ่านทางระบบวินัย ผ่านทางชีวิตที่แตกต่างของแต่ละคนสะท้อนออกมาผ่านการอยู่ร่วมกัน ทุกคนรวมเป็นหนึ่งเพื่อการแข่งขันและเพื่อค้นพบสัจธรรมที่ว่า “บาทวิธีแห่งชัยชนะ ยากนักที่จะไปถึง”

 

ห้องที่ 26

การแข่งขันวงโยธวาทิตในประเทศไทยนั้น วัดใจกันด้วยการแปรขบวนมนุษย์กลายเป็นภาพต่าง ๆ แสดงให้เห็นความสุดยอดของมนุษย์ คนเกือบหลักร้อยต่างมีระเบียบและเป็นหนึ่งเดียว ต่างขยับเท้าไปข้างหน้า ข้างหลังอย่างพร้อมเพรียง เป็นระเบียบที่ชมแล้วสวยงาม ลำตัวแบกเครื่อง ตะเบ็งเสียงออกมาเป็นที่ตะลึงแก่ผู้ชมลั่นสนามศุภชลาศัยมาแล้ว

 

ความสวยงามนี่จะทึ่ง อึ้งไปอีก พอคนที่อยู่ในฟลอร์หญ้าสีเขียวนี้ เป็นแค่เด็กนักเรียน ที่ผ่านการฝึกซ้อมครั้งแล้วครั้งเล่า เป่าโน๊ตตัวเดิมซ้ำต่อเนื่อง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำจนอ่อนล้าและเบื่อหน่าย แต่ก็ต้องทน หนทางสู่เกียรติยศไม่ได้ใช้ความสบาย แต่เป็นหนทางที่ลำบากยากเข็ญ ถ้าทำไม่ได้ ทนไม่ไหว ก็อย่าหมายจะคว้าชัยชนะ

 

โรงเรียนชื่อดังย่านเจริญกรุง ในอดีตคือวงที่สะท้านชื่อเสียงทั่วประเทศ วงนี้เป็นวงแรก ๆ ที่ส่งคนไปฝึกฝนที่ญี่ปุ่น  สุดยอดยักษ์ทางดนตรีแห่งเอเชียที่มีระเบียบกว่าฝรั่ง ด้วยประเพณีอาวุโสที่คนไทยเอามาใช้ สร้างความเป็นหนึ่งด้วยตีนและตีน ถ้าใครเสือกต่อต้าน ทนไม่ได้ ก็ออกไป ไม่ต้องอยู่ให้ลำบากวง ออกไปอย่างโดดเดี่ยวขณะที่คนอื่นเริงร่ากับสุดยอดชัยชนะที่คุ้มกับการได้มาด้วยหยดเหงื่อและหยาดน้ำตา

 

เซนต์ ปีเตอร์ส่งมาสเตอร์วิชัยไปเรียนรู้ศาสตร์ดนตรีญี่ปุ่นทีหลัง หลังจากนั้นเด็กแบนด์ต่างเดินทางตามไป ผลที่ได้คือความสุดยอด ระบบการซ้อมที่เสริมความเก่งกาจ

 

การแข่งขันปีนั้น เป็นที่ประจักษ์แก่ทั้งสองฝ่าย ผ่านมาปัจจุบันก็ยากจะลืมเลือนได้ ทั้งฝ่ายชนะและฝ่ายแพ้

 

วงนั้น…แกร่งจนเขี้ยวลากดิน แสดงแปรขบวน (Display) จนได้รับเสียงปรบมือลั่นสนาม หนทางสู่ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม อยู่ที่ว่าจะยื่นมือไปเมื่อไหร่เท่านั้น

 

เซนต์ปีเตอร์ยุคนั้น เดินทางมาไกล เปรียบเหมือนนักสู้จากภูธร ผู้ไม่ทันสมัยในเมืองกรุง แต่ลูกนักสู้เต็มร้อย แข็งแกร่ง อดทน มาอย่างคนไม่มีอะไรจะเสีย คนไม่มีอะไรจะถอย เหมือนนักรบพระเจ้าตากฯ ทุบหม้อข้าวหม้อแกงก่อนจะบุกเมืองจันทบุรี ถอยก็ตายอย่างหมาข้างถนน ต้องตายดาบหน้าเท่านั้นถึงจะรู้ว่า รอดหรือไม่รอด

 

ความเครียดเกาะกุมเด็ก ๆ พวกเขาเครียดที่จะต้องลงแข่ง แม้จะซ้อมหลายครั้ง แต่ความกดดันก่อนแข่งมันไม่สามารถซ้อมที่ไหนได้ ต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมเอง ถ้าคุมไม่อยู่ เวลาที่เสียไปก็สูญเปล่า

 

บางคนเครียด  เครียดจนปาข้าวเล่นกัน เพื่อระบายมันออก เป็นสถานการณ์ที่ล่อแหลม การประฝีมือกับสุดยอดวงแห่งประเทศ มีแต่แพ้กับพ่าย เดินหน้าก็มีแต่พัง แต่ทำไมเล่า เดินทางมาหลายลี้ ถ้าไม่เดินหน้าสู้แล้วจะมาทำไม ตายเป็นตาย แพ้เป็นแพ้ ถ้าชนะขึ้นมาก็คุ้มเป็นกำไรแห่งการเดินทาง!!!!!

 

วงนั้นเหิมเกริมและประมาทขนาดสั่งทำธงชนะเลิศไว้แล้วก่อนที่จะลงแข่งวันสุดท้าย หยิ่งกระหยิ่มยิ่ง โดยไม่รู้ว่าธงนั้นจะไม่ได้ถูกใช้อีกตลอดกาล…….

 

แถวโยธวาทิตยืนสง่าเป็นระเบียบ หลายโรงเรียนย่ำอยู่บนหญ้าสนามศุภฯ รอการประกาศผลชนะเลิศ เซนต์ปีเตอร์สง่าและนิ่ง หมวกขาว พู่สีแดงตัดขาว กดบังตา แม้จะพ่าย แต่ไม่มีวันเสียล่ะที่จะก้มหน้ามองต่ำ เชิดหน้าราวเย่อหยิ่ง ในความพ่ายแพ้

แถวตรง ยืนสง่า รอเวลาที่พิธีกรประกาศ ดรั้มเมเยอร์สงบนิ่ง – ขณะที่วงนั้น ต่างยืนสบาย เตรียมจะเผยธงแชมป์เต็มที่

 

เสียงพิธีกรประกาศ คนเฮดังลั่น วงชนะเลิศ แม้จะมีหลายรางวัล แต่สุดยอดของการแข่งขันคือวงเซนต์ปีเตอร์ นักเลงเลือดนักสู้จากเชียงใหม่ ทุกคนบนอัฒจันทน์เฮลั่นกอดกันอย่างมีความสุข เหมือนได้ระบายความสะใจ เป็นการตบหน้าความยะโสทรนงของวงในกรุงเทพฯ เหมือนได้ระบายความสุดยอดของเชียงใหม่ น้ำตาของทุกคนอาบหน้า เป็นจุดเปลี่ยนขั้ว หมุนใหม่ เสือที่ยิ่งยงตัวใหม่ก้าวเข้ามาแทนเสือตัวเก่า ก่อนจะนำชัยชนะที่คงกระพันสะบัดลั่นดุริยางค์ไทย

 

แม้จะดีใจสะใจแค่ไหน แต่เด็กแบนด์เซนต์ปีเตอร์ยุคนั้น ต่างยืนสงบนิ่ง วินาทีที่หูสัมผัสชื่อวงชนะเลิศ ต่างอัดกลั้นความดีใจไว้ แล้วส่งความนิ่งแสดงออกมา ราวไม่ยี่หระชัยชนะนี้ ทุกคนนิ่งจนเหมือนไม่มีความรู้สึก ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม ดรั้มเมเยอร์สงบกายและจิต แหงนหน้ามองฟ้า เหมือนมองวงตัวเองที่ก้าวสู่จุดนั้น เป็นฟ้าที่เหนือนภาทั้งมวล ทันใดน้ำตาก็ไหลมาตามหน้า หลังกลั้นความสะใจไว้ แต่มันยากที่จะควบคุมได้ทั้งหมด ไม่มีวันเสียหรอกที่มนุษย์จะเก็บความรู้สึกทั้งหมดได้ ไม่มีวัน

 

เราชนะแล้ว…….ก่อนจะตามมาด้วยชัยชนะหลากหลายครั้ง นำพาชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่โรงเรียน ระบบจารีตอันโบราณนี่แหละที่นำพาวงสู่ตำแหน่งราชันย์เหนือราชาทั้งหมด เป็นคงกระพันที่ยืนยง

 

“รู้ไหม…” พี่สิงห์ผู้อยู่ในวันนั้น ด้วยเครื่องทูบา กล่าวออกมาหลังทราบข่าวว่าคู่ปรับเก่ากลับมา “พวกพี่บอกตัวเองเสมอว่า เมื่อชนะมาแล้ว เป็นที่หนึ่งมาแล้ว ด้วยความยากลำบาก แต่รู้ไหม! มันยากกว่าที่จะรักษาไว้ได้ พวกพี่จึงซ้อม ซ้อมและซ้อมให้มันเกินร้อย ทุ่มเทเกินขีดที่ตัวเองมี เพื่ออะไรรู้ไหม?!?”

 

ทุกคนในวงเงียบ

 

“เพื่อที่ว่ารุ่นน้องยุคต่อมา ถึงจะซ้อมลดลงแต่ก็ยังอยู่ในร้อยอยู่ดี พวกพี่เสียสละทำให้มันเกินร้อย เพื่อพวกแกจะได้ขี้เกียจซ้อมเบากว่าที่พวกพี่ซ้อม แต่ตอนนี้พี่เห็นว่าพวกเราไม่ทุมเทเท่าไหร่ อย่าทำให้เกียรติยศที่รุ่นพี่ทำมา หายไป อย่าให้ความสุดยอดของเรากลับไปเป็นของวงอื่น อย่าเป็นเหมือนวงนั้นอีก”

 

สังเวียนเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่ความแค้นไม่เปลี่ยน แม้จะอยู่ในการแข่งแบบซิมโฟนี่ ก็ไม่ได้หมายความว่า ความแค้นจะแปรผัน ดีเสียอีก จะได้วัดไปเลยว่า ใครจะเหนือกว่ากันในเวทีที่ดวลด้วยสุนทรียะเต็มที่ ไม่มีการเดินระเบียบวินัยให้ปวดหัวอีก ดวลกันด้วยฝีมือแห่งการเป่านี่แหละ วัดไปเลย…..ว่ามึงหรือกู จะอยู่หรือไป บนบาทวิธีแห่งชัยชนะครั้งนี้….

 

“ซ้อมกันให้มากกว่าเดิม” พี่เพลิงบอก “ถ้าพวกมึงทุ่มเทมากกว่านี้ รู้ไหมว่าทำไมพี่สิงห์ถึงภูมิใจในชัยชนะครั้งนั้น” แกถามทุกคนในห้องพาร์ท

 

“เพราะคนยุคนั้นซ้อมอย่างเต็มที่ ทุ่มเทเหนือความทุ่มเทที่มนุษย์จะทำได้ มันคุ้มที่จะชนะ และคุ้มค่าสำหรับชัยชนะอันหอมหวานนี้”

 

ไม่มีใครเคลื่อนไหวใดใดทั้งสิ้น

 

“มาตั้งใจซ้อมกันเถอะ ลองซ้อมให้หนักเหมือนเขาดู ครั้งหนึ่งในชีวิต มึงไม่อยากเป็นแชมป์บ้างหรอวะ ที่หนึ่งเหนือคนอื่น ไม่อยากสัมผัสกับคำนี้บ้างหรอวะ เหมือนที่พี่ ๆ เขากวาดแชมป์กันเยอะแยะ ตั้งใจซ้อมนะต่อไปนี้ ละเอียดทุกโน๊ต ทุกอย่าง ถ้าอยากเป็นแชมป์ พวกมึงต้องทุ่มเทให้มากกว่าคนอื่นสองเท่า”

 

“ไม่มีใครหรอกที่ซ้อมอย่างเต็มที่แล้ว จะไม่ได้รับผลตอบแทนที่ต้องการ………”

 

คำกล่าวของพี่เพลิงมีค่า เหมือนพลังในใจต้นฟื้นชีพขึ้น มันอัดแน่นจนอยากจะสัมผัสชัยชนะ อยากเสียจริง ๆ อยากเป็นเหมือนตำนานของวงที่ได้ลิ้มรสแห่งความสุข ที่หนึ่ง ฟ้าเหนือฟ้าทั้งมวล

 

 

ตำนานที่ลือลั่นอีกอย่างคือ เครื่องแต่งกายที่ใช้แข่ง ออกแบบให้เหมือนกองทหาร ของเซนต์ปีเตอร์ เรียกขานว่า ‘ชุดแดง’ มันเป็นสูทสีแดงใส่เข้าไป แล้วเอาปกสีขาว มีตราโรงเรียนทางหัวใจ พาดด้วยลายแดง ปกนี้สวมเข้าไป เหมือนผ้าที่เจาะให้มีแต่หัว ใส่แล้ว มีสายรัดกาย ซิปรูดตรงหน้าอก ให้มิดลำคอ สวมกางเกงสีขาว มีลายแดงน้ำเงินกินแถบ เป็นสีของโรงเรียน หมวกสีขาว มีตราโรงเรียน หมวกนี้เป็นทรงใหม่ ทรงเก่านั้น ในหมวกจะมีเหล็กยาวออกมา กดหัวไว้ เจ็บมาก ต้องแก้ด้วยการเอาหมวกปิดหน้าลง เพื่อจะได้เชิดหน้าขึ้น

 

รองเท้าสีขาวเมื่อม ทุกคนใส่แล้วสง่าเหมือนนักรบ เวลายืนแถวดูเหมือนสุภาพบุรุษทหารเอกไม่ผิดเพี้ยน

 

พู่สีแดงจะถูกแจกทีหลัง เพราะหากให้ก่อน อาจพังได้ ชุดแดงสง่าเป็นศรีเหมาะทั้งการเดินมาร์ชชิ่งและการเล่นคอนเสิร์ต เสียอย่างเดียวร้อนไปหน่อย

 

ชุดแดงนี้มีความเป็นมาที่สง่าและไม่เสื่อมคลาย มีเกียรติและศักดิ์ศรี ใครสวมชุดนี้จะวิ่งไปวิ่งมาเหมือนเด็กไม่ได้

 

ต้องเรียบร้อยและสง่าที่สุด

 

“กูจำได้เลยนะ…ว่าตอนเดินงานไม้ดอกไม้ประดับ เจ็บหลังชิบหาย เพราะเก๊ก แอ่นหลังแล้วแอ่นอีก แม่ง!ก็ไม่ถึงสักที”

 

“ชุดนี้ กูใส่ไปเดินอเมริกามาแล้ว” พี่เพลิงโว

 

“ชุดมันร้อนนะ” พี่ทิศเปิดปกออก เผยให้เห็นว่า นอกจากสูทแดงที่แบะอกออก เผยให้เห็นเนื้อหนัง ต้องใส่เสื้อขาวทับไว้ เพื่อไม่ให้เหงื่อเปื้อนเสื้อ

 

แต่พี่ทิศไม่ใส่ ดูน่าเกลียด

 

“กูทำบ่อย ตอนเดินงาน ใกล้ ๆ นะ ขี้เกียจใส่ เดินไปเย็นดี” พี่ดำบอก แต่งานนี้เป็นการเล่นแบบคอนเสิร์ต แต่ใส่ชุดแดงเกียรติยศแก่บัณฑิตเฉย ๆ การไม่ใส่เสื้อทับอาจส่งกลิ่นเหม็นได้

 

ชุดแดงนั้นเหมาะยิ่งกับการเดินพาเหรด มาร์ชชิ่ง เท้าอ้าออกเหมือนอ้าปากหอย ทุกอย่างนิ่งตัวตรง หลังแอ่น ไม่เขยื้อนกาย เดินให้นุ่มและสง่าในคราวเดียวกัน

 

ที่มหาวิทยาลัย เด็กแบนด์เล่นเพลงขับกล่อมบัณฑิต ญาติพี่น้อง ระหว่างช่วงรอการพระราชทานปริญญาบัตรแล้วเสร็จ ต่างจับกลุ่มคุยกัน เพราะเวลานาน อนุโลมให้เล่นกันได้

 

“เอ่อ…กำลังหิวข้าวพอดี” พี่ดำนั้นกินแล้วยังหิวข้าวกินได้อีก คราวนี้ไม่ต้องรอรุ่นพี่ เพราะเป็นการแดกนอกรอบอาหาร

 

“พี่เพลิงพี่ วันเสาร์ ผมกลับไปนอนบ้านนะครับ” ต้นที่ไม่ได้ไปห้องน้ำหรือไปไหน ถามพี่เพลิง ด้วยความหวังอยากกลับบ้าน เพราะวันอาทิตย์ตื่นมาก็ไม่มีอะไร วันเสาร์ซ้อมเสร็จให้พ่อมารับกลับก็ได้

 

“ทำไมไม่นอน” พี่เพลิงถาม

 

“ก็วันอาทิตย์ไม่มีอะไร”

 

“มึงรู้ได้ไงว่าไม่มี”

 

“ก็ส่วนมากตื่นแล้วก็กลับเลย”

 

“คำนึงถึงความเป็นหนึ่งเสมอ” พี่ดำบอก

 

“ขอนะครับ…คิดถึงบ้าน”

 

พี่เพลิงส่ายหน้า “อยู่ก็อยู่ด้วยกันสิวะ วันอาทิตย์ตื่นมาทำความสะอาดห้องพาร์ทกัน นี่จะใกล้แข่งแล้วนะ เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือน”

 

“โธ่พี่! การบ้านผมเยอะ”

 

“กูต้องอ่านหนังสือซ้อมเข้าม. 4 ไอ้ต้น” พี่เพลิงตัดบทอย่างรำคาญ “ถ้าคิดว่าทำประโยชน์ให้วงได้มากกว่านี้ ก็นอนโรงเรียนซะ”

 

ต้นทำสีหน้าเซ็งบ่งความไม่พอใจ

 

“เดี๋ยวถึงเพลงนี้ มึงโซโล่แทนกูด้วย 2 ห้อง เป่าได้ไหม”

 

“เอ้า! พี่เพลิงไม่เป่าล่ะพี่”

 

“กูให้มึงเป่า กูอยากฟังการพัฒนาของมึง”

 

พี่เพลิงมองหน้าต้น “ทำได้ไหม”

 

“ดะ..ได้-พี่” ต้นก้มลงมองโน๊ตแล้วซ้อมเป่าโดยไม่มีเสียง

 

ใกล้เวลาเต็มทีแล้ว ขบวนเสด็จกำลังจะกลับ เหล่าเด็กแบนด์ตั้งแถวรอเป่าเพลงสรรเสริญพระบารมี

 

แต่แล้ว…ทันใดสะดุ้ง!!!

 

 

เหล่าเด็กแบนด์เด็ก ๆ กลับมากัน ด้วยเหงื่อที่เปื้อน ชุดเลอะเทอะ รุ่นพี่หันไปมอง มาสเตอร์วิชัยที่นั่งคุยกับพี่ ๆ ทำตาค้างเมื่อเหวี่ยงสายตาไปพบ “ไปทำอะไรมากันเนี่ย เหงื่อแตกเป็นสิบ”

 

“ทำอะไรมา” แกถามซ้ำหลังไม่มีใครตอบ โดยคราวนี้ถามพี่อ้นที่เป่าปากไล่เหงื่ออยู่

 

“เล่นซ่อนแอบครับ” น้ำเสียงเบาหวิวเหลือเกิน แต่รุ่นพี่ทุกคนได้ยินเต็มสองรูหู เสียงแล่นผ่านหู เจ็บปวดและอาย พลางกวาดตามองปกขาวที่เปื้อน จากการละเล่นอย่างไม่รู้กาลเทศะ

 

“ใส่ชุดแดงเล่นซ่อนแอบ- ไอ้พวกนี้!” พี่เพลิงบ่นมองเห็นพาร์ทตัวเองสองคน คือ พี่อ้นกับไอ้สิน

 

“ทำได้ยังไง ทำอะไรไปเรื่อย เดี๋ยวกลับไปจะลงโทษ” มาสเตอร์บอกพร้อมไล่เด็ก ๆ กลับไป ท่ามกลางสายตาของรุ่นพี่ที่อารมณ์เดือดดาลยิ่งนัก

 

ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อกลับไปนี่สิ น้อง ๆ ที่ใส่ชุดแดงเล่นซ่อนแอบ นั่งรถแบบเงียบ เพราะโดนพี่สั่งให้หุบปาก “เงียบ ๆ เดี๋ยวกูเตะมึงแล้วแหกปากแบบนี้นะ จะโดนสองเท่า”

 

รุ่นน้องรู้ทันทีว่ามีโทษใหญ่หลวงรออยู่……..

 

พี่เพลิงส่ายหน้า ก่อนจะฉีกยิ้มกระซิบพี่ดำ “ฮาสัตว์ ชุดแดงเล่นซ่อนแอบ” ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ หลังบนรถพี่เปอร์คัสฌั่นเริ่มเชือดน้องบ้างแล้ว

 

กลับไป มาสเตอร์วิชัยเอาไม้เรียวฟาดมือเด็ก ๆ ก่อนจะจากไป ทิ้งเหล่าเด็กใหม่อยู่ในเงาตีนของพี่ ๆ

 

“ชุดแดง วิ่งยังไม่อนุญาต ใครให้มึงมาเล่นซ่อนแอบ” พี่พาร์ททรัมเป็ตโวยเล่นก่อนจะระดมหมัดใส่แขนไอ้เจี๊ยบเป็นชุด

 

“วิดพื้นท่าเตรียม” เสียงจากพาร์ทคลาริเนตที่เด็กเยอะ แล้วร่วมการซ่อนแอบด้วย กำลังจะถูกเชือด

 

“ไอ้อ้น – ไอ้สิน มานี่สิ” พี่ดำกวักมือเรียกทั้งสองเข้าไปตรงบริเวณเงามืดของบันไดอีกฟากชั้นสาม ที่ซึ่งพี่เพลิงรออยู่

 

“มึงทำห่าอะไรวะ” พี่เพลิงถามแล้วมองไปทางพี่อ้น “มึงโตแล้วนะ เล่นห่าอะไรคิดบ้าง” พูดจบก็สะบัดตีนวูบแหวกอากาศฟาดเข้ากับต้นแขนอ้น เอนไปกระแทกผนัง “โตล่ะ ไม่อยากจัดการมาก อยากให้อัดเหมือนเมื่อก่อนหรอวะ อ้น คิดได้แล้ว ไสหัวไป กูไม่รับผิดชอบนะ ว่าใครจะทำอะไรมึงบ้าง”

 

พี่อ้นจากไป พี่เพลิงหันมาประกายโกรธใส่สิน “ทุกคนเล่นกันหมด โดยมีมึงเป็นคนคิด” พี่ดำอัดหมัดกระแทกหลังสิน พอกระชับ

 

ต้นไม่ได้ยินเหตุการณ์ คิดในใจว่า ถ้าไม่ได้นั่งคุยกับพี่ดำ พี่เพลิงตอนนั้นก็คงร่วมเล่นด้วยแน่นอน “มึงเล่นเปล่าไอ้ต้น” พี่โทนพาร์ทเปอร์ฯ เข้ามาถามต้น

 

“เปล่าครับ ผมคุยกับพี่เพลิงอยู่”

 

“รอดไป…….”

 

“ถ้าไม่คุยก็คงเล่นใช่ไหม” พี่ทิศถาม ขณะเอาเสื้อผ้าใส่ไม้แขวนเสื้อ

 

“เป็นพี่ – จะเล่นไหม”

 

“เพื่อนเล่น กูก็เล่นสิวะ”

 

ต้นยิ้มก่อนจะบอก “โดนร่วมกันเป็นไงเป็นกัน”

 

“ไอ้สิน! มึงอย่าทำแบบนี้อีก มัวแต่เล่นแหะๆ ไม่ได้ มึงอยากแข่งเปล่า” คำถามพี่เพลิงทำเอาสินเงยหน้ามองพี่เพลิง น้ำตาอาบน้ำหลังจากถูกรุมด่าจากหัวหน้าพาร์ทและมือปิคโคโล่

 

“อยะ….อยะ…” เว้นจังหวะให้การสะอึกไห้ “อยากครับ”

 

“กูไม่ให้!” เสียงพี่เพลิงเฉียบขาด “มึงเป่าได้ไม่ดีพอจะไปแข่ง ไปเป็นตัวถ่วงเขา”

 

น้ำตาสินยังไหล อกกระเพื่อมขึ้นลง

 

“ต่อไปนี้ตั้งใจซ้อมมากกว่านี้ เล่นให้น้อยลง หยุดกวนตีนใครหน่อย ตีนกู หมัดกูขี้เกียจทำ อย่าให้เริ่ม ไม่อยากให้เจ็บ” พี่เพลิงบอกก่อนจะไล่ไป

 

สินยกมือไหว้ ปาดน้ำตาแล้วเดินจากไป พี่ดำยืนนิ่งกับพี่เพลิง “มันจะไม่ได้แข่งจริงหรอวะ”

 

“อืม…”

 

“มึงรู้ได้ไง”

 

“มาสเตอร์บอก เสียงสองไม่พอ ต้องหาคนมาเพิ่ม รุ่นพี่เราที่จบไปแล้ว”

 

“ไอ้ต้นล่ะ”

 

พี่เพลิงเม้มปาก คิด “ไม่รู้ แต่!”

 

“ห่าอะไรวะ”

 

“ไม่มีเหตุผลที่ต้นจะไม่ได้แข่ง”

 

สินเดินเข้าห้อง ตายังแดงกร่ำ มันแดงซะจน รุ่นพี่สงสัยว่าไปโดนห่าอะไรมา

 

“ไอ้เพลิงถ้าจะเอาหนัก” พี่โทนบอกพิ่ทิศที่เข้ามาหาไม้กลองเก่า ๆ เอาไว้เคาะจังหวะ

 

 

พี่เพลิงกับพี่ดำ มาตามพี่ทิศ แล้วเดินไปหลังโรงเรียน ปลอดผู้คน

 

“เหมือนสมัยเราเลย…ซนจริง ๆ ไอ้ห่าพวกนี้” พี่ดำบอกก่อนจะควักบางอย่างออกมา

 

“เอามาให้กูก่อน” พี่อัฐเดินมาอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะคว้าของสิ่งนั้นไว้กับมือ พร้อมด้วยรุ่นพี่มากมายเดินมาหากลุ่มพี่เพลิง แล้วใช้ไฟแช็ก จุดให้ควันขโมง

 

“เหมือนพวกเราจริงเลยวะ” พี่แชมป์บอก ทำเอาทั้งหมดขำก๊าก หลังเห็นวีรเวรเด็ก ๆ แล้วนึกถึงตัวเอง “เอาบุหรี่มาสิ! ขอจุดหน่อย เมื่อกี้ลงโทษแม่งจะฮาไปด้วย ไอ้ห่าพวกนี้ทำได้ไงวะ ชุดแดงเล่นซ่อนแอบ เลวบริสุทธิ์จริง ๆ จะไม่ลงโทษก็ไม่ได้ เห็นแล้วคิดถึงเราสมัยเด็กใหม่จริง ๆ วะ”

 

-D-