สายลม

 

 

ฉันกำลังได้ไปเกาะพะงัน แบบงง ๆ ความรู้สึกแรกที่รู้ว่าจะได้ไปเกาะพะงัน หน้าแกก็ลอยขึ้นมาเลยไข่ย้อย ฉันยังจำวันที่แกสอบวิชาสุดท้ายเสร็จแล้วบอกรักดากานดาเพื่อนสนิทของแก แล้วก็สะบัดตูดกลับกรุงเทพฯ เมืองที่มีเสาไฟฟ้ามากกว่าต้นไม้ จากนั้นแกก็ไปซื้อตั๋วรถไฟไปสุราษฎร์ธานีที่หัวลำโพง

 

ฉันรู้จักแกเมื่อปี 2548 ขณะนั้นฉันยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายอยู่เลย ตอนนั้นฉันมีโอกาสไปเรียนพิเศษที่เชียงใหม่เป็นประจำทุกปี รู้ไหมตั้งแต่ฉันรู้จักแกสองคนนะ ฉันพยายามพาตัวเองไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในเชียงใหม่ที่พวกแกสองคนตระเวนขับรถไปเที่ยวกันสองคนโดยมีรถมอเตอร์ไซค์รุ่นคลาสิคของไข่ย้อยนำพา ฉันก็ไม่ต่างจากแก ฉันก็มีมอเตอร์ไซร์รุ่นกลางเก่ากลางใหม่คันนึงเหมือนกันที่พาฉันกับผู้หญิงที่ตอนนี้เป็นเธอเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับฉันตลอดไปนั่งซ้อนท้ายไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

 

ถ้าแกอยากรู้จักผู้หญิงของฉัน วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง

เอาล่ะ ฉันเล่าความหลังวันที่ฉันรู้จักแกสองคน ฉันฝันว่าอยากจะขีดเขียนอะไรแบบแกไข่ย้อย ซึ่งฉันก็พยามเป็นนักหัดเขียนมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้จริงจังอะไรกับมันสักที เขียนตามใจอารมณ์ไปงั้นแหละ  (แกไม่ต้องหัวเราะฉันนะ ดากานดา) แต่เมื่อวันที่ฉันจะได้ไปเกาะพะงัน แวบแรกฉันบอกกับตัวเองเลยว่าจะต้องเขียนแบบที่แกเขียนให้ได้ไข่ย้อย อาจไม่ได้ซึ้งเท่าของแกนะ แต่ฉันอยากจะให้เกาะพะงันเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของฉันเท่านั้น

 

 

1

ฉันคงไม่ตามรอยแกหรอกไข่ย้อย 

แก..ไข่ย้อย ปีที่แกไปเกาะพะงันนะ  แกเดินทางโดยรถไฟมันดูเท่มากเลย แต่ฉันไม่ตามรอยแกหรอก เพราะฉันเคยนั่งรถไฟชั้น 3 ไปเชียงใหม่มาแล้ว มันไม่เหมาะกับฉันเลยจริง ๆ เล่นฉันสะบักสะบอมไปเกือบสัปดาห์ ฉันเลยตัดสินใจเดินทางโดยรถทัวร์ ยุคนี้มัน พ.ศ.2561 เจริญกว่าตอนที่แกไปเที่ยวครั้งนั้นอีก ฉันเลือกบริษัทสมบัติทัวร์ ราคาโดยสาร 592 บาท แล้วไปเสียค่าเรือเร็วอีกแค่ 100กว่าบาท ฉันก็ถึงเกาะสมุย มาถึงประโยคนี้ไม่ต้องตกใจกัน ฉันเพียงมาแวะเที่ยวสมุยแค่คืนเดียวเองรุ่งเช้าฉันก็จะออกเดินทางโดยเรือเร็วไปเกาะพะงันต่อแล้ว

 

เอ่อ! ไข่ย้อย เวลานั่งเรือ ฉันจะตั้งสติไม่ให้ตกลงมาจากดาดฟ้าเรือแล้วขาหักแบบแกหรอก เพราะฉันไม่มีฝีมือในการวาดภาพหาเงินแบบแก ฉันมีเพียงปากกา กับกล้องถ่ายรูปเท่านั้นที่ติดตัวไปทุก ๆ แห่งที่ฉันไป

 

 

 

อีกอย่างฉันไม่คงอยากเจอพยาบาลนุ้ยของแกด้วย ฮ่า ๆ ๆ ๆ ถ้าแกเจอนุ้ยฝากความคิดถึงด้วย

การเดินทางของฉันเริ่มต้นจากสถานีขนส่งสายใต้ รถเที่ยวตอนสองทุ่ม แต่ฉันก็มาก่อนเวลาเสมอเพราะไม่ชอบทำอะไรที่มันเร่งรีบเกินไป ระหว่างรอรถท้องเริ่มบอกว่าหิวแล้ว แอบเดินเตร่กินก๋วยเตี๋ยวเรือพอท้องอิ่มก็หลบมาอัดบุหรี่สักมวนแล้วก็หาร้านกาแฟที่มีปลั๊กให้เสียบที่ชาร์ทแบตเพื่อที่จะเขียนเรื่องราวนี้ถึงพวกแกสองคน ยังนั่งซดกาแฟดำได้ไม่ถึงครึ่งถ้วยเลยฝนดันเทลงมาห่าใหญ่ จริง ๆ ฉันชอบเวลาฝนตกนะ มันทำให้รู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ ซึ่งไม่ต่างกับที่เชียงใหม่ที่พวกแกเรียนกันตั้ง 5 ปี ที่นั้นฉันก็ชอบไปเที่ยวฤดูฝนมากกว่าฤดูหนาวเสียอีก

 

โชคดีนิดหน่อย ที่ถึงเวลารถออกจากชานชาลาแล้ว ฝนก็หยุดตกพอดี มันทำให้ฉันนั่งรถด้วยความอุ่นใจ ไม่มีอะไรหรอกฉันกลัวรถลื่นตกถนนอย่างที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง ปกติฉันไม่ใช่คนขี้กลัวหรอกนะ แต่พอโตขึ้นมันทำให้ความคิดชีวิตฉันเปลี่ยน(พูดอย่างกับคนมีหลักการ ฮ่า ๆ ) รถทัวร์คันโตกำลังพาฉันแล่นผ่านถนนเพชรเกษมที่เป็นเส้นทางหลักเพื่อลงภาคใต้ ผ่านสมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะหยุดพัก ทางสมบัติทัวร์เขาจัดอาหารไว้ให้เป็นข้าวต้ม พร้อมกับข้าว 4 – 5 อย่าง แต่ฉันก็กินไม่ค่อยได้นะ เพราะเขาจัดแบบโต๊ะจีนเลย

 

แกลองนึกสภาพตอนงานเลี้ยงสิ เหมือนกันเลย ต่างกันตรงเพื่อนร่วมโต๊ะไม่รู้จักกัน แต่มันก็รู้สึกสนุกไปอีกแบบเมื่อคนที่นั่งข้างฉันเป็นสาวฝรั่งผมบลอนด์นั่งโซ้ยข้าวต้มด้วยตะเกียบ จริง ๆ อยากทักทายนะ แต่แกก็รู้ว่าภาษาอังกฤษฉันมันไม่ค่อยประสาเลยนี่นา

 

 

2

แสงแรกที่สุราษฎร์ธานี 

พนักงานตอนรับชายประจำรถประกาศด้วยเสียงนุ่มลึกกล่าวยินดีต้อนรับสู่ท่าเรือดอนสัก จุดต่อเรือบริษัทซีทราน ที่นี่สามารถต่อเรือไปได้ไหลายเกาะ เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า มันเป็นเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์แย้มแสงแรกพอดี ฉันที่กำลังเมาขี้ตาพยามรวบรวมสติเก็บข้าวของที่ติดมาน้อยนิดเพื่อที่จะไปต่อเรือ จากนั้นพนักงานที่ท่าก็ประกาศเรียกคนขึ้นไปบนเรือ

 

รู้ไหมไข่ย้อย…มันเป็นการขึ้นเรือลำใหญ่แบบนี้เป็นครั้งแรก ฉันพยามเดินหาที่เหมาะๆ เพื่อจะถ่ายรูปไปอวดพวกแก แต่นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาก็ต่างจับจองกันหมด ฉันได้แต่แทรกตัวไปตามขอบเรือเก็บภาพสัก 2 – 3 ใบ ก่อนกลับมาจกข้าวเหนียวหมูปิ้งด้านในเรือ ข้อดีของเรือบริษัทซีทราน คือ มีร้านขายของเล็กอยู่ด้วย ขายตั้งแต่น้ำ ขนม อาหาร รวมไปถึงผลไม้ ซึ่งถือว่าเป็นการดีที่จะเตรียมท้องไว้ก่อนถึงเกาะสมุย

 

 

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า เรือลำใหญ่ก็พาฉันมาส่งยังท่าเรือหน้าทอน ก่อนหน้าเรือจะเทียบท่า ฉันได้ติดต่อร้านเช่ารถไว้เรียบร้อนราคาแค่สองร้อยบาทต่อหนึ่งคืน หลังจากเดินทางจากเรือ เจ้าของร้านก็เอารถมาให้ฉันที่ท่าเรือ ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปที่ร้าน แต่หากเดินไปคงได้เหนื่อยกันหน่อยนะ รถมอไซค์เกียร์ออโต้สีแดงจอดรออยู่ จ่ายเงินเซ็นเอกสารก็เอารถไปได้เลย เห็นไหมง่ายนิดเดียว ไม่ต้องเดินทางติสๆ เพราะฉันรักความสะดวกสบายฮ่า ๆ

 

รถมอไซค์สีแดงคันนี้ฉันขอตั้งชื่อว่า “เจ้าดอกไม้” เพราะมันสีแดงอย่างกับกุหลาบ อยากรู้ไหมฉันเอาชื่อนี้มาจากไหน ก็เอามาจากไอ้ธันวา เพื่อนอีกคนหนึ่งของฉันที่เรียนที่มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่เหมือนแกสองคนไงล่ะ

 

3

“สมุย” ไม่สงบอย่างที่คิด

ภาพฝันของฉันที่ว่าเกาะสมุยคงจะเป็นเกาะเงียบ ๆ มีฝรั่งเดินอวดหุ่นกันขวักไขว่ แต่ความจริงแล้วมันแตกต่างไปเล็กน้อย เมื่อบนถนนที่ฉันพาเจ้าดอกไม้วิ่งไปเพื่อจะเข้ามาที่พัก เต็มไปด้วยรถและสิ่งก่อสร้างที่กำลังเกิดขึ้น มันทำให้สมุยมีแต่ฝุ่น ฉันจึงแอบเซ็งเล็กน้อย ที่พักของฉันอยู่ห่างจากท่าเรือหน้าทอนกว่า 20 ก.ม. พยายามขี่มาตามที่เจ้าของร้านเช่ามอเตอร์ไซค์บอก แต่สุดท้ายฉันก็ขี่รถหลงจนได้

 

แต่ไม่เป็นไร ฉันยังมี Google Map ช่วยชีวิตไว้ ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็หาที่พักเจอ ที่พักชื่อว่า P168 มันเป็นโฮสเทลสองคูหาติดกัน ก้าวแรกที่เข้ามาด้านในพบว่ามันไม่มีคนไทยเลย ฉันจึงกลายเป็นคนไทยคนเดียวในโฮสเทล ไม่รวมถึงพนักงานนะ

 

…เหมือนฉันมาเที่ยวต่างประเทศเลย…

 

 

ฉันมาถึงที่พักก่อนเวลาเช็คอินหลายชั่วโมง เลยมีเวลานั่งเขียน นั่งคิดอะไรหลายอย่าง จิบกาแฟขม ๆ ชมสาวฝรั่งที่ผลัดกันเข้าออกที่โฮสเทล พนักงานที่นี่ใจดีให้ฉันฝากกระเป๋าได้ ฉันจึงเกิดความคิดว่าจะออกไปหาโปสการ์ดสักใบ เขียนหาใครสักคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าสมัยนี้แทบจะไม่มีใครเขาส่งโปสการ์ดกันแล้วก็ตาม กาแฟหมดถ้วยพอดี มันก็เป็นเวลาเดียวกับที่พนักงานเรียกให้ฉันเข้าไปในห้องพักได้

 

 

4

“Full Moon Party” 

ฉันนั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือบางลึก บนเกาะสมุย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก นั่งโต้ลมผ่าคลื่นทะล เบียร์ยังไม่หมดกระป๋อง เรือเร็วก็เทียบท่าที่เกาะพะงัน หาดริ้น ทะเลใส หาดทรายขาว ฝรั่งนอนอาบแดดกันให้เกลื่อน มันคงเป็นภาพที่คุ้นชินตาสำหรับคนบนเกาะนี้ ฉันพักที่เกสเฮ้าส์เล็ก ๆ ติดกับหาดลิ้นแต่ค่อนไปทางท้ายหาด มันดูเงียบสงบกว่าหัวหาด ที่มีบาร์ฝรั่งตั้งอยู่เรียงราย ช่วงกลางวันฉันเอาแต่นั่งมองทะเล แล้วก็อ่านหนังสือ กินกาแฟ แล้วก็นอน เพื่อตั้งตารอคืนนี้ คืนที่พระจันทร์เต็มดวง

 

คืนแห่งปาร์ตี้…

 

 

สามทุ่มแล้วหาดริ้น เจ้าของกิจการบาร์เล็กออกมาตั้งร้านกันที่ริมหาดกันยาวเยียด ไม่เว้นแม้กระทั่งตรงที่ฉันพักแม้จะดูห่างไกลแต่ก็ยังมีคนออกมาตั้งร้านขายเครื่องดื่ม นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกันเข้ามาที่หาด เรือรับส่งระหว่างเกาะสมุย และรอบเกาะพะงันมีวิ่งตลอดทั้งคืนสำหรับคืนพิเศษอย่างนี้ เวลาผ่านไปยิ่งดึกผู้คนก็ยิ่งเริ่มหนาตาเรื่อย ๆ จากพื้นที่เคยว่างเห็นหาดทรายแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและขวดเบียร์

 

หลังเที่ยงคืน ปาร์ตี้ฟูลมูนก็ยิ่งคึก การแสดงไฟก็บรรเลงบนหาดต่อไป ไฟเริ่มแรง ฝรั่งบางคนนึกคึกขอกระโดดเชือกไฟ เป็นที่ตื่นเต้นสำหรับกองเชียร์

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงตีสี่ ผู้คนต่างเริ่มสลบจากฤทธิ์แอลกอฮอลล์ นอนกลิ้งไปบนหาดทรายราวกับว่าเป็นที่นอนหลังโต

 

และแล้วทุกอย่างก็นิ่งสงบไปก่อนฟ้าสาง

 

 

5

รอยช้ำบนหาดทราย….

เมื่อเช้านี้หลังจากตื่นจากห้วงฝันบนเกาะพะงัน ฉันแพ็คกระเป๋าเก็บอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปและเสื้อผ้า ก่อนที่จะพาตัวเองออกจากเกาะพะงันมาต่อรถที่สมุย รู้ไหมเมื่อคืนมีปาร์ตี้ฟูลมูล นักท่องเที่ยวฝรั่งเต็มหาด ต่างดื่มด่ำตักตวงความสุขกันเต็มที ทิ้งซากความทุกข์ไว้บนหาดทรายและน้ำทะเล ขวดเบียร์ ขยะพลาสติกที่ใช้งานในเวลานิดเดียวแต่อีตอนทำลายมันช่างเนิ่นนาน ถูกทิ้งเต็มเกลื่อนพร้อมกับพวกฝรั่งขี้เมานอนสลบกันเต็มหาดเลย

 

 

แต่ซากแห่งความน่าเศร้านั้น มันก็อยู่ไม่นานหรอก เช้ามามีเจ้าหน้าที่มาช่วยกันเก็บจนสะอาด ทำให้รู้สึกว่าเมื่อคืนนี้มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้น และทุกสิ่งอย่างบนเกาะก็ดำเนินไปตามห้วงเวลาเดิมของมัน ของทุกเช้า และของทุกวัน ที่จะมีนักท่องเที่ยวสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาพักผ่อน ส่วนเจ้าของบาร์ก็เปิดกันเหมือนเดิม ที่ตรงไหนเคยเป็นจุดเช่าเจ็ตสกีก็ตั้งอยู่ตรงที่เดิม ๆ ของมัน

 

รู้ไหม…ไข้ย้อยดากานดา…หลังคืนฟูลมูน มันทำให้ฉันคิดได้ว่าหาดทรายที่เต็มไปด้วยขยะมันก็ไม่ต่างกับความทุกข์ในหัวใจ เพราะไม่นานมันก็หายไป เพียงเราต้องหาวิธีกำจัดขยะที่เปื้อนปนอยู่ในจิตใจของเราออกให้หมดเท่านั้นเอง

 

6

นกนางนวล… 

เรือซีทรานแล่นออกจากเกาะสมุยในช่วงเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินเล็กน้อย มันเป็นจังหวะที่ดีเลยทีเดียวสำหรับการนั่งเรือในตอนนี้ ฉันเลือกที่จะนั่งนอกห้องแอร์  หามุมนั่งตามริมระเบียงเรือ เพื่อที่จะได้ถ่ายรูปอย่างที่คิดไว้ ว่าทะเลมันจะต้องเป็นสีทองตัดด้วยสีฟ้าคราม มีสันเขาสลับซับซ้อนกัน

 

ส่วนท้องฟ้ามันจะเป็นสีอะไรก็ช่างมันเถอะ เพราะเสียอย่างไรฟ้ามันก็เป็นสีฟ้าอยู่ดี แม้บางทีจะมีพายุเมฆฝนมาปกคลุมให้เป็นสีเทาอยู่บ้างก็ตาม

 

สิ่งที่ฉันไม่เคยนึกมาก่อนคือ เจ้านกนางนวลที่บินตามท้ายเรือตั้งแต่เรือแล่นออกจากเกาะสมุยมายังฝั่งสุราษฎร์ธานี พวกมันบินตามเล่นลมทำให้รู้สึกถึงความมีอิสระเสรีสมกับเป็นนกจริง ๆ ต่างจากคนอย่างเราที่ต้องอยู่บนกฎเกณฑ์มากมายจนเสียความเป็นตัวเอง

 

 

ฝูงนกนางนวลเริ่มหายไปกับแสงสุดท้ายที่ตกอยู่ด้านหลังเขาพร้อมกับเรือซีทรานที่กำลังจะเทียบท่าดอนสัก และนั้นเป็นจุดต่อรถทัวร์ของฉันเพื่อมุ่งกลับเข้ากรุงเทพพระมหานคร..เมืองแห่งความวุ่นวาย

 

 

7

ฉันไม่ได้เกลียดทะเล….

ฉันได้รับรู้ความจริงบางสิ่งหลังจากมาใช้ชีวิตที่เกาะสมุย – เกาะพะงัน ในเวลา 3 คืน เมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดว่าจะชอบหรือรักทะเลเลย ฉันชอบป่าเขาลำเนาไพรมากกว่า แต่เมื่อได้มาที่นี้ ฉันจึงรู้ว่าความจริงว่าทะเลมันไม่ได้น่ากลัวหรือไม่สวยงามตามความคิดเดิมของฉัน แต่กลับเป็นมนุษย์หรือคนที่อยู่ในที่นั้นต่างหากที่ทำให้ฉันไม่ชอบมันเอาเสียเลย

 

ความวุ่นวายของรถราที่ขวักไขว่ กลิ่นควันรถ ผับบาร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นราวดอกเห็ด มันทำให้สิ่งแวดล้อมบนเกาะเสีย รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างอย่างโรงแรมที่พากันขึ้นอยู่บนภูเขา

 

 

8

ฉันกำลังจะจบเรื่องเล่า ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครเข้ามาอ่านข้อความหรือเห็นภาพที่ตั้งใจถ่ายเหล่านี้ไหม แต่ก็ช่างมันเถอะ มันคือสิ่งที่ฉันอยากจะเขียน และคงจะบอกกำลังตัวเองเสมอว่าจะต้องเขียนต่อไป บทความสั้นของฉันมันไม่ต่างจากภาพเขียนสีน้ำในขวดแก้วที่ลอยอยู่กลางทะเลที่รอคอยคนมาเปิดแล้วดูมัน

 

รักและคิดถึงแกเสมอ ไข่ย้อย – ดากานดา

 

-D-