ประถมเรื่อง

 

โน๊ตตัวฟา

 

 

นี่คือ..นิยายก้าวล่วงวัย (Coming of age) เป็นเรื่องราวของนักเรียนดุริยางค์โรงเรียนเซนต์ปีเตอร์ โรงเรียนที่กึกก้องทางด้านความเก่งกาจทางดนตรีนักเรียน หรือเป็นยอดวงโยธวาทิตในระดับสามัญ คว้าแชมป์ทั้งในและนอกประเทศมากมาย พวกเขาเรียกขานตัวเองว่า ‘เด็กแบนด์’ เรื่องราวของกลุ่มนักเรียนที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและเรียนรู้ในกันและกันผ่านทางระบบวินัย ผ่านทางชีวิตที่แตกต่างของแต่ละคนสะท้อนออกมาผ่านการอยู่ร่วมกัน ทุกคนรวมเป็นหนึ่งเพื่อการแข่งขันและเพื่อค้นพบสัจธรรมที่ว่า “บาทวิธีแห่งชัยชนะ ยากนักที่จะไปถึง”

 

ห้องที่ 25

การที่ต้องนอนโรงเรียนแบบนี้ ทำให้ผู้ปกครองหลายคนไม่พอใจ กลัวการเรียนของลูกจะตก จึงมาโวยวายกับมาสเตอร์ หรือ อาจารย์คนอื่นบ้าง

 

“ต่อไปนี้นะ พี่เห็นใครดูทีวี เล่นกัน ไม่ยอมอ่านหนังสือนะ จะเข้าไปเตะทันที” พี่สิงห์ขู่หลังจากโดนมาสเตอร์ดุข้อหา ไม่ดูแลเด็ก “ใครเทอมนี้เกรดไม่ดี พี่จะจัดการขั้นเด็ดขาด!”

 

“กลัวจะตายอยู่แล้ว….” พี่ทิศกระซิบใส่ดำ ระหว่างนั่งคุยกัน

 

ผู้ปกครองหลายคนขอให้เด็กแบนด์บางส่วนไปนอนบ้าน โดยยอมสละเวลารอรับลูก ตอนสองทุ่มกว่า

 

นานเข้า-นานเข้า กรณีพี่ทิศกับพี่เปิ้ปก็กระจายข่าวไปทั่ว หลายคนไม่พอใจที่ลูกจะต้องเสี่ยงกับการไม่ได้ไปเรียนหนังสือ เพราะเหตุผลชุ่ย ๆ แบบนี้ จึงกดดันให้ยกเลิกการนอนโรงเรียนทุกวัน

 

“เพลิง….” แม่ของต้นบอก ขณะพี่เพลิงลงมาจากตึกแล้วพบผู้ปกครองเต็มไปหมด

 

“ครับ” เขาตอบหลังจากยกมือไหว้ผู้ปกครองกันหมด

 

“ไปเรียนอย่าลืมพาต้นไปเรียนด้วยนะ”

 

“ได้ครับ ๆ ขอแค่มันตื่นไปนะครับ ส่วนมากไปสาย เลยได้ไปกับไอ้ดำแทน”

 

แม่หันมาดุต้นเล็กน้อย ทำเอาต้นรู้สึกว่าถูกพี่เพลิงใส่ความกลั่นแกล้ง เนื่องจากพี่ดำไปโรงเรียนเช้าเสมอ พี่เพลิงนั่นแหละไปสาย

 

วันนั้นรวมวงตอนกลางคืน มาสเตอร์เลิกซ้อมเร็ว แล้วสั่งให้ทุกคนอ่านหนังสือ เนื่องจากใกล้เวลาสอบแล้ว

 

พี่ปอนำทัพอ่านหนังสือทันที บางคนก็อ่านบ้าง เล่นบ้าง พี่เพลิงนั้นถือโอกาสที่มาสเตอร์ไม่ได้ยึดกุญแจรถ เลยขับออกไปหาพี่ผิงทันที

 

“ต้น!” พี่ดำเรียก ขณะต้นนั่งอ่านนิยายอยู่

 

“ไปแดกก๊วยเตี๋ยวข้างนอกไหม”

 

ต้นไม่พูดอะไร แต่พยักหน้าว่ากูไปด้วยยยย

 

พี่ดำไม่ได้ไปกินธรรมดา เพราะพาต้นไปเล่นเกมส์วินนิ่งด้วย – ทำให้ทั้งสองกลับมาดึกเกือบสี่ทุ่ม ขับรถเข้ามา

 

“มาทำไมครับ” ยามถาม

 

“โธ่! จำกันไม่ได้หรอ? ผมดำ…มานอนโรงเรียนไงเล่า”

 

ยามมองหน้าพี่ดำแบบพิเคราะห์ละเอียด ก่อนจะบางอ้อ “แหม…ตอนดึกมันมืดมองไม่เห็นนะ” แล้วจึงเปิดทางให้พี่ดำเข้าตึก

 

รถพี่เพลิงตามหลังมา ขี่ไป แกก็แกล้งบีบแตรไล่

 

“ไอ้นี่ รุงรังล่ะ เดี๋ยวชนเลย”

 

“พี่ๆๆๆ” ต้นรีบห้าม “ชนไม่ได้พี่ รถพี่ดูไม่น่าจะชนใครได้ ขี่ไปเมื่อกี้ยังมีเสียงเหมือนเครื่องจะพังเลย”

 

“ไม่ใช่ต้น มันเป็นเสียงเครื่อง…อา…ฟุบนะ ไม่ได้ขับนาน”

 

“แต่พี่ขับทุกวันเลยนะ”

 

“รถแข่ง มันต้องขับทั้งวัน”

 

ต้นฟังพี่ดำโม้ไม่นานก็ถึงที่จอด ลงรถมา พี่เพลิงก็แกล้งเอากันชนหน้ากระแทกเบา ๆ กับรถพี่ดำ จนเกือบล้ม ดีที่จับไว้ทัน

 

“ไอ้นี่! เดี๋ยวโดนเตะ”

 

ทั้งสามขึ้นไปเห็นว่า ทุกคนอาบน้ำกันหมดแล้ว ยกเว้นพวกเพื่อนที่รออยู่ จึงเอาของเตรียมตัวไปอาบน้ำ เดินเป็นแผง ไปอาบน้ำ

 

คราวนี้บรรยากาศเงียบ ไร้รุ่นพี่กลั่นแกล้ง ทั้งหมดตรงไป เปิดฝักบัว “กางเกงในกูจะหมดแล้ว ทำไงดีวะ” พี่เปิ้ปบอกเพราะตากแล้วมันไม่แห้ง

 

“กลับหน้าหลังสิ” พี่ดำตะโกนมาจากห้องน้ำ

 

“มันแห้งไม่ทัน ไอ้หูตึง!”

 

“เปลือยสิวะ อาบโทง ๆ เลย หรือว่า….มึงไม่กล้า”

 

ทั้งหมดได้ยินเสียงพี่ดำ เริ่มเกรง ๆ บ้าง จากคำสอนฝังหัวว่า ของแบบนี้ ต้องสงวนไว้ดูคนเดียว

 

“กลัวเหรอวะ” พี่ดำโวยลั่นในห้องน้ำ จนหลายคนเริ่มรำคาญ

 

“เห็นกันหมดแล้ว แก้บ่อยจะตายพวกเรานะ” พี่เพลิงบอก ขณะวางของ

 

“หรือ…ไม่กล้า” พี่ดำเปิดประตูออกมา พร้อมร่างผิวราตรี เป็นร่างที่ไม่มีอาภรณ์คลุม แม้แต่ชิ้นเดียว

 

“กลัวอะไรวะ – ในนี่หมาไหนเป็นตุ๊ด เห็นของกูแล้วมีอารมณ์บอกมาได้ กูจะได้ใส่คืน”

 

“อารมณ์อ้วกนะสิ” พี่ทิศบอกก่อนจะตาม ทำเอาทุกคนเปลือยกาย ใต้แสงจันทร์ ดูสง่ายิ่งนัก เหมือนชาวกรีกอาบน้ำ

 

“ไอ้ต้น-ใส่เหมือนเดิมก็ได้ กูไม่อยากเห็นของเด็ก” พี่ดำบอกก่อนจะเปิดน้ำอาบ ขัดถูทุกส่วนจนหลายคนเริ่มเอียน

 

“ช่วยอาบเกรงใจคนอื่นบ้าง กูจะอ้วก!!” พี่ปอบอก ขณะเอาแชมพูโปรยผม

 

“ไอ้ปอเป็นหนุ่มแล้วครับ….มีแม่ญิงมาไล่จับ จะยับเอาผมไปเป็นแฟน ลั้นลา…” พี่เพลิงครวญเพลงพี่สาวครับ ทำเอาหลายคนร้องตาม ส่วนพี่ปอทำหน้ามาดมั่นภูมิใจในความเป็นหนุ่ม

 

ชีเปลือยทั้งฝูงใช้เวลาอาบน้ำนานชะมัด สงสัยเพราะโล่งโจ้งหมด จึงเหมาะกับการทำความสะอาดร่างกายถนัดยิ่ง

 

การอาบน้ำนี้ หลายครั้งก็เห็นคนงานที่มาก่อสร้างตึก มาอาบด้วย แต่คนละฟาก และคนละเวลา ยิ่งมีชีเปลือยแบบนี้ ก็ยิ่งไม่มีใครมาร่วม

 

สายยางที่เสียบเข้าฝักบัวนั้น บางวันเสียบแล้วน้ำไม่ไหล จนต้องซ่อม เอามือล้วงไปในท่อที่ปัสสาวะและขี้! ไหลผ่าน ต้องมีคนเสียสละเอาใบไม้ที่อุดตันออก “มือกูล้วงไปแล้ว ห้ามใครขี้ เยี่ยวนะ ที่กำลังทำ อั้นไว้ก่อน มือกูมีค่า” พี่คนหนึ่งบ่นขณะล้วงมือไปซ่อม

 

เมื่ออาบน้ำเสร็จ ต้นรู้สึกสบายกาย ในที่สุดตั้งแต่นั้นมา การนอนโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องใส่กางเกงในอีกแล้ว สบายกว่าตั้งเยอะ

 

 

เด็กแบนด์นั้นทั้งซ้อมและเรียน ไม่พอยังต้องสละเวลามาสอนเด็กใหม่ด้วย เย็นวันนั้นมาสเตอร์เอาแบบฝึกหัดมาให้เด็กใหม่และรุ่นพี่ช่วยกันสอน มีพี่เพลิงซึ่งอาวุโสสุดในเวลานี้ (เวลาที่มัธยมปลายยังไม่เลิก เพราะเรียนมากกว่า 1 คาบ) คุมการซ้อมแทนมาสเตอร์

 

“ดูเด็กด้วยนะ” เขากล่าว แล้วมองพาร์ทตัวเองที่ไม่มีเด็กใหม่สักคน มีแต่รุ่นพี่นั่งกันสลอน สนุกกับการเป่า ไม่พอยังสะเออะเป่าดังด้วย “พาร์ทฟลูท เหลือไอ้สินไว้คนเดียว ที่เหลือไปซ้อมข้างนอก”

 

“ไม่เอา….” พี่ดำไม่เห็นด้วย “กูอยากเป็นเด็กใหม่อีกสักครั้ง”

 

“ตามใจ…แล้วตอนเย็น เป่าไม่ได้ ก็ขอให้โชคดี”

 

เด็กใหม่นั้นเหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ บางคนก็ดีแสนดี บางคนอยู่บ้านสบาย พ่อเอาใจ แม่เอาอก ดูแลสุขทุกข์ มดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม จนเหลิง เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง เมื่อเข้ามาในระบบวงแบนด์ ก็ต้องมีการอบรมบ่มกันบ้าง

 

“ไหว้พี่เขาด้วย แล้วระวังนะ พวกเธอไปเล่นหัวพี่มาก ระวังเขาเตะเอานะ” มาสเตอร์วิชัยบอก – อย่างไรก็ตาม เด็กขนาดนี้ ดื้อตายห่า ต้องตีนเท่านั้น ถึงจะคุมอยู่

 

พี่เพลิงกำลังซ้อมอยู่ ก็มีเด็กคนหนึ่งถือฮอร์นเดินเข้ามา พี่เพลิงหันไปมองนาฬิกาข้างหลัง เห็นว่าสายมากๆๆๆ “มึงไปไหนมาวะ”

 

เด็กใหม่มองสวนพี่เพลิง เหมือนจะถามว่า คุยกับกูหรอ

 

“เอ่อ! มึงนั้นแหละ ทำไมมาสาย”

 

“ไปซื้อการ์ตูนมา”

 

รุ่นพี่เหลียวมองขวับ สายตาโชยความไม่พอใจยิ่ง พี่ทิศระเบิดปากขึ้น “ไม่มีใครสอนหรอ..ว่าคุยกับรุ่นพี่ ต้องมีหางเสียง”

 

“ไม่มี”

 

พี่เกมส์กลั้นตีนไม่ให้ถีบ แต่พูดเรียบ ๆ ว่า “งั้นพวกกูขอสั่งให้พูดมีหางเสียงซะ”

 

“ได้…”

 

พี่ปอคลาริเนตพูดขึ้นเลย “พูดกับพวกกู เหมือนคุยกับพ่อกับแม่ หางเสียงต้องมี ครับอยู่ไหน”

 

“พ่อกับแม่ก็ไม่พูด”

 

“งั้นมึงออกไป!” พี่เพลิงบอกเบา ๆ

 

เด็กใหม่คนนั้นยังไม่ทำตาม จนแกระเบิดเสียงออกมา

 

“กูบอกให้ออกไป!! สายขนาดนี้ไม่ต้องมาซ้อม ไป!!!!!!!!!!!!!”

 

ทุกคนในห้องยังสะดุ้งเลย พี่เพลิงไม่พูดเปล่า แต่ชี้หน้าเอาเรื่อง จนเด็กคนนั้นพุ่งออกจากห้องไปทันที

 

“พวกมึงจำไว้นะ!” แกมองกราดไปทุกคน “ในวงนี้! ใครเป็นแบบไอ้ห่านี่ ไม่ต้องมาซ้อม พวกกูไม่ต้องการ กูไม่รู้ว่าที่บ้านพวกมึงจะสบาย พ่อแม่ดูแลประคบประหงมแค่ไหน กูไม่สน!!” แกพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “แต่มาอยู่นี่ เก็บสันดานสบาย ๆ ไว้ที่บ้าน แล้วมีมารยาท หางเสียง อยู่บ้านไม่เคยพูด อยู่นี่ต้องพูด! มือไม้ที่ไม่เคยไหว้ใครนอกจากพระ ก็ต้องไหว้พวกกู ใครเป็นพี่ก็ต้องเรียกพี่ กฎของวงให้พี่มึงสอน ใครอยู่ไม่ได้ไสหัวออกไป!!!!!!!!!!!!!”

 

เด็กใหม่ทุกคนอยู่ในอาการตะลึงกลัว เสียงเปิดประตูออกมา เป็นเด็กพาร์ทเปอร์ฯ เข้ามาเอาของ คาดว่าคงได้ยินคำดุด่าของพี่เพลิง ยกมือไหว้แทบจะทันใด จนไม้กลองในมือร่วงหล่น

 

“พ่อมึงมาเหรอ?” พี่เพลิงเบ้หน้าไปทางเด็กคนนั้น

 

“ใช่พ่อมึงหรือเปล่า” แกถามย้ำ

 

“ไม่ใช่ครับ….” พี่เขียดนำเสียงบอก

 

“แล้วมองทำไม กู! ต่างหากที่มึงต้องมอง ต่อไปนี้ ไม่ได้สั่งเอาเครื่องลง ใครเอาลงมีเรื่องแน่ อยู่นี่ต้องมีระเบียบ นั่งเก้าอี้ ขาวางกับพื้น เรียบร้อย ถือให้ทะมัดทะแมงหน่อย เป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง!!”

 

“ข้อ 18 ใหม่อีกรอบ” แกยกมือเป็นสัญญาณพร้อม ทุกคนเอาเครื่องขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทั้งเด็กใหม่และเด็กเก่า

 

“มันไปฟ้องพ่อทำไง” พี่ปอแกล้งถาม

 

“ฟ้องเลย”

 

 

ในวงนั้น มีคำกล่าวที่ว่า ‘ซ้อมเป็นซ้อม เล่นเป็นเล่น’ หลายครั้งที่พี่ ๆ ปล่อยให้น้อง ๆ ซ้อมกันเอง เงื่อนไขว่าจะกลับมาตรวจ แต่พอแกมา น้อง ๆ กลับเล่นกันอย่างไม่สนใจ บางครั้งพี่โกรธ จนเหวี่ยงหมัดใส่แก้มน้องลงดิ้นกับพื้น พร้อมกับเท้าฟาดไปทั่ว “ให้ซ้อม แล้วพวกมึงทำห่าอะไรอยู่!!!”

 

เชือดน้องนั้นไม่ยาก มีหลายวิธีการ แค่การให้การบ้านเป่า แล้วทำไม่ได้ รุ่นพี่หลายคนในพาร์ท อาจลุกเตะร่วงเก้าอี้ได้ หรืออาจสั่งวิดพื้นก็มีถม วิดจนน้องร้องไห้ อัดจนตาแดงกลับบ้าน

 

“ทนไม่ได้ออกไป คนอื่นทนกันได้ แล้วทำไมมึงทนไม่ได้ เป่าแค่นี้เป่าไม่ได้ ไม่ต้องกลับมาอีก!!!!” บางครั้งแค่การด่าเพียว ๆ ของพี่ ก็ทำให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบได้

 

พี่ทิศนั่งสอนน้องอยู่ ในคืนวันศุกร์ สอนเท่าไหร่เด็กก็ทำไม่ได้สักที จากความใจย็นปานน้ำแข็ง บัดนี้ละลายจนเริ่มหงุดหงิด เพราะนอกจากเด็กไม่ตั้งใจเป่าแล้ว ยังจะเร่งขอเป่าเพลงอื่นอีก ความหงุดหงิดทำให้แกตัดสินใจให้โจทย์ข้อ 30 ไว้ ก่อนจะแวบออกไป หาอะไรกินตามคำชวนของพี่ปอ

 

เมื่อกลับมาความโกรธจางลง “อ้าว!?! เป่าให้ฟังสิ”

 

น้องทั้งสอง เริ่มเป่ากัน

 

พี่ทิศจ้องมอง การเป่าที่ไร้ประสิทธิภาพ จึงถามเรียบ ๆ ว่า “เมื่อกี้ได้ซ้อมกันไหม”

 

“ซ้อมครับ”

 

แววตาของเด็กพวกนี้น่าเชื่อ แต่พี่ทิศกราดไปเห็นการ์ตูนเล่มหนึ่งวางอยู่บนกระเป๋าของเด็กใหม่ “ซ้อมแล้วเหรอ…”

 

“ครับ”

 

“ใครอ่านการ์ตูน” คำถามนี้ไร้คำตอบ พี่ทิศรู้สึกเหมือนถูกหลอก “ซ้อมแล้วเหรอวะ”

 

เด็กใหม่ทั้งสองพยักหน้า

 

เลือดวัยรุ่นมันร้อนยิ่งกว่าเปลวนรก ส่งอุณหภูมิขึ้นสู่โมโห แกถีบแสตนด์ของน้องกระเด็นไปข้าง ๆ  “แล้วทำไมเป่าไม่ได้! กูให้เวลาชั่วโมงนึง มึงทำได้แค่นี้เหรอวะ ไอ้เวร!!!”

 

น้องตกในภวังค์ความกลัว พี่ทิศจี้ให้เป่าทีละคน ด้วยความกลัว จนน้องคนหนึ่งบีบปากจนเสียงปรี๊ด พี่ทิศนั้นบทจะโกรธก็ขึ้นพิโรธไว ได้ยินเสียงนี้หงุดหงิดเกินทน เอามือกระแทกหน้าอกน้อง จนกระเด็นตกเก้าอี้ทันที

 

“มึงซ้อมแล้วเหรอวะ เป่าแค่นี้ยังไม่ออกเลย ไอ้เวร!”

 

น้องคนนั้นน้ำตาไหลออกมา “ผมจะฟ้องพ่อ ให้มาเอาเรื่องพี่”

 

พี่ทิศชะงักตีน คำกล่าวเมื่อกี้เหมือนสุมไฟโทสะให้มากขึ้น แกตรงเข้ากระชากเสื้อ “มึงฟ้องไปเลย! แล้วอย่าคิดว่า พ่อกับแม่มึงจะคุ้มกะลามึงได้ กูหามึงไม่ยากหรอก ฟ้องไปสิ แล้วกูจะเอาคืน!!!!!!!!!”

 

รุ่นพี่นั้นไม่กลัวที่จะอัดน้อง แต่กลัวน้องฟ้องผู้ปกครอง ทีนี้เป็นเรื่อง หลายครั้งความทราบถึงหูมาสเตอร์ ต้องเรียกมาด่าซะชุดใหญ่ “ไปทำมันทำไม ไอ้นี่! ให้สอนดี ๆ ไปตีมันทำไม พ่อแม่มันเอาเรื่อง”

 

ประโยคแนว ๆ นี้ทำแกเป็นปากเปียกปากแฉะ เพราะพูดทุกครั้ง ที่มีเด็กใหม่มาให้พี่สอน การสอนกันเองนี่แหละ ทำให้มาสเตอร์ปวดหัวกับการดุรุ่นพี่ที่รุนแรงกว่าเหตุ ดุรุ่นน้องที่ไม่เคารพพี่ มันก็ผิดกันทั้งคู่นี่แหละ

 

“ไปฟ้องสิ!!!!!!!!!!” พี่ทิศไล่ อารมณ์ตอนนี้แกไม่กลัวใด ๆ

 

“ถ้ามันไปฟ้องพ่อล่ะ” พี่เพลิงที่รู้เรื่องถาม

 

“กูจะบอกว่า ลูกเฮงซวยผลิตมาได้ไงวะ”

 

ทุกคนขำกลิ้ง

 

“พี่ทิศไม่ตีพ่ออีกคนล่ะ” ต้นถามเอาฮา

 

“ถ้ามันด่ากู กูเอาแน่”

 

“ใจเย็น ๆ เพื่อน ลุ้นสิว่าทุ่มนึง มาสเตอร์จะเรียกมึงไปด่าไหม”

 

รุ่นพี่ทุกคน จะต้องเจอปัญหาแบบนี้ทุกครั้ง อัดเด็กร้องไห้ ขู่จะไปฟ้องพ่อ แล้วก็โดนด่า โดนจนเบื่อ มันไม่หวาดเสียวเท่าไหร่ แต่ต้องลุ้นว่าคำขู่จะเป็นจริงเมื่อไหร่ – ในอดีตเคยมีกรณีรุ่นน้องโดนพี่ซ้อม ไม่พอใจพาพี่ตัวเองมาเอาเรื่องรุ่นพี่คนนั้น จนต้องเคลียร์กันยกใหญ่ กว่าจะยุติได้

 

 

เย็นนั้น – มาสเตอร์วิชัยเข้ามาในห้อง พี่ทิศลุ้นตัวโก่งว่าแกจะพูดอะไรกรณีวันนี้ไหม รอแล้วรอเล่า จนแล้วจนเล่า แกก็ไม่พูดอะไร

 

“วันศุกร์มีงาน ใส่ชุดแดง” มาสเตอร์บอก ทุกทีจะมีบอร์ดไว้เขียนว่าออกงานเมื่อไหร่ แต่หลัง ๆ ออกงานเยอะ เลยขี้เกียจเขียน ได้แต่แจ้งเอาดีกว่า

 

“ไอ้ดำ กางเกงตัวเก่ามึงมีไหม กูจะเอามาใส่หน่อย ตัวเก่ากูใส่ไม่ได้แล้ว”

 

“ผมขอนะพี่” ต้นขอกางเกงพี่ปอต่อทันที

 

“ได้-ถ้าได้กางเกงไอ้ดำ”

 

“ได้เปล่า” พี่ปอถามย้ำก่อนเหวี่ยงหมัดใส่

 

“ขอหาดูก่อน ไม่รู้เก็บไว้ไหน” พี่ดำเริ่มหนักใจตัวเองเหมือนกันเพราะชุดแดงนั้น ไม่ค่อยได้ใส่ แถมช่วงนี้โตไว ไม่รู้ว่าชุดจะเป็นไงบ้าง

 

ทุกคนออกจากห้องซ้อม พี่ทิศเก็บแฟ้มกำลังจะออกไป ก็ถูกมาสเตอร์วิชัยดึงจอนผม จนจ๊ากเจ็บ “ทำน้องอีกล่ะ” แกบอกก่อนจะเดินจากไป

 

พี่ทิศโล่งอก เป่าปากออกมา เอามือคลำแผลแล้วเดินออกห้องไป

 

ต้นเก็บเครื่องในห้องใหญ่ ก็ได้ยินเสียงโครม! ลั่นดังไปทั่ว แล้วมีเสียงคนโวยวาย ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน

 

“พาร์ทอะไรล่ะคราวนี้” พี่ดำถามพี่เพลิงที่เดินเข้ามา

 

“เปอร์คัสฌั่น”

 

“โดนเรื่องอะไรวะ”

 

“โดนทั้งพาร์ท วันนี้เล่นไม่ดี”

 

ต้นย่องไปสังเกตการณ์ ได้ยินเสียงคนหอบ ๆ เพราะถูกสั่งวิดพื้น แล้วเสียงเท้าฟาดกระชับชายโครง เสียงร่างกระเด็นกระแทกของต่าง ๆ

 

“ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะมาสเตอร์นั่นแหละ สมัยเมื่อก่อนแกดุ เป่าไม่ได้ดั่งใจก็ขว้างของไป ลงไปเตะยังมีเลย ทำให้เด็กแบนด์เป็นแบบนี้” พี่ทิศกระจ่างเสียง ทำเอาต้นเข้าใจ และรู้สึกโชคดีที่อยู่พาร์ทฟลูท….

 

มาสเตอร์วิชัยกลับบ้านรับโทรศัพท์จากเพื่อนที่กรุงเทพฯ รับฟังข่าวคืบหน้าการแข่ง

 

“มีอะไรวะ”

 

“โรงเรียน….มันลงแข่งด้วย”

 

ใจแกหายวูบ นามโรงเรียนนี้คืออดีตยักษ์ทางโยธวาทิตที่ยิ่งยงมานาน ก่อนจะถูกวงสายเลือดใหม่โค่น วงที่โค่นก็คือเซนต์ ปีเตอร์ เมื่อ 20 ปีก่อน การเข้าแข่งครั้งนี้ เท่ากับว่า คู่แข่งที่จองเวรกันมานาน ได้กลับมาสู้ทวงแค้นคืน เพราะการพ่ายแพ้ครั้งนั้น คือการถูกลบคมเขี้ยว และความยิ่งใหญ่ จางหายไปในบัดดล ชื่อเสียงที่ทำมานาน ถูกย้ายเกียรติยศเป็นของเซนต์ ปีเตอร์ทันที หลังจากนั้น เซนต์ปีเตอร์ก็ผูกคำว่ายิ่งใหญ่และชนะเลิศมาตลอด การลงแข่งครั้งนี้คือการทวงเกียรติยศที่เสียไปคืนมา เป็นการเอาคืนในช่วงเวลาที่เซนต์ปีเตอร์กำลังบานสะพรั่งชื่อเสียงเป็นที่อิจฉา การล้มครั้งนี้ จึงเป็นการล้มที่รอเวลาอย่างเหมาะสมยิ่ง เปรียบดั่งนักดาบที่เก็บงำความแค้นมานานนม และต้องการทวงศักดิ์ศรี จอมยุทธอันลือลั่น สองคนชื่อเสียงลั่นปฐพี กำลังจะได้ประดาบกัน มีชัยชนะเป็นมุ่งหมาย

 

วงนี้ เป็นเสือที่รออยู่กรุงเทพฯ รอจ้าวพงไพรจากเชียงใหม่ขึ้นมาเยือน บาดแผลความเจ็บปวดครั้งนั้น จะถูกลบเลือน หรือเพิ่มขึ้น นี่คือปราการด่านสำคัญ ที่รอขวางชัยชนะของวงแบนด์เซนต์ ปีเตอร์ก็เป็นได้ หากไม่สามารถย้ำแค้นวงนี้…..

 

-D-