หลายสิบปีก่อนหากใครบอกว่าธุรกิจหนังสือพิมพ์กำลังจะตายจะเจ๊ง คงจะถูกกล่าวหาว่าบ้าแน่นอน แต่พลันที่เทคโนโลยีสื่อเปลี่ยนโฉมหน้าโลกทั้งใบ สังคมที่เคยผูกขาดอยู่กับสื่อหนังสือพิมพ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป วันนี้…ขอถามผู้อ่านทุกท่านว่า ยังไปตามแผงหนังสือ เพื่อซื้อหนังสือพิมพ์อยู่หรือไม่ อ่านข่าวจากไหน ยังสนใจสื่อหนังสือพิมพ์อยู่ไหม

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดกับผู้อ่านอย่างเดียว ผลกระทบมันเกิดเป็นทอด ๆ กระทบชิ่งต่อ ๆ กันอย่างรุนแรง สะเทือนยังธุรกิจสื่อหนังสือพิมพ์ลุกลามไปยังตัวของนักหนังสือพิมพ์ด้วย พวกเขาเริ่มกลายเป็นของโบราณกาล และต้องทำงานหลายอย่างมากขึ้น ทั้งถ่ายภาพ ถ่ายคลิป ส่งกระดาษก็เพิ่มไปส่งทางออนไลน์มากขึ้น

 

ภายใต้ข้อจำกัดที่ทุกคนมองว่า เงินไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

 

บทความสารคดีสัมภาษณ์นี้จัดทำเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นโลกอีกใบ ได้เห็นความเป็นไปยามที่นักหนังสือพิมพ์จากลาโบกมือจากวงการ…ความสงสัยตามมาก็คือ พวกเขาจะไปไหน

 

เหมือนหนังสือธรรมมะชื่อดังว่า “ตายแล้วไปไหน”

 

ซึ่งคงไม่โหดร้ายขนาดนั้นกระมัง แต่มันก็ชวนสงสัยว่าเมื่อนักหนังสือพิมพ์จากลา…พวกเขาไปไหนกัน

 

เรื่องราวจาก 3 คนตบท้ายเหมือนเหล้าเข้มที่กินแล้วบาดคอ ต้องตบน้ำตามจากนักวิชาการด้านสื่อ ร่วมอ่านร่วมสงสัย อาจพบคำตอบหรือไม่พบคำตอบก็ยากสุดแท้แต่ผู้อ่านทุกท่านจะค้นพบ

 

ที่แน่ ๆ พวกเขาคือส่วนหนึ่งของภาพรวม เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่อาจสะท้อนภาพใหญ่ภาพลักษณ์ของวงการหนังสือพิมพ์ ในวันที่คนไม่อ่านกระดาษกันแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องปรับตัว

 

และหากยังอยากอยู่ในวงการนี้…ก็ต้องสู้ต่อ

 

แต่หากคิดจะโบกมือลา ก็ขอลองอ่านเรื่องราวจากพวกเขาเหล่านี้กัน….เผื่อจะได้คำตอบว่าจากลาแล้วจะไปทางไหนดี…

 

 

ฝนเป็นอดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ชื่อดังแห่งหนึ่งของประเทศไทย เธอตัดสินใจโบกมือลาจากวงการข่าวไปในทันที แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนสายงานเป็นพีอาร์ประชาสัมพันธ์ การทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ตลอดหลายปีเมื่อเปลี่ยนงานใหม่ไป เธอจะมีความคิดเห็นอย่างไร เบื้องล่างนี้เป็นมุมมองของเธอที่ให้สัมภาษณ์เราอย่างละเอียดถึงพริกถึงขิงยิ่งนัก

 

“ที่เราลาออกก็เพราะความมั่นคงในสายหนังสือพิมพ์มันลดลง” ฝนเปิดประโยคนี้อย่างรวดเร็วแล้วพูดต่อว่า

 

เพราะรายได้ของหนังสือพิมพ์มันลดลง อีกทั้งความเปลี่ยนไปในเชิงเทคโนโลยีด้านการสื่อสารมันส่งผลต่อทุกสิ่ง ตอนนั้นเราไม่แฮปปี้กับสิ่งที่เขาทำกับเรา คือปรับฐานเงินเดือนลดลง ต้นสังกัดที่เราทำงานอยู่ด้วย เขาก็สั่งให้เราไปคุยกับองค์กรในสายงานข่าวเพื่อหาเงินมาซื้อโฆษณาในกระดาษ ตรงนี้เราไม่โอเคเลย จึงตัดสินใจลาออก

 

“อีกอย่างเงินมันก็เป็นปัจจัยในอนาคตด้วย เราลาออกจากอาชีพนักหนังสือพิมพ์เพราะเงินด้วย หนังสือพิมพ์มันไม่มั่นคงแล้ว จึงย้ายไปทำด้านสายประชาสัมพันธ์ดีกว่า”

 

เมื่อเธอเปลี่ยนสายงาน สิ่งที่ค้นพบก็คือ “มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย การทำงานก็คล้ายกันกับนักข่าว และเราสามารถทำได้ดีด้วย เพราะเราเป็นนักข่าวมาก่อน ก็เลยสามารถเชื่อมโยงสายสัมพันธ์กับนักข่าวด้วยกันได้”

 

ฝนเน้นว่า ที่ผ่านมาการเป็นนักข่าวนั้น งานมันไม่หนักมาก งานพีอาร์มันถือว่าหนักกว่าเยอะ แต่เธอสนุกไปกับมัน โดยย้ำว่าความสนุกนี้ก็แล้วแต่คนกันไป

 

“เมื่อก่อนเรามีนิสัยส่วนตัวที่จะไม่ยุ่งกับใคร แต่งานข่าวมันก็สอนให้เราต้องพบปะผู้คน เจอคนอื่นมากกว่าพ่อแม่คนรักอีก ตอนเป็นนักข่าวเราก็สนิทกับนักข่าวไม่กี่คน เพราะชอบใช้ชีวิตคนเดียว แต่พอเปลี่ยนงานต้องทำงานแบบออฟฟิศต้องพบเจอคนเยอะ เราก็ปรับตัวได้ หัวหน้ามาเห็นเราทำงานช่วง 3 เดือนแรก เห็นเราปรับตัวได้แล้ว เขาก็ให้คะแนนประเมินเราเต็มเลย”

 

หากถามว่ายังคิดถึงวงการนักข่าวหนังสือพิมพ์อยู่ไหม ฝนตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ยังคิดถึงอยู่”

 

เพราะบรรยากาศการได้ทำงานร่วมกับเพื่อนนักข่าวเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก แต่การทำงานประชาสัมพันธ์ด้านพีอาร์มันก็สนุก เธอบอกว่าจากการทำงานนักข่าวมาก่อนนั้น ก็ทำให้เมื่อนำมาปรับใช้กับงานพีอาร์แล้ว ไปได้ดีทีเดียวเลย มันทำให้เรามีความคิด ความสร้างสรรค์ หัวหน้าก็ชอบ เพราะตอนเป็นนักข่าวก็คลุกคลีสายงานใดสายงานหนึ่ง ก็เลยมีความรู้ด้านการขายด้านการตลาด เพราะเคยทำงานสายนั้น มันจึงส่งผลดีต่อการทำงานพีอาร์ด้วย

 

เธอย้ำว่า ทุกอย่างที่ได้มาทั้งหมดในชีวิตการทำงานนั้น มาจากการเป็นนักข่าวทั้งสิ้น เธอบอกว่า ในช่วงเป็นที่ยังทำงานเป็นนักข่าวนั้น ได้เห็นนักข่าวบางคนเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ทำให้ได้เงินเยอะกว่าเดิม แต่ตัวฝนเองทำแบบนักข่าวบางคนไม่ได้ ก็เลยเงินเดือนน้อย เธอจึงเลือกเดินออกมาเพื่อไปหาที่ทำงานใหม่ที่เงินเดือนเยอะกว่าเดิม

 

“หากใครบอกว่าเราเก่ง เราจะบอกว่าเราได้ทั้งหมดจากการเป็นนักข่าว” ฝนปิดท้าย

 

ไอซ์เป็นอดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่เอ่ยชื่อไปหลายคนต้องรู้จักผ่านหูผ่านตาเคยอ่านกันทั้งสิ้น มาวันนี้เธอได้โบกมือลาจากวงการหนังสือพิมพ์มุ่งหน้าสู่วงการโทรทัศน์ แปรสภาพจากนักหนังสือพิมพ์สู่ “นักข่าวทีวี” อย่างแท้จริง

 

ไอซ์ให้เหตุผลถึงการเปลี่ยนสายงานอย่างแรกเลย คือเรื่องเงินเดือน

 

 

“เนื่องจากโทรทัศน์กับหนังสือพิมพ์ ฐานเงินเดือนมีความแตกต่างกัน ตอนนั้นเราเกิดข้อเปรียบเทียบว่าที่เราทำงานให้หนังสือพิมพ์มานาน แต่ทำไมฐานเงินเดือนไม่เพิ่มเท่าที่ควร เราเห็นคนที่เพิ่งจบใหม่แล้วไปเริ่มงานที่สถานีโทรทัศน์ กลับมีฐานเงินเดือนที่เท่ากันหรือมากกว่าเราด้วยซ้ำ เหตุนี้เราเลยคิดว่าเราเหมือนย่ำอยู่กับที่เปล่า..(วะ)”

 

ปัจจัยต่อมานั่นก็คือไอซ์ชี้ให้เห็นว่า ยุคนี้มันไม่ใช่ยุคของหนังสือพิมพ์แล้ว สังคมมันเปลี่ยนไปจริงๆ คนรุ่นใหม่เริ่มติดตามข่าวสารทางโซเชียล ซึ่งปัจจุบันก็มีเพจเฟสบุ๊กข่าวมากมาย อีกแง่นึงช่องทีวีดิจิตอลเองก็มีหลายช่อง ซึ่งเป็นช่องทางในการเสพข่าวให้กับผู้ชมได้หลายทาง และในเรื่องการทำงานที่มีการแข่งขันกันสูงมากขึ้น ทั้งในด้านข้อมูลที่ต้องแข่งขันกับหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ และช่วงหลังมีการให้ถ่ายทอดสดลงเพจเฟสบุ๊กของต้นสังกัด ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ในการติดตามข่าวสารหลายช่องทาง ทำให้ต้องเร่งทำข่าวเพื่อลงออนไลน์ไม่ต่างอะไรกับนักข่าวโทรทัศน์ที่เร่งทำข่าวเพื่อออกข่าวช่วงเที่ยง

 

“มันเป็นความยุ่งยากในการทำข่าวหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันที่ต้องส่งข่าวทั้งออนไลน์และหนังสือพิมพ์ เราเลยรู้สึกจำเจ เบื่อหน่ายในการทำงาน จึงตัดสินใจเปลี่ยนสายงานเพื่อพัฒนาตัวเองและหาความท้าทายใหม่ ๆ ในการทำงานด้วย”

 

หญิงสาวยอมรับว่า ในช่วงทำสื่อโทรทัศน์ 3 เดือนแรกนั้น เธออึดอัดมาก เนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงานไม่เหมือนกับสื่อหนังสือพิมพ์ ทั้งรูปแบบ ผู้คน รวมถึงแหล่งข่าวที่ไม่ค่อยมีเวลาไปนั่งคุยเหมือนแต่ก่อน อย่างไรก็ตามการทำข่าวโทรทัศน์นั้น ไอซ์รู้สึกว่าทำได้ง่ายและสบายกว่า ทั้งรายละเอียดข่าวและประเด็นยิบย่อย

 

“มันไม่ต้องละเอียดเหมือนเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ แต่ข่าวโทรทัศน์ทุกข่าวต้องมีภาพในการเผยแพร่ให้ผู้ชมดู หลังจากผ่านไปสักพัก เราก็เริ่มปรับตัวได้”

 

ไอซ์ย้ำว่า เธอโชคดีที่มีทีมทำงานทั้งช่างภาพ ผู้ช่วย ที่เข้าใจตัวเธอ ทำให้สามารถปรับตัวในการทำงานได้ จากนั้นสิ่งที่ยากถัดมาคือการรายงานสด ซึ่งเธอมีเวลาในการเตรียมข้อมูลนิดเดียวเพื่อต้องเร่งออกข่าวในช่วงเบรค

 

“แรก ๆ เราตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยพูดหน้ากล้องเลย แถมเบื้องหลังกล้อง มันก็มีคนเป็นล้านที่ชมเราอยู่ อีกทั้งเนื้อหาข่าวมันก็ต้องกระชับ เพราะมีเวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น”

 

แต่สิ่งนี้เองที่ทำให้ไอซ์มีไฟในการทำงานมากขึ้น และมีความสนุกทุกวันที่ตื่นมาทำงาน

 

“เรายังคิดถึงสื่อหนังสือพิมพ์ พี่ ๆ น้อง ๆ ในวงการอยู่นะ เราโตมาได้เพราะหนังสือพิมพ์ เราไม่เคยลืม” หญิงสาวทิ้งท้าย

 

นักข่าวบางคนเมื่อเดินออกจากวงการสื่อหนังสือพิมพ์แล้วก็เลือกที่จะโบกมือลาจากวงการไปเลย มิตรเป็นอีกคนหนึ่งที่เลือกทางเดินนั้น เขาให้เหตุผลถึงการลาออกจากการเป็นนักหนังสือพิมพ์เพราะ “เบื่อข่าว เบื่อเหตุการณ์ เบื่อสื่อมวลชนและเบื่อบรรยากาศภายใน และเงินเดือนที่ไม่ค่อยพอใช้ในแต่ละเดือน”

 

แต่สาเหตุสำคัญที่มิตรเลือกจะเซ็นใบลาออกหันหลังจากวงการนักหนังสือพิมพ์ เป็นอันดับแรกเลยก็คือ

 

“เราหมดศรัทธาในสื่อมวลชน เราได้รับการปลูกฝังว่าสื่อควรจะทำให้สังคมดีขึ้น แต่ทุกวันนี้สังคมก็เลวลง เลวลงทุกวัน เหตุผลอันดับ 2 ก็คือ เรื่องเงินเดือนไม่พอใช้นี่แหละ”

 

 

สำหรับเหตุผลข้อแรกนั้น มิตรขยายความว่า ที่ผ่านมาข่าวที่เกิดขึ้นก็ซ้ำ ๆ เดิม แถมช่วงหลังข่าวก็ไม่ค่อยสร้างสรรค์ด้วย เพราะสื่อไปเล่นข่าวตามโลกออนไลน์ ไปเล่นตามคลิปเสียเยอะ ที่ผ่านมาก็มีคนดูถูกสื่อมวลชนมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ สื่อเองนั่นแหละก็ทำให้ตัวเองตกต่ำลง ไปเล่นความสำคัญกับคลิปในโลกออนไลน์มากไป

 

นอกจากนี้มิตรยังบอกอีกว่า ที่ลาออกก็เพราะเบื่อระบบงานข้างในที่สั่งงาน มีการกดดัน โดนด่า แต่ขออธิบายเพิ่มเติมว่า การถูกกดดันจากกองบรรณาธิการนั้น เป็นเรื่องปกติที่ต้องรับให้ได้ แต่ปัญหาคือกองบรรณาธิการที่อยู่ภายในองค์กรนั้น เป็นคนหัวเก่า บางครั้งก็ให้หาข้อมูลข่าวที่รุกล้ำละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา ซึ่งข้อมูลแบบนี้นักข่าวรุ่นใหม่ ๆ จะรู้ว่ามันไม่สามารถทำได้แล้วในโลกปัจจุบัน

 

“แต่กองบรรณาธิการก็ยังให้ไปหาข้อมูลอยู่ พอทำไม่ได้ก็โดนบ่น แม้จะชี้แจงว่ามันไม่สามารถทำได้แล้วในโลกวันนี้ ข้างในฟังแล้ว ก็จะเล่าเอาไปเปรียบเทียบกับยุคสมัยก่อนที่พวกตนเคยทำงานอยู่ ว่าสมัยก่อนทำได้อย่างนั้นอย่างนี้นะ เราเป็นนักข่าวภาคสนามก็ทำได้แค่ฟังไว้เท่านั้น”

 

มิตรมองถีงการทำงานข่าวในฐานะคนข่าวที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีว่า งานข่าว มันไม่หนักหรอก เราทำงานได้ แต่ที่ผ่านมา

 

“เราเห็นว่าจรรยาบรรณสื่อมันเป็นเรื่องที่มีไว้อ้างเพื่อความสวยหรูเท่านั้น”

 

สำหรับที่หมายหลังการลาออกนั้น มิตรก็จะกลับไปอยู่กับแม่ ทำงานตามที่ฝันไว้ โดยจะทำธุรกิจกับเพื่อน โดยธุรกิจที่ทำนั้นก็ยังเป็นด้านสื่อเหมือนเดิม ก็จะได้เก็บเงินด้วย

 

อ่านถึงบรรทัดนี้แล้วสัมผัสได้ถึงความผิดหวังในวงการ เราก็ได้แต่หวังว่าการกลับไปหาแม่ของเขาจะทำให้เขามีความสุขมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

 

ด้านรศ.ดร.นรินทร์ นำเจริญ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวถึงปรากฎการณ์สมองไหลของนักข่าวว่า มันเป็นเรื่องธรรมดากับการที่นักข่าวจะลาออกไป อย่างไรก็ดีแม้มันจะเป็นเรื่องปกติ

 

“แต่เรื่องปกติบางเรื่องก็ควรจะต้องตื่นตระหนก”

 

ดังนั้นนักวิชาการด้านสื่อจึงขอทำความเข้าใจก่อนว่า ปรากฎการณ์สมองไหลนี้ ต้องเริ่มที่ว่า นักข่าวกับนักหนังสือพิมพ์นั้นเป็นคำที่เหมือนจะมาคู่กันแยกกันไม่ได้

 

แต่จริง ๆ แล้วมันแยกกันได้

 

“ถ้าเป็นนักหนังสือพิมพ์ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน คนไม่นิยมสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว มันก็ต้องเปลี่ยนไป ถ้าใครปรับตัวไม่ได้ก็ต้องออกไป มันเป็นโลกที่โหดร้าย แต่ไม่ใช่ความผิดของคนเหล่านี้ เพราะเขาอาจยึดคุณค่าบางอย่างไว้ที่จะทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่โลกมันเปลี่ยน เมื่อคนไม่อยากเสพข่าวจากหนังสือพิมพ์แล้ว ข่าวหนังสือพิมพ์ก็ต้องเปลี่ยนไป เป็นธรรมดาของโลก”

 

อย่างไรก็ดีแนวคิดเรื่องของข่าวยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปรูปแบบไหน นักข่าวก็ยังทำงานแปรตัวเองไปทำรูปแบบอื่นได้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีสื่อเปลี่ยน ก็ไม่ได้หมายความว่า สื่อรูปแบบเดิมจะหายไป ก็เหมือนการเขียนจดหมาย การคุยโทรศัพท์มือถือ มันก็ยังอยู่ ภาพวาดจิตรกรรมก็ยังอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนสมัยก่อน คนก็ไม่ได้นิยมเหมือนเดิมอีกแล้ว สื่อหนังสือพิมพ์ก็เหมือนกัน มันยังมีเสน่ห์และยังคงอยู่ แต่จะบอกว่าคนนิยมยิ่งใหญ่เหมือนสมัยก่อนนั้น ก็คงจะพูดแบบนี้ไม่ได้แล้ว

 

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในสังคม

 

 

“เราต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการสั่งสอน หลายคนเชื่อฟังคำสั่งสอนจากคนที่มีวาสนาสูงกว่า ทีนี้การทำงานของนักข่าวที่ไปคุ้ยแคะเจาะข่าว มันเลยดูเหมือนก้าวร้าวในสภาพสังคมแบบนี้ ดังนั้นคนไทยจำนวนมากก็จะไม่สนใจข่าวเชิงลึก แต่มันก็มีคนที่ไม่ชอบข่าวตื้นเขิน อยากติดตามข่าวเชิงลึก ทีนี้ถ้าคนจำนวนมากในสังคมไทย ไม่สนใจข่าวเชิงลึก นายทุนก็ไม่กล้าเสี่ยงจะขายข่าวแบบนี้”

 

รศ.ดร.นรินทร์กล่าวต่อว่า ดังนั้นภาวะสมองไหลของนักข่าวที่ไปทำงานอื่น ทั้งเงินเดือนน้อย ปัญหาจากการทำข่าว มันเป็นเรื่องที่ต้องต่อรองกันระหว่างนายทุนกับนักข่าว โดยนักข่าวก็จะไปมองนายทุนว่าเป็นศัตรูก็ไม่ได้ เพราะนายทุนกับนักข่าวก็อยู่ในมุมเดียวกัน

 

“เพราะถ้าทำข่าวแล้วไม่มีใครอ่าน มันก็เจ๊งกันหมดทั้งนายทุนและนักข่าว”

 

นอกจากนี้สภาพสังคมยุคใหม่ที่ทำให้คนในสังคมเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวเอง การจะไปทำงานเป็นลูกน้องนั้น ไม่เป็นที่นิยมอีกแล้ว มันเป็นรูปแบบวิถีชีวิตของคนยุคนี้ ไม่ต้องการทำงานหนัก ค่าตอบแทนน้อย อยากเป็นผู้ประกอบการเองมากกว่า

 

“ที่ผ่านมาเรามีคณะสอนเกี่ยวกับการทำข่าว แต่คนอยากทำข่าวจริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีเยอะมาก คนที่อยากมาเรียนจริงมันก็น้อย พอเจอรูปแบบวิถีชีวิตในยุคนี้ที่เปลี่ยนไป คนก็ไม่มาเป็นนักข่าวกันมากขึ้น ไปเปิดเพจเขียนหนังสือเอง ทำข่าวเอง ซึ่งข้อเสียก็คือมันไม่มีระบบกองบรรณาธิการกลั่นกรอง สมัยก่อนจะเขียนงาน 1 ชิ้น แก้กันแล้วแก้กันอีก สมัยนี้ขอแค่เขียนเท่านั้นก็โพสท์ได้เลย งานบางชิ้นมันก็เลยมีความตื้นเขิน แต่มันเข้าถึงคนจำนวนมาก เพราะพฤติกรรมการเสพสื่อของคนเปลี่ยนไปอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว”

 

และความเปลี่ยนแปลงของคนในสังคมยุคนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้นักข่าวจำนวนมากออกจากวงการข่าวไปทำอาชีพอื่น ซึ่งตรงนี้สื่อมวลชนที่ยังทำงานกันอยู่ ก็ต้องตระหนักในเรื่องนี้ และต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าวเสียใหม่ คือตัวข่าวเองนั้นยังต้องการข้อเท็จจริงเสมอ แต่จะทำอย่างไรให้คนสนใจเนิ้อหาข่าวที่นำเสนอ มันต้องมีวิธีการ ความเคร่งเครียดของข่าวอาจจะเปลี่ยนไป

 

เพื่อตอบสนองคนสมัยใหม่ ทำให้คนอยากอ่านข่าวมากยิ่งขึ้น

 

“หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน อาจจะต้องสนับสนุนการทำงานของนักข่าว แต่ไม่ใช่ไปให้เงินกับองค์กรสื่อ คืออาจจะออกกฎหมายให้คุณภาพชีวิตนักข่าวดีขึ้นกว่าเดิม เรื่องตรงนี้ทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของนักข่าว เพื่อที่นักข่าวจะได้ทำข่าวข้อมูลดี ๆ ออกมานำเสนอต่อสังคม”

 

และหากถามว่าทำไมต้องสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานของนักข่าวด้วย นักวิชาการด้านสื่อมวลชนบอกไปว่า

 

“สื่อคือภูมิปัญญาของสังคม ที่ผ่านมาสื่ออาจผลิตยาพิษให้กับสังคมก็เป็นได้ แต่เมื่อเขาผลิตภูมิปัญญาออกมา มันก็ควรจะได้รับการสนับสนุนจากสังคม”

 

เพราะมันมีคุณค่าที่สังคมควรจะได้รับรู้

 

ถึงบรรทัดนี้แล้ว ข้อสงสัย การลาจากเหตุผลของแต่ละคนก็มีแตกต่างกันออกไป สุดแล้วแต่ว่าผู้อ่านจะสรุปมันได้อย่างไร ทั้งข้อคิดเห็นของนักข่าวที่ไปทำงานพีอาร์ นักข่าวที่เปลี่ยนสื่อทำงาน นักข่าวที่กลับไปหาแม่ นักวิชาการที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของนักข่าว

 

ไม่ว่าจะอย่างไร ใครจะพบคำตอบหรือสุดท้ายพวกเขาจะพบเจออย่างไร มันก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ที่แน่ ๆ ก็คือการปรับตัวของมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญที่สุด นักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ยังทำงานโลดแล่นในวงการพึงตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง แต่อย่าตระหนกจนเกินไป หากตั้งใจทำงานรับมือเท่าทันโลก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

 

ข่าวก็ยังเป็นข่าว รูปแบบการนำเสนออาจจะเปลี่ยนไป แต่เนื้อหาของข่าวยังคงอยู่

 

และจะยังมีคนรออ่านข่าวดี ๆ อยู่เสมอ…

 

ดังนั้นจงก้มหน้าผลิตข่าวดี ๆ ออกสู่สังคมอยู่เสมอไป หากทนไม่ไหวก็โบกมือลา เราทำได้เพียงพูดสั้น ๆ แค่นี้ว่า

 

“ขอให้โชคดีกับทางชีวิตที่เลือกเดิน”

 

-D-

 

นักข่าวทั้งสามคนขอปกปิดตัวตนทั้งที่ทำงานเก่าสมัยเป็นนักหนังสือพิมพ์และที่ทำงานใหม่ พร้อมทั้งขอสงวนชื่อและนามสกุล ชื่อที่พบในเรื่องเป็นการสมมุติขึ้นใหม่หมด ยกเว้นเพียงรศ.ดร.นรินทร์ นำเจริญเท่านั้นที่อนุญาตให้ชื่อจริงและต้นสังกัดจริงได้