ปกรณ์ คงสวัสดิ์

 

 

Talk of the town ในโลก Internetในช่วงหลายวันที่ผ่านมากับการแชร์ข้อความ”ตลาดล่าง” ที่ผู้เขียนข้อความดังกล่าวได้ร่ายยาวถึงกิจกรรมแบบ “คนละชั้น” กับคนทั่วไป จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ข้อมความดังกล่าว ปรากฎการณ์ “ตลาดล่าง”กำลังบอกอะไรกับเรา วัฒนธรรมบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งแยกชนชั้นของสังคม  มันเช่นนั้นได้อย่างไรกัน

 

สิ่งที่เราคุ้นอย่างสโลแกนโฆษณา “สินค้าบ่งบอกความเป็นตัวคุณ” แน่นอนว่า นอกจากฐานะทางการเงินที่สามารถเข้าถึงสินค้าดังกล่าวได้แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่เป็นรองกันและหากไม่มีมันยอมถูกดูแคลนว่าเป็น “ สามล้อถูกหวย”  “ไม่มี Class ”  นั่นคือ รสนิยม แล้วรสนิยมมันมาจากไหน

 

นักคิดสำคัญที่กล่าวถึงรสนิยมซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความไม่เท่าเทียม คือ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu: 1930 – 2002) ชนชั้นในความเข้าใจของเขา คือ กลุ่มคนที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งทางสังคมที่เหมือนกัน อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมือนกันและยอมรับเงื่อนไขแบบเดียวกัน พวกเขาสร้างแนวทางปฏิบัติที่เหมือนกันและรับเอาท่าทีทัศนคติที่เหมือนกันมาใช้ร่วมกัน

 

หากเราต้องการทำความเข้าใจชนชั้นต่างๆ ต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา เพราะบุคคลหนึ่งแตกต่างจากคนอื่นๆ เนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ อาชีพ รสนิยม และการใช้เวลาว่าง รสนิยม

 

เราจะเห็นรสนิยมของแต่ละชนชั้นเห็นได้จากชีวิตประจำวัน กิจกรรมส่วนตัว รสนิยมที่ดีได้รับการยอมรับในสังคมซึ่งเป็นผลมาจากการสร้างข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคม บูร์ดิเยออธิบายถึงชนชั้นโดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นและรสนิยม จุดเริ่มต้นของการบริโภคที่ต่างกันยอมได้รับปลูกฝังจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างครอบครัวและสถานบันการศึกษา สำหรับครอบครัว สายตระกูลชนชั้นนำส่งต่อรสนิยมให้กับลูกหลานการอบรมกิริยาท่าทาง ประเภทวรรณกรรมที่อ่าน เสื้อผ้า เครื่องประดับ

 

 

นอกจากนี้สถานศึกษาเป็นสถานที่บ่มเพาะกลุ่มทางสังคมของชนชั้นนำในอดีต กลุ่มเจ้านาย ลูกขุนนาง และลูกพ่อค้า เข้าไปศึกษาและเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ ในโรงเรียนชั้นนำเช่นเดียวกับที่กษัตริย์ไทยส่งพระโอรสของตนเองไปศึกษาต่อยังโรงเรียนประจำต่างประเทศเพื่อเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงของฝรั่ง นอกจากความรู้และภาษาอังกฤษ (แบบผู้ดีอังกฤษ) ที่ถือเป็นเครื่องมือบ่งบอกสถานภาพแล้ว

 

สถาบันการศึกษาเมืองนอกยังบ่มเพาะธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นที่หาไม่ได้ตามโรงเรียนวัดบ้านทั่วไป อาทิ Life style ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต้องเดินทางไปด้วยตนเอง ไม่ยอมไปเป็นหมู่คณะทัวร์ ท่านนิยมท่องเที่ยวอิตาลีเพื่อดื่มด่ำกับความงดงามของเมืองฟลอเร้นซ์ที่มีความงดงามของโบสถ์ วังเก่าแก่

 

สถานศึกษาชั้นนำในอดีต ผู้เข้าเรียนต้องมีฐานะทางการเงิน ถือเป็นด่านแรกในการคัดแยกและกีดกันคนออกจากกัน เช่นที่ มจ.ภีศเดช รัชนี เคยกล่าวถึงความเป็นชนชั้นที่ดำรงอยู่ภายในโรงเรียนต่างประเทศว่า “Dulwich College นักเรียนประจำของโรงเรียนนี้ถือว่าเด็กที่กลับบ้านเป็นคนละชั้นกับตัว คือชั้นต่ำ ถึงกับห้ามไม่ให้ไปพูดกับพวกเขา” สถานศึกษาชั้นนำยังบ่มเพาะคุณลักษณะและรสนิยมที่ดีให้กับนักเรียนผ่านการใช้ชีวิตแบบนักเรียนประจำ กีฬา และกิจกรรมต่างๆ

 

นอกจากรสนิยมและธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกปลูกฝังในขณะเล่าเรียนแล้ว สิ่งที่ได้ตามมา คือ เครือข่ายทางสังคม สถานการศึกษาชั้นนำย่อมคัดเลือกคนกลุ่มเดียวกันเข้ามาเรียน ในอดีตชัดเจนว่าผู้มีโอกาสเล่าเรียน คือ ลูกเจ้าขุนมูลนาย ข้าราชการและพ่อค้า ความเป็นกลุ่มก้อนของสถาบันการศึกษาเราเห็นได้อย่างดาษดื่น เช่น “ร่วมกันน้องพี่สีชมพู”

 

เหตุผลที่ระบบรับน้องยังไม่หมดไปเพราะ ส่วนหนึ่งของการรับน้องเป็นการแลกรับเพื่อเข้าไปมาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางสังคม

 

 

ที่สำคัญการบริโภคยังเป็นเครื่องมือของการแสดงลำดับชั้นที่ผูกโยงเข้ากับบุญวาสนาในแบบพุทธ การครอบครองทรัพย์สินเพื่อแสดงความมั่งคั่ง เป็นเครื่องแสดงบุญบารมีดังเห็นได้ในสุถาษิต แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้ หรือ หมามองเครื่องบิน หากเราพิจารณาถึง “เครื่องบิน ” ในการเป็นเครื่องมือแสดงวาสนาและบารมี เครื่องบินในอดีตถูกยอมรับนับถือเป็นสิ่งเลอค่า

 

ถ้าหากใครมาสนามบินดอนเมืองเพื่อขึ้นเครื่องบินสักครั้งถือว่ามีบุญ เพราะการขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมืองในอดีตหมายถึงผู้กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ จะมีสักกี่คนที่ได้ขึ้นเครื่องไปต่างประเทศ ต้องเป็นชนชั้นนำของสังคม การกิน Fast food ในอดีตถือว่าเป็นคนเมือง ดูทันสมัย

 

แต่ความรู้สึกดังกล่าวของชนชั้นนำถูกทำให้หายไปเพราะ การขยายตัวของธุรกิจเพื่อมาสอดรับกับความต้องการหรือรสนิยมที่เคยกระจุกตัวเฉพาะในกลุ่มชนชั้นได้กระจายตัวออกไปในภูมิภาคต่างๆ  สินค้าที่เคยมีคุณค่าสูงถูกทำให้มีราคาถูกมีความ mass เพื่อเข้าถึงกลุ่มบริโภคส่วนใหญ่ เช่น สายการเครื่องบิน Low-cost ร้านอาหารต่างประเทศถูกเปิดขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ เสื้อผ้าแบรนด์เนมถูกผลิตเพื่อเน้นขายคนส่วนใหญ่

 

ส่วนหนึ่งของรสนิยมการบริโภคแบบคนเมืองเริ่มกระจายตัวออกไปตามภูมิภาคต่างๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา นอกจากระบบการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เปลี่ยนไป ระบบการศึกษาเปิดกว้างให้กับคนทั่วไปเข้าถึงมากยิ่งขึ้น สถาบันการศึกษาที่เคยเป็นพื้นที่ของกลุ่มเครือข่ายชนชั้นนำถูกบังคับให้เปิดรับบุคคลทั่วไปเข้าศึกษาและการเรียนรู้รสนิยมและความต้องการขั้นพื้นฐาน กระทั่งสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาขยายตัวออกไปยังภูมิภาคได้ส่งผ่านรสนิยมและความต้องการที่คล้ายกับคนในเมืองหรือชนชั้นนำ

 

“ตลาดล่าง” เป็นปรากฏการณ์ของกลุ่มชนชั้นนำเรียกร้องถึงสิทธิเก่าๆ ที่เคยได้รับเมื่อครั้งวันชื่นคืนสุขของการมีสถานภาพทางสังคมที่เหนือกว่า เมื่อเรามองในบริบทการเมืองในไม่กี่ปีที่ผ่านมาเห็นได้ช้ดผ่านการเดินขบวนของ กปปส. ที่เรียกร้องสิทธิที่เหนือกว่าของกลุ่มชนชนชั้นนำผ่านวาทกรรม “เสียงคุณภาพ” เช่นเดียวกับการบริโภคและรสนิยมที่เคยเป็นเครื่องมือแสดงสถานภาพทางสังคม

 

สินค้าบางอย่างถูกผลิตให้กลายเป็นสินค้าแบบ Mass เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เพราะความต้องการบริโภคที่ได้รับการบ่มเพาะจากสื่อมวลชนและสถาบันการศึกษาที่กระจายตัวออกไปยังภูมิภาคต่างๆ

 

ชนชั้นนำย่อมตระหนกกับสิ่งที่เคยแสดงออกถึงลำดับชั้นที่กำลังเลือนลางไปตามกาลเวลาจึงจำเป็นต้องสร้างลักษณะของสินค้าและการบริโภคแบบใหม่เพื่อแบ่งแยกกลุ่มชนชั้นตนเองออกจากคนส่วนใหญ่ของสังคม

 

-D-

 

เป็นผู้สืบข่าวต่อเองได้ที่…

 

1.Bourdieu, P. (1989). Distinction: A Social Critique of the Judgement of Taste. London: Routledge.

 

2.รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข:ชนชั้นนําในการเมืองไทยปัจจุบัน: การศึกษากระบวนการผลิตซ้ำทุนวัฒนธรรมตามแนวปิแอร์บูร์ดิเออวิทยานิพนธ์ (ร.ด.)–จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550