หนอนหนังสือ

 

 

ข้อมูลเบื้องต้น

ล่าปมวิปลาส ยอดฆาตกร หรือ Mindhunter: Inside the FBI’s Elite Serial Crime Unit

 

ประพันธ์โดย John E. Douglas และ Mark Olshak แปลโดย วีระวัฒน์ เตชะกิจจาทร จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ MAXX Publishing ความหนา  522 หน้า ราคา 425 บาท

ระยะเวลาในการอ่าน : อาทิตย์หนึ่งกำลังดี ซึมซับและดื่มด่ำ

 

ข้อแนะนำ

 

คนเราจะฆ่าคนได้ ต้องมีพฤติกรรม 3 แบบ คือ 1.ชอบทรมานสัตว์เล็ก 2.ชอบฉี่รดที่นอน และ 3.ชอบเล่นกับไฟ

 

นี่คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกกล่าวเรามาถึงพฤติกรรมน่าสนใจของมนุษย์ที่มีแนวโน้มจะก่อเหตุฆาตกรรม และมีสิทธิ์จะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง

 

ผู้เขียนเป็นอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอผู้ใช้วิธีการพฤติกรรมศาสตร์ในการวิเคราะห์เหล่าฆาตกรที่สังหารคนอย่างโหดเหี้ยม เขาเริ่มจากการไปสัมภาษณ์ฆาตกรที่ก่อเหตุลักษณะนี้และกำลังชดใช้โทษในเรือนจำท่ามกลางการต่อต้านจากคนในองค์กร

 

แต่เขาก็ยังกัดฟันทำไป แล้วมันก็ออกผล เพราะจากการสัมภาษณ์ฆาตกรในเรือนจำเหล่านี้ นำไปสู่การวิเคราะห์ลักษณะรูปพรรณ อายุ ส่วนสูง ลักษณะการใช้ชีวิต อาชีพ ปมด้อยในชีวิตของคนร้ายที่จะลงมือก่อเหตุในอนาคตได้แม่นยำ เรียกได้ว่าเหมือนกับการเล่นกล

 

อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์นี้ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่หน่วยงานเอฟบีไอถึงจะยอมรับและกลายเป็นหลักสูตรในการใช้รับมือกับคนร้ายประเภทฆาตกรต่อเนื่อง

 

แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้ กลายเป็นซีรีส์ในNetflix ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องของการกำเนิดวิธีการจับกุมฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะเผยให้เห็นประวัติของผู้เขียน ทำให้เห็นรูปแบบวัฒนธรรมขององค์กรเอฟบีไอ และการดำเนินงานสืบสวนเพื่อไล่ล่าจับกุมคนร้าย โดยมีวิธีการสำคัญคือการวิเคราะห์ที่เกิดเหตุ ผู้เสียชีวิต นำไปสู่การก่อรูปสันนิษฐานด้วยหลักพฤติกรรมศาสตร์ทำให้รู้ว่า คนร้ายนั้นเป็นใคร

 

อาจจะดูเหลือเชื่อ แต่สุดท้ายคนร้ายที่ก่อเหตุก็เป็นไปตามการวิเคราะห์จริง ๆ อีกทั้งยังทำให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้ก่อเหตุลงมือนั้น มาจากปมในชีวิตโดยเฉพาะวัยเด็กที่ถูกละเลยจากครอบครัว จนกลายเป็นบาดแผลในชีวิตทำให้พวกเขาร้าวรานใจ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต พวกเขาจึงลุกมาลงมือสังหารโหดแบบนี้ เพื่อชดเชยบาดแผลในวัยเยาว์

 

แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ปมบาดแผลในวัยเด็กไม่อาจช่วยให้ฆาตกรเหล่านี้พ้นผิดจากกฎหมายได้ ผู้เขียนชี้ว่า พฤติกรรมแนวโน้มการฆ่าคน 3 ข้อในบรรทัดข้างบนที่หนอนหนังสือจั่วหัวไปนั้น อยู่เป็นคุณสมบัติของฆาตกรเหล่านี้ครบถ้วนทุกข้อ

 

ฆาตกรบางรายมีความสุขกับการจุดไฟเผา แล้วมองดูเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาช่วยกันดับไฟ บางคนถึงกับถลกกางเกงเพื่อสำเร็จความใคร่ทางเพศขณะเฝ้ามองเหตุการณ์นี้ด้วยซ้ำไป

 

นอกจากนี้ผู้เขียนยังชี้ว่า การสอบสวนของตำรวจด้วยวิธีการปกติ ไม่อาจทำให้ฆาตกรต่อเนื่องเหล่านี้ยอมจำนนได้ พวกเขามีความฉลาดเป็นอย่างยิ่ง และสามารถผ่านเครื่องจับเท็จได้ทุกราย อย่างไรก็ดีฆาตกรที่ลงมือก่อเหตุสะเทือนขวัญเหล่านี้ไม่ได้บ้า ยังมีสติสัมปัญชัญญะขณะลงมือก่อเหตุทุกราย หลายคนมีครอบครัวอบอุ่น ใช้ชีวิตราวกับคนปกติ แต่มีอีกด้านที่โหดเหี้ยมเหลือเกิน ถ้าได้เจอกับสิ่งเร้าที่กระตุ้นส่วนหนึ่งในใจพวกเขา ในฉับพลันนั้นพวกเขาจะลงมือก่อเหตุนั้นก็คือการสังหารเหยื่อด้วยความรุนแรงทารุณอำมหิตเป็นอย่างยิ่ง

 

อย่างไรก็ดีผู้เขียนย้ำว่า มนุษย์ผู้จะเปลี่ยนตัวเองสู่การเป็นฆาตกรต่อเนื่องนั้น ทุกคนล้วนมีปัญหาจากการเลี้ยงดู พวกเขาไม่เคยมีชีวิตในวัยเด็กที่สมบูรณ์ จนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คนเหล่านี้รู้สึกเป็นเหมือนผู้ไร้อำนาจในสังคม อยากได้อำนาจเพื่อจะนำไปสู่การยอมรับ ฆาตกรต่อเนื่องส่วนมากจึงชอบตำรวจ ชอบอ่านหรือดูหนังเกี่ยวกับตำรวจ ชอบไปคลุกร่วมในการสืบสวนสอบสวนของตำรวจด้วย เพื่อรู้ความเคลื่อนไหวของการสืบสวนในคดีของพวกเขาเอง และที่สำคัญพวกเขาเหมือนได้ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ

 

เพราะพวกเขาล้วนเปราะบางทางจิตใจและมีข้อด้อยที่ไม่อาจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายได้

 

บทสรุปสำคัญในหนังสือเล่มนี้ก็คือการทำงานอย่างหนักของผู้เขียนและเพื่อนร่วมงานที่พยายามผลักดันเครื่องมือใหม่ ๆ ในการใช้จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายที่มีความเปลี่ยนแปลงพลวัตรตลอดเวลา เพื่อทำให้สังคมอยู่ได้อย่างสงบสุข แต่ตลอดเรื่องเราจะเห็นปัญหาของผู้เขียนเอง ทั้งความเครียดสะสม ความเหนื่อยล้าจากการทำงานจนส่งผลให้เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่แลกมากับการทำงานในด้านนี้

 

และสิ่งสุดท้ายที่ผู้เขียนย้ำเตือนก็คือ

 

ไม่มีฆาตกรต่อเนื่องรายใด มาจากครอบครัวที่อบอุ่นได้รับการเลี้ยงดูในวัยเด็กเป็นอย่างดี

 

ดังนั้นวัยเด็กของคนเราคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่จะขีดกำหนดว่า มนุษย์คนหนึ่งนั้นจะเป็นอย่างไร…

 

 

-D-