จากบทความสันติภาพเบ่งบานที่คาบสมุทรเกาหลี?  ทางDetectteam เห็นว่า กฤตนัน สตยกฤต มีข้อคิดมุมมองในการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้อย่างน่าสนใจ เราพบว่าสาเหตุสำคัญน่าจะมาจาก ความสนใจใคร่รู้ดื่มด่ำจนถึงขั้นหลงในในประเทศเกาหลีใต้ หรือ “แทฮันมินกุก” ของเขานั้นมีมากเป็นอย่างยิ่ง มหาศาลจนชวนให้เราสงสัยเลยต้องถามต่อ และไอ้ครั้นจะนำมารวมกันเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน ก็ดูจะอัดแน่นแก่ผู้อ่านจนเกินไป

 

ดังนั้นเราจึงแบ่งเรื่องเป็น 2 ส่วน เกี่ยวโยงและเชื่อมต่อกันราวกับนั่งดูละครซีรีย์เกาหลีดี ๆ สักเรื่อง เรื่องแรกพูดถึงอนาคตของเกาหลี ส่วนเรื่องที่ผู้อ่านกำลังเปิดอ่านอยู่นี้เป็นเรื่องราวของอดีตของเกาหลีที่ผ่านความสนใจจากตัวกฤตนันเอง ซึ่งมีแรงสะท้อนมองดูเกาหลีแล้วย้อนมองกลับมาแลประเทศไทยสุดที่รัก จนทำให้เห็นความหวัง เห็นความเหมือน และเห็นความต่างระหว่างเกาหลีกับไทยอย่างชัดเจน

 

ดังนั้นเราจึงนำแยกเนื้อหานี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านสุดที่รักได้อ่านกันอย่างเพลิดเพลิน นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

 

เผื่อความหลงใหลในเกาหลีของผู้อ่านจะมีมากยิ่งขึ้นเพียงพอให้แรงสะท้อนกลับมายังประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งกว่าพวกเรา…

 

กฤตนันเล่าว่า ความสนใจในประเทศเกาหลี มันเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยม 4- 5 จุดเริ่มต้นก็เริ่มจากฟังเพลงศิลปินของเกาหลีที่เข้ามาตามกระแส K – Pop นั้นคือ “Se7en” หรือ ชเว ดอง-อุค ที่มีเพลงเปิดตัวอัลบั้มแรกที่ดังไปทั่วเอเชีย คือ “Come back to me” (ฮวาจอ) ตามด้วยละครเกาหลีที่ได้รับชมเป็นเรื่องแรกคือ All About Eve หรือ “สงความแห่งความรัก” ซึ่งมีความแตกต่างจากละครไทยอย่างมาก เพราะละครเกาหลีจะมีการจัดการปัญหาระหว่างตัวละครด้วยกันเองที่มีมิติมากกว่าละครไทย ตรงนี้มันน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งละครเกาหลียังมีความเป็นเอเชียที่เขาสัมผัสได้รู้สึกถึง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาติดตามสนใจเรื่อยมา จนได้รู้จักศิลปินเกาหลีที่กว้างขึ้นมากไปกว่าวงบอยแบนด์เกิร์ลกรุ๊ปทั่วไป

 

ด้วยความสนใจนี้เอง ทำให้เขาตัดสินใจไปลงเรียนภาษาเกาหลีสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพราะอยากอ่านอยากเข้าใจในภาษานี้ ซึ่งความสามารถทางภาษาเกาหลีของเขานั้น ก็อยู่ในระดับที่สื่อสารได้ ทั้งฟัง พูด อ่านและเขียน

 

 

 “ภาษาเกาหลี เป็นภาษาที่พูดเร็ว ห้วน ๆ จนดูเหมือนคนเกาหลีพูดจากระโชกโฮกฮาก และเป็นภาษาที่มีลำดับชั้นในการใช้ภาษาเยอะมากในรายละเอียด เช่น มีวิธีการพูดกับคนที่เป็นทางการ ไม่ทางการ คนไม่สนิทหรือเพื่อนสนิท มีเรื่องความสุภาพของการใช้ภาษาเข้ามากำกับ และเป็นภาษาที่ต้องใช้แอ็กติ้งประกอบ มีอวัจนภาษาและอัตลักษณ์ของตัวเอง แบบแสดงสีหน้าชัดเจนเลย” 

 

“ภาษาเกาหลี เป็นภาษาที่พูดเร็ว ห้วน ๆ จนดูเหมือนคนเกาหลีพูดจากระโชกโฮกฮาก และเป็นภาษาที่มีลำดับชั้นในการใช้ภาษาเยอะมากในรายละเอียด เช่น มีวิธีการพูดกับคนที่เป็นทางการ ไม่ทางการ คนไม่สนิทหรือเพื่อนสนิท มีเรื่องความสุภาพของการใช้ภาษาเข้ามากำกับ และเป็นภาษาที่ต้องใช้แอ็กติ้งประกอบ มีอวัจนภาษาและอัตลักษณ์ของตัวเอง แบบแสดงสีหน้าชัดเจนเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนเกาหลีจะเป็นเหมือนกันหมดนะ มันก็หลากหลายกันไป แต่ที่แน่ ๆ คือ วัฒนธรรมการดื่มที่นี่ของจริงเลย รวมถึงเรื่องระบบอาวุโส มันเข้มข้นมาก สังเกตได้ว่าคนเกาหลีที่มาทำงานในไทย เขาก็จะอยู่ในสังคมของเขาไปเลย เราก็หาเพื่อนเกาหลีที่มาทำงานในไทยยากมาก เพราะเขาก็จะอยู่กับกลุ่มของเขา”

 

ทั้งนี้คนเกาหลีเขาก็มองคนไทยเองมีแตกต่างหลากหลายระดับ ต้องยอมรับก่อนว่าที่มาดูถูกคนไทยเราก็มี หาว่าการศึกษาบ้านเราแย่บ้าง แต่บางคนเขาก็ชอบนิสัยอัตลักษณ์ของคนไทย ชอบรูปร่างหน้าตาของคนไทย เหมือนตัวเราเองก็ชอบผู้ชายเกาหลี ที่มีสไตล์ขาวสูงแบบเอเชีย

 

อย่างไรก็ดีคนไทยบางคนก็มองคนเกาหลีแบบเห็นแก่ตัวไม่เอาใคร ก็ต้องเข้าใจว่าคนเกาหลีเองที่มาทำงานในไทย ก็คือคนชนชั้นกลางค่อนข้างล่างแบบบ้านเรา ที่ถูกแรงบีบคั้นสูงทางสังคมสูง เหมือนพยายามผลักดันตัวเองยกระดับฐานะทางชนชั้น มันก็เป็นด้านมืดที่พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก และมันก็เป็นประเด็น เป็นเส้นเรื่องที่สะท้อนผ่านละคร แต่เราคิดว่าทุกประเทศก็ต้องเจอปัญหาแบบนี้ไม่ต่างกัน และเกาหลีใต้เอง ก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ยังคงมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่

 

“เราจะเห็นว่าประเทศเขามีประท้วงบ่อยมาก คือมันก็มีปัญหาของมันเอง เช่นปัญหาการค้ามนุษย์ แรงงานผิดกฎหมาย ความรุนแรงในครอบครัวและโรงเรียน หรือเรื่องความหลากหลายของเพศสภาพซึ่งมีการยอมรับในเกาหลีน้อยมาก มีการทำร้ายร่างกายคนที่เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดเยอะมาก ปัญหาแบบนี้มันยังไม่ได้รับการแก้ไขเลยในเกาหลี”

 

นอกจากนี้ยังมีมุมมองของคนไทยต่อประเทศเกาหลีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งกฤตนันบอกไว้ว่า มีคนไทยบางคนบางกลุ่มยังมีมุมความเข้าใจเกาหลีเหมือนจะหยุดอยู่ที่ละครเรื่อง แด จัง กึม มากไปหน่อย โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ ทั้ง ๆ ที่ละครจบผ่านไปหลายสิบปีแล้ว แต่คนไทยบางส่วนก็ยังมีจินตนภาพกับเกาหลีแบบนี้แล้วคิดว่ามันใช่ บางคนก็ยังคิดว่าเราเพิ่งส่งทหารไทยไปช่วยรบในสงครามเกาหลีเมื่อไม่นานมานี้เอง ร้องเพลง อารีรัง กันอยู่เลย

 

ความคิดทั้งหมดนี้มันสะท้อนได้เหมือนกันว่ากระแสเกาหลีฟีเว่อร์ หรือ ฮันยรู นั้นมันคัดความเป็นเกาหลีมาเผยแพร่สู่ระดับโลก และพอเข้ามาในประเทศไทยมันก็ถูกคัดสรร หรือจัดเลือกชุดความรับรู้ในมาทั้งหรือกำกับความคิดคนไทยอีกต่อหนึ่ง บางคนชอบวงบอยแบนด์ก็ชอบไปเลย ไม่สนใจแง่มุมอื่นของเกาหลีเลย แต่ส่วนตัวเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของละครเกาหลีอย่างต่อเนื่อง มันมีอะไรแปลกใหม่เสมอ เช่น ในเกาหลีใต้เวลามีสถานการณ์การเมืองร่วมสมัย มันจะมีละครที่ฉายออกมาร่วมสถานการณ์ตลอด

 

 

“คนชอบวงบอยแบนด์ก็ชอบไปเลย ไม่สนใจแง่มุมอื่นของเกาหลีเลย แต่ส่วนตัวเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของละครเกาหลีอย่างต่อเนื่อง มันมีอะไรแปลกใหม่เสมอ เช่น ในเกาหลีใต้เวลามีสถานการณ์การเมืองร่วมสมัย มันจะมีละครที่ฉายออกมาร่วมสถานการณ์ตลอด” 

 

“คือพวกเขามีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ร่วมสมัยอยู่มาก ซึ่งช่วยย้ำเตือนประวัติศาสตร์ของประเทศให้กับคนรุ่นใหม่ ได้เห็นความเลวร้ายที่คนยุคก่อนต้องเจอ และตอกย้ำว่าคนรุ่นใหม่จะกลับไปเจอความเลวร้ายแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว ต้องก้าวต่อไป ตรงนี้แหละที่ทำให้เราประทับใจในละครเกาหลี”

 

ทั้งนี้สิ่งที่สังคมไทยเรียนรู้จากเกาหลีได้ก็คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งประเทศเกาหลีใต้เองถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจมาก เขาผ่านความรุนแรงทางการเมืองมาหลายครั้ง แต่ก็ยังรักษาอุดมการณ์ส่งต่อกันได้อยู่ หรือการนำเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งก่อเหตุใช้ความรุนแรงต่อประชาชนมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ หรือการทำให้สถาบันทางการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเชื่อมโยงกับประชาชนเสมอ

 

“ในเกาหลีเองก็มีฝ่ายอนุรักนิยมและฝ่ายเสรีนิยม ทั้งสองฝ่ายก็ต่อสู้กันทางการเมืองมาตลอด ต่างเปิดหน้าเล่นใส่กันเสมอมา เรามองว่า 80% ระหว่างบริบททางการเมืองของเกาหลีใต้กับไทยมันคล้ายกันมาก จึงน่าจะเรียนรู้หลาย ๆ สิ่งจากประเทศนี้ได้ เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปและในเกาหลีเองมันมีการส่งต่ออุดมการณ์เหล่านี้ผ่านทางสื่อ เขาก็มีปัญหาของเขา มีปัญหาทางการเมืองเหมือนกัน แต่เขาเลือกเผยความจริงเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้พลวัตรการเปลี่ยนแปลงในประเทศเขานั้น มันสูงมาก”

 

“พวกเขามีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ร่วมสมัยอยู่มาก ซึ่งช่วยย้ำเตือนประวัติศาสตร์ของประเทศให้กับคนรุ่นใหม่ ได้เห็นความเลวร้ายที่คนยุคก่อนต้องเจอ และตอกย้ำว่าคนรุ่นใหม่จะกลับไปเจอความเลวร้ายแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว ต้องก้าวต่อไป” 

 

สุดท้ายนี้ในฐานะผู้หลงใหลและศึกษา แถมชอบดูซีรีย์เกาหลีมาอย่างยาวนาน เราให้เลือกซีรีย์สักเรื่องเพื่อให้คนไทยได้ชมกัน กฤตนันออกตัวก่อนว่าคำถามนี้ใช้เวลาคิดอยู่นานมาก แต่เมื่อมาตรองดูแล้ว ก็ตัดสินใจเลือกซีรีย์เรื่อง “Reply 1988” มาให้ทุกคนชมกัน

 

เขาอธิบายถึงเหตุผลที่เลือกซีรีย์เรื่องนี้ว่า สำหรับซีรีย์เรื่องนี้มันจะมีทั้งหมด 3 ซีซั่น เริ่มจากปี 1997 ไปสู่ปี 1994 และจบที่ปี 1988 โดยแต่ละช่วงมันก็จะสะท้อนสังคมเกาหลีในแต่ละยุค เช่นในปี 1997 ก็สะท้อนการเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ซึ่งมีผู้พ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจ และมีส่วนทำให้สังคมเกาหลีเป็นเหมือนปัจจุบันนี้

 

ส่วนปี 1994 เป็นช่วงที่คนรุ่นนี้เริ่มออกจากความขัดแย้งในความรุนแรงและมันมีความไม่เข้าใจกันระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้สูงมาก สุดท้ายในปี 1988 มันเป็นช่วงหลังการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ถูกล้อมปราบ มันมีส่วนทำให้เกาหลีใต้เปลี่ยนตัวเองสมัยใหม่มากขึ้น มีคนจำนวนมากย้ายมาทำงานในกรุงโซล เป็นช่วงที่พวกเขาเปิดตัวเองเข้ากับโลกผ่านพิธีกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 1988

 

“ทุกตัวละครมันไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของประวัติศาสตร์เกาหลีกันหมดเลย และทุกตัวละครก็เชื่อมโยงร้อยเรียงกันเองไปหมด เราเลยคิดว่าซีรีย์เรื่องนี้มีความน่าสนใจมาก”

 

จึงเลือกเรื่องนี้มาเพราะอยากให้ทุกคนได้ชมกัน…

 

-D-