www.eurotopics.net

 

วันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา โลกได้จารึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่อคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจับมือกับมุน แจอิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นอกจากนี้คิม จองอึน ยังได้ข้ามพรมแดนเข้าสู่แผ่นดินเกาหลีใต้ แถมยังชวนมูน แจ อินข้ามกลับไปยังเกาหลีเหนือในช่วงสั้น ๆ อีกด้วย ถือเป็นการจารึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการทูตระดับโลกที่น่ายินดียิ่งนัก

 

ข้อตกลงในการประชุมหารือของทั้งสองฝ่ายเน้นเรื่องสันติภาพเป็นหลัก ทั้งการลดอาวุธนิวเคลียร์ เหตุการณ์ในวันนั้นเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ทางคิม จองอึนได้กล่าวถ้อยคำก่อนเริ่มประชุมว่า “พวกเรากำลังจะสร้างจุดเริ่มต้นใหม่ มันใช้เวลา 11 ปีกว่าจะเดินผ่านมาถึงจุดนี้ได้ ผมได้แต่สงสัยว่าทำไมมันถึงใช้เวลานานจัง”

 

ส่วนมูน แจ อินเองได้กล่าวตอบว่า “การที่ท่านมาเยือนจุดแบ่งแยกทางทหารนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ หาใช่สัญลักษณ์ของการแบ่งแยกไม่”

 

กฤตนัน สตยกฤตเป็นคอลัมนิสต์ที่มีผลงานใน Detectteam อย่างต่อเนื่อง และเขาฉายภาพเกาหลีใต้ หรือ ที่เขาชอบเรียกว่า “แทฮันมินกุก” ผ่านทางภาพยนตร์สะท้อนลงในบทความอย่างต่อเนื่องผ่านทางคอลัมน์Through the Lawyer’s Eyes (เช่น “ทนายความ” ในขบวนการก่อการประชาธิปไตยในสาธารณรัฐเกาหลี และ The King: เมื่อภาพยนตร์ขอกำหนดวาระการเลือกตั้งเกาหลีใต้) เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่หมู่บ้านพันมุนจอม ณ เส้นขนานที่ 38 เขตปลอดทหารฝั่งเกาหลีใต้ จึงอยู่ในสายตาของเขาที่จะมาเล่าผู้อ่านได้เห็นภาพรวมของการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์นี้ โดยเขาย้ำเตือนให้พึงรำลึกอยู่เสมอว่า

 

 

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เส้นทางและหนทางการรวมชาติของ2เกาหลี ยังอีกไกล”

 

 

กฤตนันเริ่มต้นว่า การพบปะกันของ 2 ผู้นำเหนือใต้นี้ ถือเป็นการเริ่มศักราชใหม่ในคาบสมุทรเกาหลี มันเป็นโอกาสและจังหวะสำคัญในการพูดคุยถึงสันติภาพ มันเหมือนคน 2 คนที่รักกัน แต่ยัง “แต่งงาน” กันไม่ได้ การประชุมครั้งนี้ มันมีปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการเมืองระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติที่ผลักดันให้เกิดการประชุมนี้ขึ้นมา ซึ่งการเจรจาที่เรียกว่า 2018 Inter-Korea Summit D-1 มีกรอบเจรจาที่มุ่งเน้นที่การสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีและการ “ปลด”อาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นหลัก

 

ถ้าเราดูพิธีการตั้งแต่ช่วงเช้า จะเห็นวิธีจัดการทางการทูตของ 2 รัฐบาลที่พยายามอย่างสูงในการสร้างเงื่อนไขและบรรยากาศทางการเมืองเพื่อเอื้อต่อการบรรลุข้อตกลง ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าเราชมเหตุการณ์นี้จากสถานีโทรทัศน์ KBS ของรัฐบาลเกาหลีใต้ จะเห็นว่าประธานาธิบดีมูน แจ อินและทีมงานทำงานหนักมาก มีการพบปะกับผู้นำระดับโลกทั้ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัปม์ พบปะนายกรัฐมนตรีเยอรมัน มาพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับการประชุมอาเซียนด้วย ที่ทำไปทั้งหมดเพื่อทำให้โจทย์ในการพบปะครั้งนี้มันเกิดขึ้นได้

 

 

เรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี ต้องอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ทางเหนือใต้ก็เคยพบกัน 2 ครั้งมาแล้ว และมีความพยายามจะรวมชาติมานานแล้ว แต่บรรยากาศในวันที่ 27 เมษายนนั้น มันชื่นมื่นไปหมด ดีกว่า 2 ครั้งที่มีการพบปะกัน1 เหมือนดูโชว์เลย ซึ่งเข้าใจว่าทั้งสองฝ่ายพยายามทำให้เหมือนโชว์จริง ๆ เพื่อวางวาระทางการเมืองระหว่างประเทศบางอย่าง

 

อย่างไรก็ดีความพยายามจะบรรลุข้อตกลงในกรอบการเจรจามันไม่ได้ง่ายเพียงนี้ ถ้าเกาหลีเหนือลดอาวุธนิวเคลียร์ได้ เขาก็จะสูญเสียงดุลอำนาจในคาบสมุทรเกาหลี แล้วไหนจะปัญหาเรื่องเขตแดนทางทะเลที่ซับซ้อนกับจีนและญี่ปุ่นอีก มันยังมีปัญหาที่ต้องเจรจากันต่อมาอีกหลายเรื่องพอสมควร

 

แต่หากถามว่าลึก ๆ แล้ว เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ใครได้ประโยน์จากการพบปะกันครั้งนี้ กฤตนันตอบในทันทีเลยว่า “ในสายตาส่วนตัวมองว่างานนี้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่งานนี้ต้องดูกันยาว ๆ ส่วนเรื่องการรวมชาตินั้นยังอีกไกล ในการเจรจาครั้งนี้ ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่หยิบยกมาคุยกันเลย คือ เรื่องของบุคคลที่ไปตกอยู่ในดินแดนอีกฝั่ง เช่น เรื่องของคนเกาหลีใต้ที่ถูกจับในเกาหลีเหนือ หรือเรื่องของคนเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มาอยู่เกาหลีใต้ เขาก็ยังไม่คุยกันในการประชุมครั้งนี้นะ”

 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน โดยเฉพาะเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นประเด็นของหญิงโสเภณีสัญชาติเกาหลีที่ถูกญี่ปุ่นบังคับไปบำเรอทหารในช่วงนั้น มันจะต้องมีการแก้ไขประวัติศาสตร์ร่วมกันระหว่างเหนือกับใต้ อย่างตอนที่ประธานาธิบดีมุน แจอิน กล่าวกับคิม จองอึน ว่าอยากกลับไปบ้านเกิดที่เกาหลีเหนือ มันก็สะท้อนว่า คนเกาหลีใต้จริง ๆ พื้นเพถ้าไม่ใช่อยู่ในฝั่งเหนือ ก็เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นในช่วงถูกยึดครอง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อน ต้องมีการดำเนินการ ในส่วนของการค้นหา คืนความจริง และชำระประวัติศาสตร์ “สาธารณะ”กันอีกพอสมควร

 

“ยังไม่นับว่า ถ้ายกเส้นขนานที่ 38 ออก ถ้ารวมชาติกันจริง ๆ มันต้องมาดูว่าจะว่าโครงสร้างการปกครองอย่างไร เศรษฐกิจจะรวมกันแบบไหน องค์กรที่บังคับใช้อำนาจจะรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร การถอนทหารสหรัฐอเมริกาออกไป มันจะทำให้ดุลมหาอำนาจของอเมริกาในภูมิภาคนี้เสียไหม เพราะจะทำให้รัสเซียกับจีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แถมไม่แน่อนาคตทั้งสองฝ่ายอาจกลับไปตึงเครียดกันเหมือนเดิมก็เป็นได้”

 

dailytimes.com.pk

 

ทั้งนี้กฤตนันมองไปยังอนาคต เรื่องการพบปะระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือกับประธานาธิบดีอเมริกา ซึ่งตรงนี้อาจจะมีความยากลำบากหน่อย เพราะตัวโดนัล ทรัมป์เองก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาคเอเชียก่อน และทางเกาหลีเหนือเองก็ต้องคงความเป็นตัวตนรักษาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ด้วย

 

ทีนี้พอทั้งสองฝ่ายมีมุมมองแบบนี้ ทำให้การคาดเดาว่าผลการเจรจาจะมองเป็นแบบไหนก็ยากมาก เรื่องนี้จะวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจน ก็ต้องรอให้มีการกำหนดวาระทางการในการพบปะของทั้งสองฝ่ายออกมาก่อน แต่เรารู้แน่ ๆ เลยก็คือความพยายามทำงานร่วมกันระหว่างอเมริกากับเกาหลีเหนือนั้น มีไม่มากเท่ากับการทำงานร่วมกันระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้

 

“เวลามองการเจรจา อยากให้จินตนาการถึงซีรีย์เกาหลี นางเอกเวลาจะตัดสินใจทำอะไร มันไม่ได้เกิดจากแรงปรารถนาของตัวเองคนเดียวนะ มันมีคนรอบ ๆ ที่มีส่วนรวมในการตัดสินใจด้วย ดังนั้นการเจรจาในครั้งนี้ ทางประเทศมหาอำนาจทั้งหลายเห็นพ้องตรงกันว่า โต๊ะเจรจาน่าจะดีกว่าการใช้กำลังซึ่งไม่คุ้มกับโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ ดังนั้นผลถึงออกมาเป็นแบบนี้”

 

“เวลามองการเจรจา อยากให้จินตนาการถึงซีรีย์เกาหลี นางเอกเวลาจะตัดสินใจทำอะไร มันไม่ได้เกิดจากแรงปรารถนาของตัวเองคนเดียวนะ มันมีคนรอบ ๆ ที่มีส่วนรวมในการตัดสินใจด้วย”

 

นอกจากนี้กฤตนันยังมองว่า หนทางสู่สันติภาพนั้นยังอยู่อีกไกล แต่การพบปะกันของสองผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ในวันที่ 27 เมษายนนั้น ถือได้ว่า…เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของสันติภาพที่อาจจะได้เบ่งบานในคาบสมุทรเกาหลีเสียที หลังต้องรอนานมากกว่าหลายทศวรรษ…

 

-D-

 

 

รู้จักกฤตนันกับความหลงใหลในเกาหลีได้ที่บทความนี้ (ความหลงใหลในเกาหลี)

 

 

1ทางเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เคยพบปะกันมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อปี 2000 เป็นการประชุมสุดยอดเกาหลีครั้งแรก ที่กรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 13 -15 มิถุนายน ระหว่าง นายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ (พ่อของนายคิม จอง อึล ) กับนายคิม แด จุง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ส่วนครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 – 4 ตุลาคม ปี 2007 ที่กรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ ระหว่างนายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือคนเดิม กับ นายโร มู ฮยุน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้