“คือการสปอยนี่ มันมีในสังคมไทยนานแล้วนะ เช่นในเว็บไซค์พันธ์ทิพย์ ช่วงภาพยนตร์ The Sixth Sense1 ตอนนั้นเข้าฉาย ก็มีคนเข้ามาสปอยตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้กันเต็มไปหมดเลย เกลื่อนกลาดขนาดที่ทางเว็บไซค์พันธ์ทิพย์ต้องเซนเซอร์คำว่า “เป็นผี” ไม่ให้ปรากฏในเว็บไซค์เกือบปีทีเดียว”

 

ปรากฎการณ์ภาพยนตร์ Avengers : Infinity war เป็นกระแสนอกจากการที่โรงภาพยนตร์ในไทยจำนวนมากจะยกรอบฉายอย่างมโหฬารจนเราแทบจะไม่เห็นภาพยนตร์เรื่องอื่นเข้าฉายในช่วงเวลาเดียวกันอยู่แล้ว ปรากฎการณ์ในโลกอินเทอร์เน็ตเรื่องการงดสปอยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มาแรงเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่เพจภาพยนตร์ต่างขึ้นป้ายเตือนเพื่อนสมาชิก ถึงขนาดที่ผู้ใช้เฟสบุ๊กบางคนประกาศว่าจะอันเฟรนด์ใครผู้ใดก็ตามที่บังอาจสปอยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

สปอยคือศัพท์แสลง หมายความคร่าว ๆ ถึงการบอกเล่าเนื้อหาของภาพยตร์ โดยเฉพาะตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ซึ่งควรจะเป็นความลับไม่ควรถูกเอามาเผยแพร่ เพราะเป็นไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ตามมารยาทหากจะสปอยภาพยนตร์เรื่องใดต้องแจ้งบอกก่อนว่า เนื้อหาต่อไปนี้จะมีการสปอยในภาษาไทย หรือ Spoiler แบบภาษาอังกฤษ เพื่อทำให้คนที่จะเข้ามาอ่านจะได้ข้ามเนื้อหาไปทันที

 

บัดนี้การสปอยกลายเป็นสิ่งต้องห้ามของคนดูหนังยุคใหม่เสียแล้ว ที่ผ่านมามีผู้ชมหลายท่านต่างพยายามหลบเลี่ยงการถูกสปอยก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ หลายคนพร่ำเพ้อว่าถูกสปอยขณะอยู่ในห้องน้ำก่อนจะเข้าโรงภาพยนตร์ บางคนถูกสปอยขณะนั่งในร้านกาแฟ การสปอยเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นกระแสที่โหมกระหน่ำในโลกออนไลน์ของไทยเป็นอย่างยิ่ง ดีที่เรายังไม่เห็นการทำร้ายร่างกายฆาตกรรมกันเพราะอีกฝ่ายสปอยตอนจบของหนังให้อีกฝ่ายฟัง

 

ผ่านไปหลายวันแล้ว เราคาดว่าจะสปอยเรื่องของสปอยกันได้เสียที หวังว่าเนื้อหาต่อไปนี้ เมื่อผู้ใดเข้ามาอ่านจะไม่มีใครตัดขาดเพื่อนฝูงญาติมิตรกับพวกเรา Detectteam กันนะ

 

เราขอย้ำว่าแม้จะเป็นบทความเรื่องของการสปอย แต่จะไม่มีการสปอยเรื่องราวอื่น ๆ นอกจากเรื่องของการสปอยเพียงอย่างเดียว..

 

 

อนิล ยศสุนทร เจ้าของเพจ Marvel Thailand Fanpage ในฐานะผู้ชมภาพยตร์ Avengers Infinity wars มาหลายรอบจนเรียกได้ว่าเขาแทบจะรู้ทุกแง่มุมของภาพยนตร์เรื่องนี้จนหมดสิ้นแล้ว ให้ความเห็นถึงเรื่องการสปอยว่า เรื่องนี้มี 2 ประเด็น 1.คือมีคนที่ไปชมภาพยนตร์มาแล้วอยากจะพูดคุยถึงเรื่องนี้จริง ๆ ทั้งข้อสงสัย ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่เขาอยากแสดงออกมา ตรงนี้ทางเพจเราก็ต้องจัดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ คือให้เข้าไปสปอยกันในพื้นที่กันเลย โดยไม่ต้องรบกวนใคร

 

แต่สำคัญอยู่ตรงประเด็นที่ 2 คือ มันมีคนที่จงใจก่อกวนสปอยให้คนอื่นจริง ๆ ในโลกออนไลน์จะมีกลุ่มคนแบบนี้อยู่ คือพวกนี้เขาไม่สนใจว่าไปชมภาพยนตร์ดีไหม คือดูไม่ดูก็ได้ แต่จะไปนั่งหาข้อมูลของภาพยนตร์เพื่อเผยแพร่สปอยเนื้อหา ทำให้คนอื่นไม่มีความสุข

 

“บางทีก็เฉลยตอนจบ หรือแอบไปแสดงความคิดเห็นในเพจต่าง ๆ เล่าเนื้อหาภาพยนตร์ เพื่อทำให้คนอื่นเสียความรู้สึก ซึ่งของแบบนี้มันห้ามไม่ได้จริง ๆ เราทำได้เพียงระมัดระวังตัวเอง เวลาใครเจอการสปอยแบบนี้ก็ทำการรีพอร์ทในเฟสบุ๊กไป”

 

อนิลบอกว่า เขาอยากให้เฟสบุ๊กมีเครื่องมือป้องกันการสปอย โดยเฉพาะป้องกันการสปอยภาพยนตร์ตระกูลมาร์เวล เพราะภาพยนตร์ตระกูลนี้ ถ้าถูกสปอยเนื้อหาก่อนที่จะเข้าไปชม มันจะทำให้ความสนุกในการชมจะหายไปเยอะมาก ส่วนภาพยนตร์เรื่อง Avengers นี้ มันมีความสำคัญเลยคือห้ามสปอยเด็ดขาด ทางผู้กำกับภาพยนตร์เขาก็ขอมาในทวิตเตอร์ว่าผู้ชมอย่าไปสปอยเนื้อหาตอนจบเด็ดขาด บทภาพยนตร์ก็มีการปกปิด ซึ่งในต่างประเทศเขาจะจริงจังกว่าประเทศไทยมาก เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เขาฉายหลังประเทศไทย เวลามันต่าง ถ้าถูกสปอย ผู้ชมก็รู้สึกไม่สนุกแล้ว

 

“คือกระแสห้ามสปอยเนี่ย มันอาจถูกปลุกมาจากค่ายหนังก็จริงนะที่ทำให้มันเป็นกระแส แต่เรื่องนี้มันเป็นผลดีต่อวงการภาพยนตร์นะ เพราะไม่มีใครอยากรู้เรื่องของภาพยนตร์ทั้งหมดหรอกก่อนไปดู เราก็อยากจะรู้เรื่องราวด้วยตัวเอง ยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่องTitanic นะ เราก็รู้กันว่าสุดท้ายแล้วเรือก็ต้องล่ม แต่เนื้อหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เรือล่ม มันยังมีรายละเอียดอีกจำนวนมากที่ห้ามสปอยเด็ดขาด”

 

ระหว่างที่เรากำลังสัมภาษณ์อนิลอยู่นั้น ก็มีแฟน ๆ มาร์เวลชาวไทยบางส่วนที่ยืนฟังการสัมภาษณ์ขอเสนอความคิดเห็นมาบ้างว่า “คนไทยบางคนไร้มารยาท บางคนสปอยตั้งแต่ช็อตแรกของภาพยนตร์ยันช็อตสุดท้าย บางเพจก็เล่นสปอยจนหมด คือไม่ควรทำไม่ควรโพสท์ภาพการสปอยลงโลกออนไลน์แบบนี้ คือการทำแบบนี้จริงอยู่มันไม่กระทบรายได้ของภาพยนตร์หรอก แต่มันทำให้คนดูมีเสียความรู้สึกในการเข้าไปรับชมภาพยนตร์ เขาก็จะรู้สึกแย่ลงที่มาเจอการสปอยแบบนี้

 

“ยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่องTitanic นะ เราก็รู้กันว่าสุดท้ายแล้วเรือก็ต้องล่ม แต่เนื้อหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เรือล่ม มันยังมีรายละเอียดอีกจำนวนมากที่ห้ามสปอยเด็ดขาด”

 

ด้านศาสวัต บุญศรี อาจารย์สอนภาพยนตร์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ทัศนะในเรื่องนี้ว่า จริง ๆ แล้วเรื่องการสปอยเป็นสิ่งที่พึ่งเกิดมาไม่ถึง 20 ปีเท่านั้นเอง ที่คนเราเริ่มกลัวการสปอย มันเริ่มมาจากกระแสอินเทอร์เน็ต ที่มีมารยาทว่าอย่าสปอยกันในนี้ ไม่เพียงแต่ภาพยนตร์เท่านั้น การแข่งขันบาสเก็ตบอลNBA ก็ด้วย

 

“ในเว็บไซค์พันธ์ทิพย์นี่จะเป็นกฎเลยว่าตั้งหัวกระทู้อย่าสปอย อย่างพวกNBA เราต้องเข้าใจว่าฟุตบอลมันเป็นกีฬาที่ดูสด ๆ แต่NBA สมัยนั้นมันต้องดูย้อนหลัง ก็จะมีคนบอกว่าห้ามตั้งหัวกระทู้ระบุผลการแข่งขันเด็ดขาด เพราะคนต้องการอรรถรสในการรับชม”

 

ทีนี้หากพูดถึงการสปอยในภาพยนตร์นั้น ส่วนตัวก็เห็นว่ามันก็ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เสียอรรถรสบางอย่างไป แต่ถ้าพูดถึงในแง่ศาสตร์ภาพยนตร์จริง ๆ มันมีอะไรให้ชมมากกว่าตัวของเนื้อเรื่อง แต่จะโทษคนทั่วไปก็ไม่ได้ เพราะศาสตร์ด้านนี้ก็ต้องได้รับการสอนเรียนรู้มา เขาจึงสนใจตัวเนื้อเรื่องเสียมากกว่า

 

“ถ้าผมโดนสปอยเนื้อเรื่อง ผมก็ยังสนุกไปกับมันได้นะ เพราะในภาพยนตร์มันมีวิธีการเล่ามันยังมีเสน่ห์ให้เราชมว่ามันจะไปสู่เนื้อหานั้นได้อย่างไร อีกอย่างภาษาภาพยนตร์มันต่างจากภาษาอื่น ๆ เพราะภาษาภาพยนตร์มันต้องทำให้เราไม่รู้ตัวว่ากำลังชมมันมาก่อน แม้จะมีการตัดต่อเคลื่อนกล้อง แต่เราจะไม่สนใจเลย ว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น”

 

“วัฒนธรรมการสปอยตอนนี้มันโอเว่อร์มากไป บางคนรีบไปชมภาพยนตร์วันแรกเพื่อหนีการสปอย เกิดกระแสอย่าสปอยเกลื่อนไปหมดในโลกอินเทอร์เน็ต คนเราไปให้ความสำคัญกับการไม่รู้เนื้อเรื่องมากที่สุดก่อนไปชมภาพยนตร์ คิดว่าถ้าไม่รู้เนื้อหา จะทำให้เราสนุก แต่จริง ๆ มันไม่ได้ขนาดนั้น”

 

 

ศาสวัตกล่าวต่อว่า วัฒนธรรมการสปอยตอนนี้มันโอเว่อร์มากไป บางคนรีบไปชมภาพยนตร์วันแรกเพื่อหนีการสปอย เกิดกระแสอย่าสปอยเกลื่อนไปหมดในโลกอินเทอร์เน็ต คนเราไปให้ความสำคัญกับการไม่รู้เนื้อเรื่องมากที่สุดก่อนไปชมภาพยนตร์ คิดว่าถ้าไม่รู้เนื้อหา จะทำให้เราสนุก แต่จริง ๆ มันไม่ได้ขนาดนั้น

 

เขาอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วเดิมทีวัฒนธรรมการชมมหรสพของบ้านเรา อย่างเช่น ลิเก เรื่องจันทรโครพ คนชมก็รู้เนื้อหากันหมดแล้ว แต่เขาไปดูการร้องการแสดงของตัวเอก ดูวิธีการดำเนินเรื่อง แต่วัฒนธรรมมันก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เรามาเน้นดูเอาเนื้อหาเรื่องกันไป

 

“แน่นอนว่าการห้ามสปอยมันเป็นการตลาดของค่ายหนังที่กระตุ้นความอยากให้คนรีบไปดู มีการปกปิดความลับ ถือเป็นของใหม่นะ เขาใช้วิธีการให้คนดูรู้น้อยที่สุดยิ่งดี มีการวางเนื้อเรื่องในช่วงเครดิตจบ ให้คนนั่งรอ แล้วทำให้เกิดกระแสไปทั่วโลก ที่อเมริกาก็เป็น คือเขาทำให้เรารู้สึกว่า ถ้ารู้ตอนจบก่อนมันจะไม่สนุก”

 

อย่างไรก็ดีศาสวัตคิดว่า การตลาดแบบนี้มันเล่นกับทุกเรื่องไม่ได้หรอก มันต้องเล่นกับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาค้างคาชวนให้คนไปชมภาพยนตร์ภาคต่อ ยิ่งภาพยนตร์ของตระกูลมาร์เวลฟอร์มใหญ่ ๆ ที่มีการเขียนบทให้ดราม่าและดูมืดมนขึ้น มันทำให้คนอึดอัดเพราะมันไม่จบในตัว ต้องไปชมภาพยนตร์แนวนี้ต่อ คือเป็นการวางแผนของค่ายหนังระยะยาว เขาจะเลือกภาพยนตร์ที่มีผลกระทบกับคนดูมากที่สุดในการห้ามสปอย

 

“ในโลกอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก มันก็จะมีคนแกล้งสปอย ชอบให้โดนด่า เพจจะได้ดัง นี่ก็เป็นการตลาดอย่างหนึ่งในโลกออนไลน์ที่มันได้ผล คุณอาจสปอยให้คนรุมด่ากดโกรธ แต่คุณก็ได้ฐานคนดูในมือ อีกหน่อยโพสท์อะไรดี ๆ ไป ก็จะมีคนมากดติดตามเรื่องของคุณ มันก็ทำให้เพจเราดังขึ้นมา”

 

อย่างไรก็ดีพฤติกรรมผู้บริโภคก็เดายากนะในยุคนี้ อาจจะไปโดนรุมรีพอร์ทก็ได้ แต่เราต้องเข้าใจว่าในโลกอินเทอร์เน็ต มันก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เหมือนกับเว็บพันธ์ทิพย์เดี๋ยวนี้ก็มีกติกาและระเบียบร่วมกัน

 

“แต่ส่วนตัวเราไม่มีปัญหากับการสปอยนะ เราเชื่อว่าภาพยนตร์ยังมีอะไรให้ชมมากกว่านี้”

 

-D-

 

 

1ภาพยตร์สยองขวัญเข้าฉายปี 1999 ผลงานขึ้นหิ้งของM. Night Shyamalan ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอินเดีย เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งที่มีสัมผัสที่ 6 สามารถติดต่อกับวิญญาณที่ต้องการความช่วยเหลือได้ โดยมีนักจิตวิทยาเด็กนำแสดงโดย Bruce Willis เข้ามาให้การช่วยเหลือ นี่คือภาพยนตร์ที่มีการหักมุมในตอนจบได้อย่างลือลั่นที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ แต่จะเป็นอย่างไรนั้น เราไม่สปอยเด็ดขาด!!!