ประถมเรื่อง

 

โน๊ตตัวฟา

 

 

นี่คือ..นิยายก้าวล่วงวัย (Coming of age) เป็นเรื่องราวของนักเรียนดุริยางค์โรงเรียนเซนต์ปีเตอร์ โรงเรียนที่กึกก้องทางด้านความเก่งกาจทางดนตรีนักเรียน หรือเป็นยอดวงโยธวาทิตในระดับสามัญ คว้าแชมป์ทั้งในและนอกประเทศมากมาย พวกเขาเรียกขานตัวเองว่า ‘เด็กแบนด์’ เรื่องราวของกลุ่มนักเรียนที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและเรียนรู้ในกันและกันผ่านทางระบบวินัย ผ่านทางชีวิตที่แตกต่างของแต่ละคนสะท้อนออกมาผ่านการอยู่ร่วมกัน ทุกคนรวมเป็นหนึ่งเพื่อการแข่งขันและเพื่อค้นพบสัจธรรมที่ว่า “บาทวิธีแห่งชัยชนะ ยากนักที่จะไปถึง”

 

ห้องที่ ๖

เสียงดังลั่น ยิ่งกว่ายักษ์ย่ำตีน – ทุกคนที่ซ้อมในห้องพาร์ท ต่างตกในภวังค์ ล้วนสะดุ้งโหยงและหยุดการซ้อมทันที หูพยายามจับคำพูดภายในนั้น ปากต่างเล่าขานกันเป็นทอด ๆ ด้วยเสียงที่เบา เข้มเนื้อหา

 

“กูว่าแล้ว ไอ้พวกนี้ แม่ง! ตอนบ่ายรวมพลจะไปไหน เป็นไงล่ะ ฝ่ายปกครองจับได้ ส่งเรื่องมาสังเวยมาสเตอร์เลย” เด็กแบนด์ม. ๖ กล่าว

 

“ไปซ้อมที่อื่นไป!” พี่สิงห์บอกพลางดูดกาแฟ “เอาเด็กใหม่ไปพบพี่ตรงระเบียงชั้น ๒ เดี๋ยววันนี้พี่คุมเอง” บอกพี่ม.๖ ให้ระดมเด็กใหม่

 

“อ้าว!?! มาสเตอร์ไม่ซ้อมเด็กใหม่รึ” พี่ดำแกล้งถาม

 

พี่สิงห์ยิ้มแหยง ๆ “ไปบอกมาสเตอร์เองสิ”

 

พี่เพลิงนั่งฟังอยู่ “กูว่าแล้ว…”

 

ทุกคนในพาร์ทฟลูททำหน้าเข้าใจในบัดดล – เปอร์คัสฌั่นที่ว่าเหี้ยมโหด ยังศิโรราบ “อยากให้มาสเตอร์โกรธมากกว่านี้หรอวะ พอแล้ว น้องแม่ง! วิดจะครบร้อยแล้ว” รุ่นพี่เปอร์คัสฌั่นกระซิบที่ใบหูหัวหน้าพาร์ท ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกัน เบื้องหน้าทั้งสอง คือ เด็กเปอร์คัสฌั่นที่ต้องโทษหลังหายซ้อมไป ๓ วัน โดยไม่แจ้งล่วงหน้า มีแต่แจ้งหลังขาด

 

“พี่อัฐ โดนหนักแน่ แต่สงสัยกูจะซวยกว่า” เปิ้ปบ่นใส่พี่เกมส์ เพื่อนร่วมพาร์ททรอมโบน

 

“ถึงพี่เขาไม่โดนหนัก มึงก็โดนเป็นธรรมเนียมประเวณีอยู่แล้วนิ” พี่เกมส์หยอกเปิ้ปพอให้ควันออกหู

 

“เดี๋ยวกูเหนี่ยวด้วยตีน”

 

ทุกเสียง ทุกเรื่องราวต่างกระพือขึ้น ไม่มีการยันยืนความจริง ไม่มีการพิสูจน์จนกว่าคนในห้องใหญ่จะออกมา ความจริงถึงจะพรั่งพรูออกมาดั่งฝักบัวไหล

 

 

ภายในห้องใหญ่ เสียงแอร์ดังกระหึ่มจนน่าหนวกหู เพราะในห้องเงียบเหลือเกิน เงียบยิ่งกว่าทางเปลี่ยวตอนเที่ยงคืน เงียบจนน่ารำคาญ เงียบจนใจที่เต้นของแต่ละคน เด็กแบนด์ม. ๕ ราว ๒๐ คน ดังเข้าหูมาสเตอร์วิชัย

 

ค้อนที่ถูกขว้างวางนิ่งไร้ซึ่งการยก ลมหายใจระส่ำไม่เป็นจังหวะ ระส่ำหลังพบความระห่ำ

 

“ฉันสอนพวกแก ให้เป็นนักเรียนที่ดี แต่ทำไมเป็นนักเลง อันธพาลไปได้” มาสเตอร์กล่าวหลังปล่อยความเงียบปกคลุมมานาน

 

“ถ้าครูจากมัธยม ไม่โทร.มา ตอนนี้คงไปตีเขาแล้วสิ” ไร้ซึ่งคำตอบ “ใช่ไหม!!”

 

“แกเป็นรุ่นพี่ของน้องในวง เป็นแบบอย่าง ทำไมไม่สอนหรือซ้อมให้วง ทำไมมะเหรกเกเร ระยำแบบนี้!! ตอบมาสิว่า ทำไมทำตัวแบบนี้ ตอบมา!! ไม่งั้นฉันจะเตะแกเรียงตัว!!!!”

 

พี่อัฐยืนบนความสูง ๑๘๐ เซนฯ หัวหยิกรองทรง ปากที่บึนเล็กน้อยกำลังจะพยายามขยับ แต่เหมือนยากเข็ญที่จะทำ

 

“ตอบมา…”

 

ทุกคนเงียบ

 

“ตอบ! ไอ้อัฐ ตอบมา!!”

 

เขารวบรวมความมั่นใจครั้งสุดท้าย ราวเผชิญหน้ากับมัจจุราชแล้วกล่าวเสียงเบา “มัน…หยามวงแบนด์และโรงเรียนเราครับ..”

 

เท้าถีบชายโครงของนักเลงคราบนักเรียนทันที ร่าง ๑๘๐ เซนฯ เซและทรุดไปกระแทกกับคนอื่น เท้าเหยียบซ้ำที่เอว “แกพูดแบบนี้ได้ไง! พวกแกรักวงมากหรอ ฉันตอบให้ก็ได้ว่า ไม่รัก ถ้าแกรักจริง แกต้องมาซ้อม ไม่ใช่ มา ๆ ขาด ๆ ทั้งแก ไอ้อัฐ! และรุ่นแก แกไม่ได้รักวงจริง” มาสเตอร์มองกราดทุกคน

 

“ถามหน่อยสิ! ว่าคนที่ทำตัวดี ๆ มาซ้อมตลอด ทำไมมันไม่เคยโดนท้าแบบนี้บ้าง ทำไมต้องเป็นพวกแก คนทำตัวดี ๆ เรียนหนังสือเก่ง ฉันจะไม่ว่าเลย แต่พวกแกไม่ใช่! เรียนก็ไม่เอาอ่าว ซ้อมก็ไม่ค่อยมา โดดเรียน สูบบุหรี่ กินเหล้า อย่านึกว่าฉันไม่รู้ นี่หรอ! สิ่งที่แกบอกว่าทำเพื่อวง กฎ ๕ ข้อ แกทำได้หมดหรอ คิดยังไงห่ะ ไปตีเขา เพราะพวกแกไม่ได้รักวง มันหยามพวกแก เพราะมันคิดถูกแล้ว!!!”

 

ทุกคนแน่นิ่ง พี่อัฐค่อย ๆ ชันกายยืน เขาไม่เจ็บมาก มันเป็นปกติอาจิณของที่นี่ ล้มแบบนี้เป็นของธรรมดา อัฐไม่เคยลืมว่า ตอนอยู่ป.๕ วงกำลังมีปัญหาเรื่องการลาออกของเด็กแบนด์จำนวนมาก จนเกือบจะล่มสลายอาณาจักรเซนต์ปีเตอร์แบนด์ เขาไม่เคยลืมวันนั้น ขณะอยู่ในชุดลูกเสือสามัญ ชายคนหนึ่งนำวีดีโอเกี่ยวกับการเดินเยี่ยงทหาร เป็นฝีตีนของวงโยธวาทิตนักเรียน พวกเขาชม มันสง่า เท่ และเร้าหัวใจเขาและเพื่อน ๆ มาก

 

เขามารู้ตัวเมื่อโตขึ้นว่า มันเป็นการโฆษณาหาคนเข้าวง มันได้ผล รุ่นเขาเป็นเป้าหมายและตบตีนมาเป็นเด็กใหม่เกือบ ๔๐ คนและจำได้ว่าชายคนที่เอาวีดีโอให้พวกเขาดูชื่อว่า พี่สิงห์…

 

แม้วงจะเกือบล่ม แต่ระบบที่หนักเข้มยังเป็นนิรันดร์ ไม่ไปไหน อยู่มาได้ ๖ เดือน อัฐจำได้ว่า รุ่นพี่ไม่ได้สั่งเขาแค่การวิดพื้นเท่านั้น หมัด ตีนกระแทกใส่เขานับไม่ถ้วน มันมากโขเกินจะทันนับ พาร์ททรอมโบนกลั่นเขาให้เป็นยอดคน พาร์ทอื่น ๆ ที่เพื่อนเขาอยู่ก็ไม่น้อยหน้า เพื่อนของเขาเคยกระเด็นตกเก้าอี้ ทั้ง ๆ ที่ถือฮอร์นอยู่ เพราะเป่าไม่ได้สักที รุ่นพี่ร่างท้วมพุ่งโจมตีด้วยขาคู่ กระเด็นไปสะเทือนสนั่นเสียงที่ผนัง ไวที่มือของเพื่อนเขายังชูฮอร์นขึ้นสูง ไม่ให้กระแทกพื้น มิฉะนั้นอาจโดนหนักกว่านี้

 

พวกเขาโดนหนัก เพราะเป็นเด็ก เพื่อนเยอะจึงทั้งซน ตามประสาเด็ก แต่แล้วทุกอย่างก็ค่อยขัดเกลาเขาและผองเพื่อน รุ่นเขายิ่งโดนหนัก ยิ่งแน่นแฟ้น เป็นรุ่นที่เยอะ ไปไหนไปด้วยกัน จึงมีจุดจบที่ถูกลงโทษร่วมกันเสมอ การมีเรื่องวิวาทก็เช่นกัน ใครในรุ่นท้าตี พวกเขาก็พร้อมยกโขยงทั้งรุ่น การหายซ้อมไปเพราะเหตุนี้เกิดปัญหา เพราะจากเกือบ ๔๐ เหลือรอดมาได้ ๓๐ คน ถ้าหายไปในการซ้อมหนึ่งวัน วงก็ซ้อมไม่ได้ พวกเขาเคยหายไปแบบนี้ ครั้งนั้นถูกลงโทษนามอุโฆษ เป็นความจริงที่ไม่ได้เล่ากันในวงเหล้าเท่านั้น ‘ฝ่าดงตีน’

 

รุ่นพี่ยืนเรียงสองข้างเท้า พวกเขาเข้าไปทีละคน ทำอย่างไรก็ได้ ไปให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุด โดยมีตีนและหมัดของรุ่นพี่ เป็นตัวชะลอ ยิ่งช้า ยิ่งเจ็บมาก ยิ่งเร็ว ยิ่งเสี่ยงจะเลือดตกยางออก รุ่นของเขาโดนเป็นรุ่นแรก เป็นการชิมลางไม่รู้ลืม และคาดว่าในอนาคตก็คงไม่มีรุ่นอื่นโดนอีก

 

และมันก็ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ในรุ่น จาก ๓๐ ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเหลือรอดมา ๒๐กว่าคน ถึงจะลดลงแต่ก็ยังมากอยู่ดี ซ้อมรวมวงทีไร หันไปทางไหนก็มีแต่เพื่อนและเพื่อน

 

ตัวเขาคือแกนนำรุ่น คือหัวหน้าวงแบนด์ด้วย เข้าใจดีว่าหายไปทั้งรุ่น วงซ้อมไม่ได้ เข้าใจมาสเตอร์วิชัย สิ่งทำเขาทำมันผิด แต่เป็นความผิดที่พร้อมเผชิญ ผู้ชายถ้าไม่วิวาทสักครั้ง ก็ไม่ควรเป็นผู้ชาย สำหรับพวกเขา แม้จะหลายครั้ง ยิ่งเสริมความเป็นชาย

 

พี่อัฐนึก ที่นี่มีแต่โดนหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีโทษเบาลง ไหน ๆ รุ่นเขาเจอการลงโทษที่หนักสุดๆ มาแล้ว ภาคหน้าก็มีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้น

 

 

“ฉันรักพวกแกเหมือนลูก…” มาสเตอร์วิชัยกล่าวน้ำเสียงเบา อ่อนและปลอบ “ถ้าไม่มีรุ่นพวกแก วงก็คงไม่มีวันนี้ วงคงล่ม และฉันคงไปจากความเป็นครูแล้ว…” มาสเตอร์วิชัยเดินมากลางห้องชั้น ๒ เด็กแบนด์ต่างถอยหลัง กลัวเท้ายัน

 

“แกมองไปข้างนอกห้องนี้แล้ว ฟัง! เสียงดนตรีของพี่น้องเราทั้งนั้น โดยเฉพาะน้อง ๆ ของแก เขาจะเก่งได้ไง ถ้าพวกแกไม่สอนมัน เหมือนกัน พวกแกจะเป็นรุ่นพี่ไม่ได้ ถ้าไม่มีพี่ ๆ เขาสอนแก ตอนนี้พวกแกโตแล้ว เป็นหลักของวง ตุลาคมนี้เราจะกลับไปแข่งอีกครั้ง ทำเพื่อน้อง สอนเขา พัฒนามันให้เก่งเท่าพวกแก ไปแข่งเพื่อวง และความทรงจำดี ๆ ของพวกแก เหมือนที่พี่ ๆ แกเคยสัมผัส

 

“วันนี้ถ้าแกไปตี” มาสเตอร์เปรย “แล้วโดนจับ ถามหน่อย..ว่าหมาตัวไหนจะไปประกันแกออกมา ถ้าไม่ใช่ฉัน ครูคนอื่นมันไม่สนแกหร็อก แกคงโดนพักการเรียน พวกมันก็คงสะใจแก”

 

“แต่ฉันสอนพวกแก อย่าทำอะไรแบบนี้อัก ถ้ามันหยามพวกเรา พวกแกก็ใช้ฝีมือโต้ตอบสิ พวกแกมีความสามารถทางดนตรี ใครก็สู้พวกแกไม่ได้ รวมถึงไอ้พวกที่จะตีแกด้วย ใช้สมองอ่านโน๊ต ตาดู มือกด หูฟังเสียงเครื่องอื่น ๆ ใจอินกับเพลง เท้าเคาะจังหวะ แทบจะทุกอวัยวะในร่าง ที่ต้องใช้ในการเล่นดนตรี มันยาก ! แต่พวกแกทำได้ พวกแกไม่เป็นรองใคร”

 

มาสเตอร์มองหน้าทุกคนด้วยสายตาเมตตาที่เปี่ยมด้วยคนจริง “เพราะฉะนั้นเอาความสามารถนี้ไปเรียนหนังสือสิ ฉันเตือนพวกแก เพราะไม่อยากให้พวกแกเสียใจอีก เมื่อมองย้อนกลับมา เอ้อ…มาสเตอร์เคยบอกเราแล้ว แต่เราไม่ทำ –  ฉันไม่อยากได้ยินคำนี้”

 

ทุกคนยืนอึ้งและทึ่งในความเป็นครูของชายคนนี้

 

“จำไว้นะ ถ้าพวกแกเป็นอะไร พ่อแม่ของแกจะเสียใจมาก และฉัน วง น้องแกจะเสียใจแค่ไหน เราเป็นครอบครัวในวงนี้ แกเป็นส่วนหนึ่ง เป็นกันและกันของวง ต่อไปทำอะไรขอให้มีสติ จำไว้  ชีวิตนี้ไม่มีสำรอง

 

ชีวิตนี้ไม่มีสำรอง – พี่อัฐยืนนิ่ง ขณะกำลังจะออกจากห้องพาร์ท วันนี้ไม่ร่วมวง มีแต่ซ้อมพาร์ท นาฬิกาบอกเวลาหกโมงครึ่ง เวลาปกติของการเลิกซ้อม ทุกคนต่างทำความสะอาดเครื่องดนตรีของเขา ปล่อยตัวเองกับอิริยาบถต่าง ๆ นานา สนทนาเรื่องในโรงเรียนบ้าง สาว ๆ ก็มี

 

แต่เขาจมอยู่กับการพร่ำสอนของมาสเตอร์ ครูของเขา ครูที่ดีที่สุด นับตั้งแต่เป็นนักเรียนมาจนจะจบ….มาสเตอร์วิชัย

 

“พี่บอกแล้ว…ว่าจริง ๆ แกไม่ได้โกรธอะไรมากหรอก แค่อยากสอนพวกเอ็งนะ” พี่สิงห์ยืนพูดข้างหลังเขา

 

“แต่ถีบชายโครงผม แทบหัก” พี่อัฐบอกยิ้มๆ

 

“สมัยก่อนยิ่งกว่านี้อีก” พี่สิงห์บอกก่อนจะเดินจากไป ปล่อยพี่อัฐอยู่ในความเงียบคนเดียว

 

พี่สิงห์เดินอาด ๆ ตรงทางเดินรอการปิดห้อง ได้ยินเสียงฟลูท จึงก้าวเข้าไปในห้อง พี่เพลิงยังคุมการซ้อมอยู่

 

“โอ๊ะ! ยังไม่เลิกซ้อมอีกหรอ?” พี่สิงห์กล่าวแซว ๆ

 

พี่เพลิงหยุดซ้อม ก่อนจะหันไปตอบ “คือ..จริงแล้ว เพิ่งจะซ้อมนะพี่ ที่จริงพวกผมแอบฟังมาสเตอร์พูดต่างหาก”

 

“ไอ้เวร!” พี่สิงห์สวดยับ “เร็ว ๆ พี่จะปิดห้องแล้ว” ก่อนจะยิ้มแล้วเดินจากไป

 

พี่เพลิงก้มดูนาฬิกาของต้น “หกโมงครึ่งแล้ว เอาเว้ย! พอก็พอ”

 

“เหมือนไม่ค่อยได้ซ้อมนะ” พี่อ้นบอก

 

“เดี๋ยวกูจะซ้อมมึงนี่แหละ” พี่เพลิงสวนทำเอารุ่นน้องคนนี้หุบยิ้มทันที

 

“แต่กูชอบประโยคสุดท้ายของมาสเตอร์วะ เพลิง” พี่ดำสะกิด “ตีเขาได้ แต่อย่าให้เขาจับได้สิวะ คุ้น ๆ เหมือนหมาไหนทำวันนี้วะ”

 

“เสือกกู!” เขาบอก ทำเอาพี่ดำแทบยกตีนเตะไม่ทัน

 

 

เด็กแบนด์ทุกคนเมื่อซ้อมเสร็จ ทำความสะอาดเครื่อง มีอุปกรณ์ไว้เช็ดน้ำลาย เพื่อป้องกันคราบจากการเป่า คราบที่ทุเรศลูกกะตา ตัวเองและคนอื่น จึงต้องปฏิบัติหลังซ้อมเสร็จเสมอ และยังต้องเอาเม้าท์พีชไปล้างน้ำ เพื่อล้างคราบน้ำลายออก ซึ่งมีก๊อกน้ำในห้องพาร์ทฟลูทและคลาริเนต

 

“ห่า! ก๊อกน้ำอยู่ในห้องตัวเองแท้ ๆ เสือกไม่ล้าง ซกมกชิบหายพาร์ทนี้” เปิ้ปแซวขณะเดินมาล้างเม้าท์พีช

 

“ที่จริงให้แซกฯ ล้างนะ มึงว่าห้องตัวเองไม่ล้างได้ไง” พี่ดำสวน

 

“กูหมายถึงพาร์ทฟู้ธนะ ฟู้ธที่แปลว่าตีน”

 

“พี่ตู่ สวัสดีครับ” พี่เพลิงหันไปยกมือไหว้ ตรงบานประตู ทำเอาเปิ้ปสะดุ้งนึกถึงแขนข้างที่เจ็บ รีบหันไปพนมมือ แต่เห็นความว่างเปล่า

 

“หลอกควายสบายดีวะ” เขายักคิ้วก่อนจะแบกกระเป๋าออกห้องไป แต่ก็ชะงักเล็กน้อย

 

“เวร! ไอ้พวกซกมก จะกลับแล้วหรอวะ หัวหน้าพาร์ทตีนจะไปไหน”

 

“กลับสิวะ พ่อกูมารับแล้ว ไม่ได้กลับกะไอ้ดำ” พี่เพลิงบอกก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนเดินออกไป

 

“ขอให้เป็นพ่อจริงเถอะ ไอ้สัตว์!!” พี่ดำตะโกนไล่หลัง

 

มันเป็นความจริงว่า พาร์ทฟลูทไม่ต้องล้างเม้าท์พีชด้วยน้ำก๊อก เพราะมีนวมตรงจุกก๊อก ส่วนบนของเม้าท์พีช ถ้าโดนน้ำ นวมจะถูกกัด มีผลต่อเสียง ทำได้แค่เอาผ้าใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดเช็ดน้ำลาย

 

“ไปล่ะ ไอ้พาร์ทซกมก” เปิ้ปด่าก่อนจะรีบจ้ำอ้าวไป

 

“เปรต!” พี่ดำด่าก่อนจะสาวตีนตาม

 

“ไอ้เปิ้ป มานี่สิ!!” พี่อัฐโวยออกมา ทำเอาเปิ้ปหางจุกตูด รีบไปตามเสียงทันที

 

พี่เพลิงเดินลงจากตึก หันรีซ้าย/ขวา พบรถเก๋งสีขาวคันหนึ่ง จึงเดินตรงไปที่รถ ระหว่างทางยกมือไหว้พี่ ๆ หลายคน แต่ใจประหวั่นนึกถึงคนในรถ เมื่อเดินไปใกล้ เขาหยุดมองสักพัก ก่อนจะเห็นว่าคนในรถหันหน้ามานัยว่าเรียก จึงทำตามคำขอ ขึ้นรถไป

 

เปิดประตู หย่อนก้นนั่ง ปิดประตู รถสตาร์ททะยานออกทันที รถเงียบสนิท พร้อมกับความมืดที่ปกปิดสายตาจากคนภายนอก  เพลิงโยนกระเป๋าไปข้างหลัง ลูบหลังมือสีขาวนุ่ม ความมืดอาจบดบังผิวพรรณ แต่ก็ไม่หมด ความขาวราวน้ำนมขับออกมาให้เขายล ผิวเนียนนุ่ม ทำให้มือเพลิงสะท้านทุกครั้งที่ลูบ

 

“มือนุ่มจริง ๆ”

 

เขาค่อย ๆ ดึงมือขึ้นแล้วก้มไปสูดดม กลิ่นน้ำหอมลอยฟ่อง ทำเอาเพลิงเคลิ้ม รู้สึกอิจฉาในตัวเอง เจ้าของมือดึงมือหนี “ต้องขับรถ”

 

เพลิงยิ้ม เอื้อมไปหอมแก้มเบาๆ กลิ่นกายทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข กลิ่นมันหอมชวนค้นหาและสัมผัส กลิ่นที่อยากถูกสาปให้ดมไปตลอดชีวิต กลิ่นธรรมชาติไร้การเสริมแต่ง “งอนอะไรเหรอครับ” เพลิงถามน้ำเสียงง้องอน

 

“วันนี้ทำอะไรรู้ตัวนะ”

 

เพลิงได้ยิน เปล่งรอยยิ้มก่อนจะหอมอีกครั้ง “อย่างอนเลย คืนนี้ผมอยู่กับพี่แล้ว วันศุกร์แบบนี้ ทำไมไม่ทำหน้าให้มีความสุขล่ะ จะเศร้าทำไมล่ะ…” เพลิงบอกแล้วไล้ริมฝีปากตัวเองไปประกบกับริมฝีปากเธอ นุ่มนวล ชวนฝันไปไกล ค่อย ๆ ถอยตัวเองออกจากริมฝีปากอีกฝ่าย ลิ้นเลียรอบริมฝีปาก ราวจะกวาดสัมผัสเมื่อกี้ให้อยู่ในความทรงจำ “ไปไหนก็ได้ ที่จะพาเพลิงไป เพลิงไปได้หมดครับ…” เขากล่าว

 

“แน่ใจนะว่า  ไปทุกที่”

 

“สวรรค์ นรกก็ยอมไป”

 

“ปากดี”

 

เพลิงยิ้มก่อนจะกระซิบใกล้ ๆ หู พอให้เสียงกระเส่า ขนลุก “ให้พิสูจน์อีกครั้งก็ได้นะ”

 

สาวงามยิ้มอย่างพึงพอใจ “ไม่เอา”

 

เพลิงทำหน้าผิดหวัง

 

“ยังไม่ใช่ที่นี่”

 

เขายิ้มอย่างพอใจและฝันถึงการสัมผัสความลับแห่งการกำเนิดสรรพสิ่งแห่งชีวิต ฝันเอื้อมไปถึงความลับของจักรวาล…

 

-D-