www.deccanchronicle.com

 

การประกาศรางวัล Pulitzer เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา มีเรื่องที่ฮือฮานอกจากผลรางวัลแล้ว ก็คือการที่ ผู้ประกาศรางวัลนั้น เป็นผู้หญิงผิวสีที่อายุน้อย ซึ่งเป็นสถิติทั้ง 3 อย่างที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกกับประธานประกาศรางวัลอันทรงเกียรตินี้ และผู้หญิงคนดังกล่าวก็คือ ยอดนักข่าวผู้มีความสามารถเอกอุแห่งยุค ชื่อของเธอก็คือ “Dana Canedy” นั่นเอง

 

เธอได้รับตำแหน่งประธานจัดงานดังกล่าว และจะเป็นผู้ที่ประกาศรางวัลแต่ละประเภท นับเป็นปีแรกกับการทำหน้าที่ของเธอ ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนการประกาศรางวัล โดยการที่เธอยืนอ่านบนโพเดี้ยม มีการจัดแสงให้ภาพลักษณ์ของผู้ประกาศออกมาอย่างดีเยี่ยม และใช้โปรดิวเซอร์เข้ามาดูแลการประกาศรางวัลด้วย แตกต่างจากสมัยก่อนที่นั่งอ่านจากกระดาษกันแบบเรียบง่าย แต่ดูขรึม ๆ แก่ ๆ ไปหน่อย ซึ่งการประกาศรางวัลในปีนี้เราจึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

แต่บรรทัดนี้เรามารู้จักประวัติของ Dana Canedy กันสักเล็กน้อยดีกว่า

 

Dana Canedy เกิดที่เมืองอินเดียนาโปลิส ใกล้กับค่ายทหารฟอร์ตน็อก ในรัฐเคนตักกี้ ครอบครัวเธอเป็นทหารรับใช้ชาติ จบการศึกษาด้านวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ หลังจบการศึกษาเธอตระเวนทำข่าวให้สื่อหลายฉบับเป็นเวลา 8 ปีก่อนที่ปี 1996 เธอจะมีโอกาสได้เข้าไปทำงานกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์ และในปี 2001 ข่าวของเธอได้รางวัลข่าวระดับชาติ ซึ่งสำรวจประเด็นเรื่องเชื้อชาติในสังคมอเมริกัน (ติดตามอ่านข่าวของเธอได้ที่ http://www.pulitzer.org/winners/staff-50) ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังมีโอกาสทำข่าวการนับคะแนนใหม่ในรัฐฟลอริดา สมัยที่จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช กำลังขับเคี่ยวกับ อัล กอร์ ในปี 2000 การนำเสนอข่าวโรงเรียนฝึกหัดการบินซึ่งเกี่ยวข้องเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 ถือว่าเป็นนักข่าวคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ทำข่าวหลากหลายและชำนาญเป็นอย่างยิ่ง

 

ในปี 2008 เธอได้เขียนหนังสือขึ้นมา ชื่อเรื่องว่า “A Journal for Jordan : A Story of Love and Honor” ได้รับการตีพิมพ์ไป 10 ประเทศแปลเป็น 8 ภาษา และกำลังจะได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์โดยนักแสดงชายผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เดนแซล วอชิงตันอีกด้วย

 

หนังสือดังกล่าวเขียนขึ้นหลังจากที่คู่หมั้นของเธอซึ่งเป็นทหารเสียชีวิตในสนามรบของประเทศอิรักปี 2006 ทิ้งเธอและลูกที่ยังไม่เกิด มันจึงเป็นการบันทึกเรื่องราวในชีวิตที่ผันผ่านมาได้เป็นอย่างดี และคิดว่าเป็นหนังสือหมุดหมายสำคัญของวงการสื่อมวลชนอเมริกาที่ผันผ่านความวิปโยคจากการก่อการร้ายและสงครามที่ไม่มีวี่แววจะจบสิ้นในต่างแดน

 

เดือนกรกฎาคม 2017 เธอก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานประกาศรางวัลดังกล่าวแทนนักข่าวคนเก่าที่ขอเกษียณตัวเองไป ซึ่งการมาของเธอนั้นพอเหมาะพอเจาะในยุคที่มี เทคโนโลยีสื่อเปลี่ยนไปอย่างฉับไวมาก รวมถึงการขึ้นมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และกระแสข่าวปลอม (Fake News) ที่แพร่ระบายในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างยิ่ง

 

ตอนเธอได้รับเลือก เธอกล่าวว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” และบอกต่อว่า “ในฐานะนักข่าวและนักเขียนมากกว่า 25 ปี ฉันรู้สึกเคารพและเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของรางวัลนี้ (รางวัล Pulitzer) ในการยกระดับวงการสื่อมวลชนอเมริกา ศิลปะและงานเขียนให้ดียิ่งขึ้น ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารมีความไวและสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อเป็นอย่างยิ่งประกอบกับการคุกคามและความไม่แน่นอนในเสรีภาพและอิสรภาพของสื่อมวลชน บทบาทของรางวัล Pulitzer จึงยิ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา”

 

scroll.in

 

ก่อนหน้านี้รางวัล Pulitzer ถูกวิจารณ์ว่าไม่ค่อยมีความหลากหลาย เพราะมักจะมีแต่ผู้ชายและคนผิวขาวได้รางวัลนี้ แต่เมื่อ Canedy เข้ามาเธอตัดสินใจปฏิรูปคณะกรรมการ ทั้งการเพิ่มความหลากหลายให้กับคณะกรรมการ ผลักดันกระบวนการเน้นย้ำให้มีบุคคลที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะภารกิจสำคัญของเธอก็คือ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงจำเป็นที่จะต้องทำให้บอร์ดคณะกรรมการรางวัลต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมากยิ่งขึ้น เธอยอมรับว่าด้วยความที่รางวัลดังกล่าวเปรียบเสมือนแบรนด์ดังที่มีประวัติมายาวนาน ลักษณะการอนุรักษนิยมก็จะมีมากหน่อย แต่มันจำต้องปฏิรูปอภิวัฒน์ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้ได้

 

เรื่องอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเว็บไซค์ของรางวัลเอง พึ่งจะมีการทำให้ทันสมัย มีการสร้างบัญชีทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และแอพพลิเคชั่นสังคมออนไลน์อื่น ๆ ก่อนที่ Canady จะเข้ามารับตำแหน่งเพียง 1 ปีเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าคณะกรรมการค่อนข้างจะหัวเก่าไปหน่อย กว่าจะปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมออนไลน์ได้ แน่นอนว่า Canady เองเมื่อได้รับตำแหน่ง เธอก็ยิ่งผลักดันเรื่องสื่อออนไลน์ให้รางวัลนี้มันดูทันสมัยและเข้าถึงคนจำนวนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการพิจารณาประเด็นข่าวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งบางครั้งผู้หญิงและคนผิวสีก็สามารถทำข่าวประเด็นยาก ๆ ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

 

เธอบอกว่า ตอนมาทำงานที่นิวยอร์ค ไทมส์นั้นก็ยอมรับว่าเป็นองค์กรใหญ่และได้รางวัลนี้มาเยอะมาก แต่ตอนที่เธอเองได้รางวัล ก็ไม่ได้ยินดีร่วมไปเท่าใดนัก พร้อมเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญของการทำงานข่าวนั้น ไม่ควรตั้งเป้าหมายว่าจะได้รางวัลใด แต่สิ่งสำคัญคือ ควรจะทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้มันมีผลกระทบต่อสถาบันหรือองค์กรในสังคม และส่งผลต่อชีวิตของคนทั่วไปเสียมากกว่า และแน่นอนว่าสถานการณ์ข่าวปลอมระบาดในช่วงนี้ จึงมีความจำเป็นที่บอร์ดคณะกรรมการรางวัลจะต้องสนับสนุนนักข่าวอย่างเต็มที่ในการต่อสู้เรื่องนี้

 

www.vulture.com

 

เมื่อถึงช่วงประกาศรางวัล เธอได้เชิญนักเรียนเกรด 9 ที่เข้าเรียนในหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อให้เข้าร่วมช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการเปิดโลกทัศน์ของนักเรียนและแสดงให้เห็นอย่างมีนัยสำคัญว่ารางวัลนี้จะต้องร่วมสมัยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าภายใต้ยุคของเธอนั้น จะต้องมีประเด็นข่าวที่หลากหลายและแตกต่างมากยิ่งขึ้น เราจึงเห็นประเด็นข่าวสำคัญ ๆ เช่น กรณีข่าว #Metoo ได้รับรางวัล รวมถึงแรปเปอร์หนุ่มอย่าง Kendrick Lamar ได้รับรางวัลอัลบั้มเพลงของรางวัลนี้ นับเป็นแรปเปอร์คนแรกที่ได้รางวัลนี้ จากปกติที่เดิมรางวัลด้านเพลงจะถูกครอบงำโดยพวกนักดนตรีเพลงแจ็สกับเพลงคลาสสิกเสมอมา

 

เรียกได้ว่าภายใต้การปฏิรูปของเธอ เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้นในรางวัลนี้ “เราได้เห็น Kendrick ได้รับรางวัลนี้ มันจะไม่เรียกว่าความก้าวหน้าได้อย่างไรเล่า” Canady กล่าว เกร็ดเกร็ดน้อยก็คือพอตอนที่ลูกชายของเธอรู้ว่า Kendrick ได้รางวัลนี้ ก็ถึงกับเต้นดีใจ มีคนถ่านคลิปแพร่หลายในทวิตเตอร์ด้วยความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

 

ไม่เพียงเท่านี้สื่อหลายสำนักที่ได้รางวัล มีการใช้เทคโนโลยีสื่อใหม่ ๆ เข้ามา เช่นด้านภาพเคลื่อนไหว ด้านพอสแคสท์เข้ามาช่วยด้วย เราจึงเห็นที่ทางของสื่อใหม่ในการเข้ามาขับเคลื่อนประเด็นข่าวและทำให้ได้รางวัล Pulitzer ด้วย นี่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนตัวเองครั้งสำคัญ

 

wtop.com

 

อย่างไรก็ดีท่ามกลางการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงของรางวัลนี้ แต่หลักใหญ่ใจความก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้งไป นั่นก็คือการมุ่งเน้นย้ำข่าวท้องถิ่นโดยเฉพาะข่าวเหตุการณ์ ยังคงให้ความสำคัญเสมอมา เห็นได้จากภาพข่าวเหตุการณ์นั้น ภาพที่ชนะเป็นภาพรถของคนผิวขาวสุดคลั่งที่ขับชนฝูงชนที่ออกมาประท้วงการเดินขบวนของพวกผิวขาวสุดคลั่งที่เมืองชาร์ล็อตวิลส์ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บจำนวนมาก หรือข่าวท้องถิ่นเรื่องไฟป่าที่ลุกลามในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยรางวัลนี้ได้ให้กับสื่อมวลชนท้องถิ่นที่ลงไปทำข่าวนำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์นี้

 

เรียกได้ว่า ปรับปรุงตัวเองแต่ก็ไม่ลืมรากเหง้าในการให้ความสำคัญกับสื่อของอเมริกาทุกแขนง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

 

สุดท้ายนี้แม้แต่รางวัลที่มีประวัติยาวนานมาเป็นร้อยปี ยังต้องปรับเปลี่ยนปฏิรูปตัวเองด้วยคนยุคใหม่ที่มีประสบการณ์และเห็นความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อ โดยไม่ต้องมีอำนาจรัฐใด ๆ ก้าวล่วงเข้ามา ก็น่าสนใจสำหรบหลายประเทศในเรื่องการปฏิรูปสื่อ หรือการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรางวัลด้านข่าวก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเช่นกัน

 

เพราะตัวรางวัล Pulitzer เองที่สามารถโลดแล่นมีความน่าเชื่อถือมาได้ถึง 102 ปีนั้น ไม่ใช่เพราะความขลังความอลังการยิ่งใหญ่ แต่อาจเป็นเพราะมันรู้จักสถานการณ์โลกที่จำต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่เสมอ

 

ไม่ใช่คิดจะเป็นไดโนเสาร์อยู่อย่างนั้น ซึ่งก็คงจะยืนหยัดอย่างยิ่งใหญ่ได้ แต่ก็คงต้องสูญพันธ์ไปในไม่ช้า

 

-D-

 

ข้อมูลอ้างอิง

  1. http://www.pulitzer.org/news/journalist-author-dana-canedy-elected-administrator-pulitzer-prizes
  2. http://www.pulitzer.org/
  3. http://www.pulitzer.org/winners/staff-50
  4. https://www.nytimes.com/2017/07/12/business/media/dana-canedy-times-editor-pulitzer-prizes.html
  5. https://www.cjr.org/b-roll/qa-dana-canedy-on-the-future-of-the-pulitzer-prizes.php
  6. https://www.cjr.org/b-roll/qa-dana-canedy-on-the-future-of-the-pulitzer-prizes.php