www.thedailybeast.com

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ณ คณะวารสารศาตร์ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา มีการประกาศรางวัลพูลิเซอร์ประจำปี 2018 ซึ่งเป็นการประกาศรางวัลครั้งที่ 102 โดยผู้ประกาศรางวัลในปีนี้คือ Dana Canedy (Dana Canedy นักปฏิรูปรางวัล Pulitzer   )นักข่าวผู้มากฝีมือ และเป็นประธานประกาศรางวัลดังกล่าว เธอเป็นบุคคลที่สร้างสถิติใหม่ในตำแหน่งนี้ คือเป็นผู้หญิง เป็นคนผิวสี และเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่ได้รับเลือกเป็นประธานในงานที่มีอายุมาศตวรรษหนึ่งแล้ว

 

หลายท่านอาจจะทราบมาบ้างแล้วว่า รางวัล Pulitzer คือการประกาศมอบรางวัลให้กับนักข่าวสื่อมวลชนเปรียบเสมือน รางวัล “ออสการ์ของนักข่าว” โดยชื่อรางวัลมาจากนามของ Joseph Pulitzer เจ้าของหนังสือพิมพ์ The New York World ผู้เปลี่ยนแปลงวงการหนังสือพิมพ์สหรัฐอเมริกาและของโลกอย่างใหญ่หลวง ด้วยคุณูปการหลาย ๆ ประการ ซึ่งยังคงปรากฏในวงการสื่อมวลชนโลกถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพาดหัวที่มีถ้อยคำสีสัน การนำภาพ โฆษณามาลงในหนังสือพิมพ์หัวสี การปั้นนักข่าวสืบสวนสอบสวนคนแรก ๆ ของโลก เรียกได้ว่า Pulitzer เองกลายเป็นมหาเศรษฐีจากการบริหารปั้นหนังสือพิมพ์ของตัวเอง จนเป็นบุคคลทรงอิทธิพลคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

 

และในปี 1892 เขาได้มอบเงินแก่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เพื่อไปก่อตั้งภาควิชา Journalism แต่ทางอธิการบดีสมัยนั้นปฏิเสธเงินของเขา เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็คือ หากอธิการบดีในตอนนั้นรับเงินของPulitzer ไป มหาวิทยาลัยโคลัมเบียจะเป็นมหาวิทยาลัยแรกของโลกที่ก่อตั้งภาควิชา Journalism แต่เมื่อมีการปฏิเสธเงินของเขา ทำให้มหาวิทยาลัยมิซซูรี่เลยได้ก่อตั้งภาควิชาดังกล่าวก่อนเป็นมหาวิทยาลัยแรก ด้วยแรงผลักดันจาก Pulitzer เอง (ปัจจุบันทั้งม.มิสซูรี่กับม.โคลัมเบียต่างโดดเด่นด้านวารสารศาสตร์เป็นอย่างยิ่งในระดับโลก)

 

กว่าที่ม.โคลัมเบียจะตั้งภาควิชา Journalism สำเร็จ ก็ต้องหลัง Pulitzer เสียชีวิตไปแล้ว 1 ปี เดชะบุญที่ตำนานผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ ทิ้งเงินให้กับทางม.โคลัมเบีย เป็นจำนวนเงิน 2 ล้านยูเอสดอลลาร์ (สมัยนี้ยังถือว่าเยอะ สมัยนั้นก็ยิ่งเยอะมาก) ตามเจตจำนงเพื่อให้โคลัมเบียตั้งภาควิชาดังกล่าวได้สำเร็จในปี 1912 และ 5 ปีต่อมาในปี 1917 รางวัล Pulitzer ก็ถูกจัดขึ้นเป็นปีแรกนั่นเอง

 

www.pulitzer.org

 

สำหรับรางวัลนี้ แบ่งเป็น 21 ประเภทด้วยกัน โดยไม่เพียงคลอบคลุมทางด้านงานข่าว งานภาพข่าวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนวนิยาย สารคดี เพลง ละครเวทีอีกด้วย สำหรับด้านงานข่าวนั้นแบ่งเป็น 14 รางวัลประกอบด้วย 1.ข่าวการบริการสาธารณะ (เป็นรางวัลใหญ่สุดจะได้เหรียญทองสลักชื่อองค์กรและปีที่ได้ไว้ด้วย) 2.ข่าวเหตุการณ์ 3.ข่าวสืบสวนสอบสวน 4.ข่าวอธิบาย (Explanatory news) 5.ข่าวท้องถิ่น 6.ข่าวระดับชาติ 7.ข่าวระดับโลก 8.สารคดีข่าว 9.บทความแสดงข้อคิดเห็น 10.บทวิจารณ์ 11.บทบรรณาธิการ 12.บทความการ์ตูน 13.ภาพข่าวเหตุการณ์ และ 14.ภาพข่าวสารคดี

 

สำหรับด้านงานศิลปะอื่น ๆ นั้น มีทั้งหมด 7 รางวัล ประกอบด้วย 1.นวนิยาย 2.ละครเวที 3.หนังสือประวัติศาสตร์ 4.หนังสือชีวประวัติ 5.กวี 6.หนังสือทั่วไป และ 7.เพลง

ดูรางวัลผู้ชนะ พร้อมผลงานได้ที่ The Pulitzer Prize

 

สำหรับรางวัลที่น่าสนใจในปีนี้ ก็ได้แก่ รางวัลข่าวการบริการสาธารณะซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ ในปีนี้ตกเป็นของทางหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์ และหนังสือพิมพ์นิวยอร์เกอร์ กับการตีแผ่การละเมิดทางเพศของHarvey Weinstein โปรดิวเซอร์รางวัลมือทองผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการฮอลลีวู้ด ซึ่งมีการตีแผ่ว่าผู้ยิ่งใหญ่รายนี้มีพฤติกรรมละเมิดทางเพศนักแสดงสาวเป็นจำนวนมาก ต่อยอดกลายเป็นปรากฎการณ์ #Metoo อันโด่งดัง และขยายผลไปยังวงการต่าง ๆ ทำให้เหยื่อผู้หญิงจำนวนมากลุกขึ้นมาพูดถึงการถูกคุกคามทางเพศ (สามารถติดตามอ่านเรื่องราวนี้ได้ที่ #MeToo เมื่อเหยื่อทางเพศกล้าก้าวออกมา ผลงานของ Detectteam เราเอง)

 

รางวัลข่าวระดับชาติ ทางหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสท์ กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์ นำเสนอการข้องเกี่ยวของรัสเซียในการพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2016 โดยมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายการหาเสียงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้ในปี 1973 ทางวอชิงตัน โพสท์ เคยได้รางวัลด้านข่าวการบริการสาธารณะ ในคดีวอเตอร์เกตซึ่งต่อมานำไปสู่การลาออกของปธน.นิกสัน ไม่รู้ว่าคราวนี้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับการตีแผ่การใช้อำนาจอันมิชอบของผู้เป็นประธานาธิบดีหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

 

ด้านรางวัลข่าวระดับโลก ตกเป็นของสำนักข่าวรอยเตอร์ กับการนำเสนอเหตุการณ์ฆ่าตัดตอนยาเสพติดในฟิลิปปินส์ ด้านภาพสารคดีข่าว ก็ตกเป็นของทางรอยเตอร์เช่นกัน ที่นำเสนอภาพผลกระทบที่ชาวโรฮิงญาได้รับทั้งการพยายามลี้ภัยหนีเอาตัวรอด การถูกทำร้ายโดยกองทัพพม่า ซึ่งถือว่าเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งสำคัญของโลก

 

 

ขณะที่ด้านเพลงนั้น ปีนี้เป็นที่ฮือฮากันอย่างยิ่ง เพราะอัลบั้ม DAMN. ของ Kendrick Lamar ซึ่งเป็นแรปเปอร์ผิวสีได้รางวัล ทำให้เขาเป็นแรปเปอร์คนแรกที่ได้รางวัลนี้ ซึ่งปกติรางวัลมักจะตกอยู่ในมือของนักดนตรีเพลงแจ็สไม่ก็นักดนตรีเพลงคลาสสิกมากกว่า

 

ทางคณะกรรมการ Pulitzer บอกเกริ่นสาเหตุที่แรปเปอร์คว้ารางวัลดังกล่าวว่า อัลบั้มนี้เป็นงานที่จับเอาความซับซ้อนของการดำเนินชีวิตของคนแอฟริกัน – อเมริกันได้อยู่หมัด

 

ตลอด 102 ปีของการประกาศรางวัล Pulitzer นั้นมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และทางDetectteam ของเราได้รวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นการเจาะเบื้องลึก ฉายเบื้องหลังดังต่อไปนี้

 

ที่ผ่านมา 84% ของผู้ที่ได้รางวัลส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย และ 84% ของผู้ที่ได้รางวัลจะเป็นคนผิวขาวเสียมากกว่า โดยผู้ที่ไม่ใช่คนผิวขาวแต่ได้รางวัลคนแรกนั้น คือนาย Gobind Behari Lal ชาวอินเดียในปี 1937 ซึ่งเป็นนักเขียนแนววิทยาศาสตร์ เป็นนักกิจกรรมได้รางวัลในการรายงานข่าวร่วมกับเพื่อนร่วมงานผิวขาว เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เช่นการนำเสนอเรื่องราววาระครบรอบ 300 ปีของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และยังเป็นนักข่าวคนแรกที่เขียนเกี่ยวกับโรคมะเร็ง และสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกหลายคน เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และแน่นอนคนอินเดียในยุคนั้น จะให้พลาดการสัมภาษณ์มหาตมะ คานธีไปได้อย่างไรเล่า

 

ส่วนผู้หญิงนั้น ได้รับรางวัลเพียง 16 % เท่านั้น แม้ว่าช่วงปีหลัง ๆ จะมีสัดส่วนผู้หญิงได้รับรางวัลมากขึ้น แต่ก็ยังแพ้ผู้ชายอยู่ดี โดยผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลนั้นคือ Minna Lewinson ได้รางวัลประเภทหนังสือพิมพ์ประวัติศาสตร์ (ปัจจุบันรางวัลนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว) โดยได้ในปี 1917 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการจัดประกวด หลังจากนั้น ผู้หญิงต้องรอไปถึง 19 ปีต่อมา คือปี 1936 Anne O’Hare McCormick จึงได้รางวัลนักข่าวดีเด่น (ปัจจุบันไม่มีรางวัลนี้แล้ว) ไปครองด้วยผลงานการเขียนให้กับนิวยอร์ค ไทมส์ ในการสัมภาษณ์ฮิตเลอร์ มุสโสลินี และเชอร์ชิลด์

 

ผู้ที่ชนะจะได้รางวัลเป็นเงินสด 15,000 ยูเอสดอลลาร์พร้อมใบประกาศนียบัตรเกียรติยศ ส่วนเหรียญทองนั้นจะสลักชื่อสำนักข่าวได้รางวัล ส่วนปีที่ได้จะอยู่อีกด้าน โดยจะมอบให้กับสาขาข่าวบริการสาธารณะเท่านั้น สำหรับคณะกรรมการนั้นจะมาจากทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนักข่าว อาจารย์ทางสื่อสารมวลชน คัดผลงานในเดือนกุมภาพันธ์ให้เหลือเพียง 3 ชิ้นต่อประเภทรางวัล แล้วคัดรางวัลชนะเลิศมาเพียงรางวัลเดียว นำมาประกาศผลในเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี จากสถิตินั้น พบว่าผู้ที่ได้รางวัลนั้น จะได้กันอย่างมากสุดก็ประมาณคนละ 3-4 ครั้งตลอดชีวิต

 

 

คุณ Esther Htusan เป็นนักข่าวอาเซียนคนแรก สัญชาติพม่าที่ได้รับรางวัลนี้ เธอเติบโตมาในพม่าและทำข่าวในพม่า ได้รางวัลข่าวบริการสาธารณะจากสำนักข่าวเอพี เรื่องการใช้แรงงานทาสในอุตสหากรรมอาหารทะเลที่ถูกส่งเข้ามาขายในสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศไทยของเรานั้น ยังไม่มีนักข่าวได้รางวัล แต่ก็มีประเด็นในประเทศเราไปเกี่ยวข้องกับรางวัลต่าง ๆ มากมาย (ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเสียหาย) ที่ดังที่สุด ก็คือรางวัลภาพข่าวเหตุการณ์ปี 1977 ที่ Neal Ulevich จากสำนักข่าวเอพีถ่าภาพแขวนคอนักศึกษาและมีคนรุมล้อมตบมือดีใจ เป็นภาพแพร่หลายไปทั่วโลกในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นั่นเอง

 

สื่อที่ได้รางวัลเยอะที่สุดนั้น ตกเป็นของ The New York Times ได้ไปเยอะสุด รองลงมาคือ Washington Post, Los Angeles Times, The Wall Street Journal และสำนักข่าว AP จากสถิติที่ผ่านมา นี่คือ 5 เสือผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการที่กวาดรางวัล Pulitzer ไปได้สัดส่วนเยอะกว่าสื่ออื่น ๆ

 

จากสถิติพบว่าหากนักข่าวท่านใดอยากได้รางวัลนี้ ก็ขอให้มุ่งเน้นไปทำข่าวทุจริตในท้องถิ่นซึ่งข่าวประเภทนี้ได้รางวัลไปถึง 40% รองลงมาคือพวกข่าวความอยุติธรรมของสังคมที่มีสัดส่วนได้รางวัลไป 28% (แค่รวม 2 ประเภทก็ปาไปครึ่งหนึ่งของรางวัลที่ได้แล้ว)

 

แต่ถ้าเป็นประเภทข่าวระดับโลกนั้น ต้องพุ่งเป้าไปที่สงครามและความขัดแย้งโดยการลงพื้นที่ทำข่าวในทวีปเอเชียซึ่งได้รางวัลไปถึง 30% รองลงมาคือทวีปยุโรปที่ได้รางวัลไป 19% รองลงมาคือประเทศรัสเซีย 16% หากเล่นประเด็นตามนี้ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะได้รางวัลมากกว่าใคร

 

และเรื่องตลกก็คือ ทวีปแอฟริกาที่มีประเด็นน่าสนใจมากมาย แต่ข่าวจากทวีปดังกล่าวไม่เคยได้รางวัล Pulitzer เลยจนถึงทุกวันนี้ (น่าเหลือเชื่อจริง ๆ)

 

สุดท้ายนี้รางวัล Pulitzer ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าบางครั้งข่าวบางประเภทกลับไม่ได้ กลับไปแพ้ข่าวประเภทนี้ นวนิยายบางเรื่องควรได้ ก็กลับพ่ายแพ้ไป อย่างไรก็ดีไม่มีรางวัลใดไม่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ และทั้งหมดนี้นี่คือเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง รางวัลทรงเกียรติยศของคนข่าวและผู้ทำงานศิลปะทุกท่าน และเป็นรางวัลที่สืบสานเจตนารมณ์ของ Pulitzer ผู้ยิ่งใหญ่ ดังที่เขาเคยหล่นวาทะอมตะเป็นพินัยกรรมให้กับรางวัลนี้ และทุกวันนี้มันจะจารึกไว้ในเหรียญทองว่า

 

“For disinterested and meritorious public service rendered by an American newspaper during the year….”

 

ขอไม่แปลข้อความนี้ และขอแสดงความยินดีกับสื่อมวลชนผู้ทำงานศิลปะทุกท่านที่มุ่งหวังที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น พวกเขาเหล่านี้ คือ ผู้ที่ทำให้เราเห็นว่า สื่อมวลชนที่ดีนั้นเป็นอย่างไร และมีคุณอนันต์แค่ไหนต่อโลกกลม ๆ เบี้ยว ๆใบนี้

 

-D-

 

      ข้อมูลอ้างอิง

 

  1. http://www.pulitzer.org/page/extracts-will-joseph-pulitzer
  2. http://www.pulitzer.org/page/medal
  3. http://www.pulitzer.org/prize-winners-by-year/2018
  4. http://www.pulitzer.org/page/biography-joseph-pulitzer
  5. https://www.cjr.org/the_media_today/a-pulitzer-preview.php
  6. https://www.cjr.org/b-roll/qa-dana-canedy-on-the-future-of-the-pulitzer-prizes.php
  7. https://www.cjr.org/analysis/100_years_of_data.php
  8. https://apnews.com/e58f08c752454842967821ab8e0c4c53