อีกอีเวนท์สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวเชียงใหม่ไม่ควรพลาดในช่วงวาระดิถีขึ้นปีใหม่เมือง เทศกาลสงกรานต์ทุกปี คือการสรงน้ำขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญของเมืองเชียงใหม่ (ที่มีอีกสององค์เหมือนกันอีกที่กรุงเทพมหานครและนครศรีธรรมราช!!!) ตั้งแต่สามแยกหน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ ตลอดถนนเจริญเมือง ถนนท่าแพ เข้าเขตคูเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ลานข่วงประตูท่าแพจนถึงวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จะกลายเป็นคาร์นิวัลสำหรับนักดนตรีพื้นบ้านล้านนา คณะช้างฟ้อน และขบวนแห่จากวัด มหาวิทยาลัย โรงเรียน และหน่วยงานต่างๆได้ประชันความสวยงาม อลังการของขบวน ลีลาความอ่อนช้อย และความพร้อมเพรียงของช่างฟ้อน

 

จังหวะการตีฆ้อง กลอง และการเป่าแนของนักดนตรี ให้บรรดามวลมหาประชาสงกรานต์ได้ชื่นชมกัน (ถ้าพลาดงานนี้ ต้องรองานแห่ขบวนประเพณียี่เป็งในวันลอยกระทงปลายปีเลยล่ะคุณ!!!)

 

ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ได้เข้าร่วมขบวนแห่ของทางมหาวิทยาลัย ปีนี้เหนื่อยกว่าปีที่แล้ว เพราะรุ่นผมเลื่อนชั้นขึ้นมาทำหน้าที่คณะกรรมการชมรมเป็นที่เรียบร้อย การติดต่อ ประสานงาน คิดธีมขบวนแห่ การแสดง  จัดหาชุด เครื่องประดับให้ช่างฟ้อน ดึงรุ่นพี่ รุ่นน้องชมรมมาเล่นดนตรีในขบวนแห่ และที่สำคัญคือการซ้อมดนตรีและการฟ้อน ที่เริ่มซ้อมกันมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ทุกคืนจะต้องมาชมรมเพื่อซ้อมการแสดง โชคดีที่ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อข้าวเย็น เพราะเพื่อนที่อยู่ฝ่ายบริการช่วยจัดหาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงฟรีอยู่แล้ว  ไหนจะซ้อมเสร็จก็ถึงเวลาเปิดทีวี ดูแม่การะเกดกับขุนหมื่นแห่งละครยอดนิยม บุพเพสันนิวาส ก่อนแยกย้ายกันหลับหอไปพักผ่อนหรือเคลียร์งาน

 

มาถึงวันงาน เช้าวันศุกร์ที่ 13 เมษายน บรรยากาศในชมรมคึกคักเป็นพิเศษ รุ่นพี่ศิษย์เก่าต่างทยอยมาพบปะพูดคุยรุ่นน้อง ช่างฟ้อนก็เตรียมใส่ชุด แต่งหน้าทาปาก ส่วนนักดนตรีแค่เปลี่ยนชุดกับยกเครื่องดนตรีขึ้นรถออกเดินทางก็เป็นอันเรียบร้อย อาหาร เครื่องดื่มที่รุ่นพี่เลี้ยงช่วยเพิ่มกำลังในการแห่ขบวนในช่วงครึ่งบ่ายนี้

 

 

จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาถึงหน้าสถานีรถไฟ ช่างฟ้อน นักดนตรีต่างอยู่ในสภาพเปียกปอน หลังกลายเป็นเป้าให้ชาวบ้านสาดน้ำในวันสงกรานต์ ด้วยขบวนแห่ของมหาวิทยาลัยมีทั้งคณะอาจารย์ นักศึกษาหลายคณะเข้าร่วม ทำให้ขบวนยาวเป็นพิเศษ แน่นอนว่าขบวนอยู่ลำดับที่ยี่สิบกว่าๆ ทำให้พวกเราไม่ทันไปสรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ไม่เกินบ่ายโมงกว่า ขบวนก็เริ่มเคลื่อนไปตามถนนสายสำคัญ พวกเรายี่สิบกว่าชีวิตกลายเป็นที่สนใจของประชาชนนักท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง เสียงอึกทึกครึกโครมของขบวนกลองขะล้มบ้ม ช่วยสร้างความครื้นเครงตลอดเส้นทางอันแสนยาวไกล สลับกับการตีฆ้อง เป่าแน ตามสไตล์ดนตรีพื้นบ้านล้านนา

 

รุ่นน้องรุ่นพี่ต่างสลับกันลากรถขบวนแห่ไปรอบๆ คนที่ไม่แห่ก็ตีกลองตีฆ้องเป่าแนร้องรำทำเพลงไปตลอดทาง จนถึงช่วงถนนท่าแพ ฝูงชนนับพันแออัดกันเพื่อนรอชมขบวนแห่ประจำปีนี้และเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน น้ำที่สาดจากนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงช่วยคลายร้อนไปได้มาก เมื่อถึงจุดสำคัญ ก็ถึงเวลาที่ช่างฟ้อนแสดงการฟ้อนต่างๆที่ฝึกซ้อมกันมา ฟ้อนเล็บ ฟ้อนก๋ายลาย ฟากผู้ชายก็ต่างอวดโฉมฝีมือศิลปะการต่อสู้ล้านนาทั้งฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ ฟ้อนกระบอง สร้างความฮือฮาแก่ทุกคนที่ดูโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ดูจะชื่นชอบเป็นพิเศษ

 

ไม่ใช่แค่ช่างฟ้อนหรอกครับที่ฟ้อน บรรดารุ่นพี่ชายไม่จริงหญิงไม่แท้ แม้แต่ผู้ชายแมน ๆ ก็ยังมาตั้งขบวนฟ้อนไปพร้อมกับผู้หญิงเลยครับ สำหรับงานนี้นอกจากจะเปิดโอกาสให้ลูกสาวทั้งหลายออกมาประชันการฟ้อนร่ายรำต่าง ๆ แล้ว ยังมีการประชันแต่งกายแบบไทยและล้านนาโบราณอีกด้วย เหมือนงานคาร์นิวัลหรือมาดิกราส์เล็ก ๆ ในแบบคนเมืองยังไงยังงั้น

 

 

เมื่อขบวนเข้ามาในวัดพระสิงห์ การแสดงต่าง ๆ ก็จบลง ช่างฟ้อน นักดนตรีต่างช่วยกันเคลื่อนรถลากไปยังรถของมหาวิทยาลัยที่จอดตรงฝั่งโรงพยาบาลสวนดอกเพราะเข้ามาในเขตคูเมืองไม่ได้ ระยะเวลาเกือบทั้งวันก็ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นงานใหญ่งานแรกสำหรับพวกผมในวาระรับตำแหน่งคณะกรรมการชมรมปีนี้ อาจจะเหนื่อยกันบ้าง เพราะผมต้องช่วยอีกคนลากรถยาว ๆ ได้แค่ตีฆ้องตีฉิ่งตอนช่างฟ้อนแสดง ไม่ได้แห่ขบวนรำวงกับเขาช่วงแรก ๆ จนถึงขั้นผมแสดงอารมณ์ไม่พอใจอย่างแรงขณะลากรถ

 

งานในวันนี้คงอยู่ในความทรงจำทั้งคนแสดงและคนดูหลายคอย่างแน่นอน สำหรับผมอาจจะไม่ได้ร่วมแห่ขบวนอีกในปีหน้า เพราะต้องเตรียมตัวทำวิทยานิพนธ์ตอนปีสาม และรู้สึกว่าปีนี้เหนื่อยกว่าร่วมขบวนแห่ปีที่แล้ว เพราะต้องเป็นหนึ่งในคนจัดเตรียมขบวนแห่ตั้งแต่แรกจนถึงวันงาน

 

สงกรานต์ปี ๒๕๖๑ ได้ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย เมืองเชียงใหม่กลับมาสู่สภาพปกติอีกครั้ง ปีหน้าคงได้กลับมาเจอกันอีกสำหรับขบวนแห่ปีใหม่เมือง

 

ปล.แต่จะมาในฐานะคนแห่หรือคนดู รอดูกันครับ

 

สวัสดีปีใหม่ไทยท่านผู้อ่านทุกท่านครับ

 

-D-