ดนตรีแห่งความทรงจำ

ประถมเรื่อง

 

โน๊ตตัวฟา

 

 

 

 

เกริ่นนำ

นี่คือ..นิยายก้าวล่วงวัย (Coming of age) เป็นเรื่องราวของนักเรียนดุริยางค์โรงเรียนเซนต์ปีเตอร์ โรงเรียนที่กึกก้องทางด้านความเก่งกาจทางดนตรีนักเรียน หรือเป็นยอดวงโยธวาทิตในระดับสามัญ คว้าแชมป์ทั้งในและนอกประเทศมากมาย พวกเขาเรียกขานตัวเองว่า ‘เด็กแบนด์’ เรื่องราวของกลุ่มนักเรียนที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและเรียนรู้ในกันและกันผ่านทางระบบวินัย ผ่านทางชีวิตที่แตกต่างของแต่ละคนสะท้อนออกมาผ่านการอยู่ร่วมกัน ทุกคนรวมเป็นหนึ่งเพื่อการแข่งขันและเพื่อค้นพบสัจธรรมที่ว่า “บาทวิธีแห่งชัยชนะ ยากนักที่จะไปถึง”

 

ก่อนเริ่มจังหวะที่ 1

 

บาทวิถีแห่งชัยชนะ แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาเสมอ ใครๆ ต่างรู้ว่าเด็กแบนด์นั้นเป็นอย่างไร ความโด่งดังสูสีเสมอกับนักกีฬา “พวกมึงเหมือนกับกู ผิวดำ หน้าสู้แดดเหมือนกัน” เด็กแบนด์คนหนึ่งปรารภกับนักบอลและนักบาส ผิวของพวกเขาดำด้วยฤทธิ์แดด แต่กล้ามเนื้อและเรี่ยวแรงมีมากขึ้นตามการฝึกซ้อม

 

“กูไม่เชื่อ! เขาบอกเด็กแบนด์โหดกัน ถุย! มันจะโหดไปทำไมวะ พวกกูสิ นักบอลต้องโหดกว่าอยู่แล้ว แข่งที ๙๐ นาที ถ้าไม่โหดแล้วจะเอาแรงไหนไปวิ่ง”

 

ทุกคนอาจปรามาสได้ แต่เสียงร่ำลือกันนั้นไม่ผิดเพี้ยน เด็กแบนด์ไม่ใช่นักเรียนนายร้อย ไม่ใช่ร.ด. แต่มันก็หนัก เข้มด้วยระเบียบไม่ต่างกัน มันเป็นความเข้มงวดที่ข้นไปด้วยสุนทรียะ มันเป็นความหนักและหน่วง แต่เต็มไปด้วยอารมณ์แห่งศิลปะ และมันเป็นระเบียบวินัยที่แกร่งไม่แพ้โซตัสจากรั้วมหา’ลัย

 

แถววงโยธวาทิตกลางสนามหญ้า นักบอลยังต้องหลีกทางให้ นักเรียนยังต้องง้างตาดู ผู้ปกครองอ้าปากค้าง แถววงโยธวาทิตตรงแด่วราวกับลากเส้น เด็กแบนด์ยืนนิ่งยิ่งกว่าเคารพธงชาติ เครื่องดนตรีถืออย่างสง่า ไม่มีส่ายไปมา สายตามองตรง หน้าเชิด หลังแอ่น

 

“จัดแถว!”

 

สิ้นคำนี้ นามย่อโรงเรียนดังลั่น หน้าสะบัดไปทางซ้าย เร็วและไวปานจรวด ตัวไม่มีหัน ไหล่นิ่ง “เสียวคอพวกมันจะหลุด” นักบอลคนหนึ่งกล่าว

 

การจัดแถวไวและแม่นยำ ก้าวจากแถวต่อแถว กำหนดไว้สี่ก้าว คำนวณได้แม่นโดยไม่ต้องใช้ตัวช่วย นอกจากตาเท่านั้น แต่ละแถวมี ๕ คน คนซ้ายและขวาถือเป็นหลัก แต่ให้ถือซ้ายสำคัญสุดเสมอ มันเป็นเกียรติ เป็นคนคุมจังหวะแถว รักษาช่องว่างระหว่างแถว และจัดระเบียบในแถว

 

หน้าสุดเป็นคนถือคฑา ‘ดรั้มเมเยอร์’ คือคนที่สง่าที่สุด ยืนอยู่หน้าแถวราวกับเป็นแม่ทัพ จะไม่มีใครย่างเท้าเดินได้ ถ้าไม่มีการสั่งจากเขา “หล่อโคตรเลยวะ ไอ้คนที่ถือคฑานะ” นักเรียนสาว ใจหมุนติ้วไปประทับที่หน้าของดรั้มฯ

 

“ซ้ายเป็นหลักนับ” เขาขาน ทันใด! สะดุ้ง ตัวเลขพรั่งพรูออกจากปากแต่ละคน คนซ้ายสะบัดหน้าไปทางขวาพร้อมปากที่อ้าออก คนขวารับตัวเลขจากคนซ้ายแล้วบวกไปอีกหนึ่ง ไวและเร็ว ชัด เลขวิ่งพรูไปหยุดที่คนสุดท้ายของแถว จึงตะโกนก้องออกมา ดรั้มฯ รับทราบ เขาแสยะยิ้ม หันหลังให้กับวง ชูคฑาขึ้น เขาไม่โยนให้เสียเวลา ชูด้วยมือขวาเหยียดแขนตรงสูงเหนือหัว แล้วกางเหยียดไปทางขวา  “หน้า….เดิน!” คฑาปล่อยร่วง มือซ้ายคว้าไปรับ สอดคล้องกับตีนซ้ายก้าวออก มันเปิดและอ้ายิ่งกว่าง้างหอย กลองตีดังสนั่น เท้าทุกก้าวเป็นระเบียบและเท่ากัน ไม่มีการเดินผิดก้าว ไม่มีคำว่าเหลื่อม ทุกอย่างเป็นระเบียบ

 

“กูว่า แม่ง! นายร้อยแน่ๆ”

“เด็กนั่น ตัวน้อยๆ ยังเดินเท่าเด็กตัวโตเลยไม่น่าเชื่อ!” ผู้ปกครองสองคนกล่าวขึ้น

 

แถวเดินเป็นระเบียบ จังหวะของกลองให้จังหวะ ทุกคนทราบเอาเครื่องขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทันใด! เสียงดนตรีดังกึกก้อง มันแผดอย่างสง่า ดังก้องราวกับเสียงเรียกทัพ สง่าและเท่ สวยและน่าหลงใหล

 

“ลูก สัก ป.๔ มาเล่นนะ แม่ว่า..เท่ดี” แม่คนหนึ่งกล่าวกับลูกชายด้วยความเพ้อฝัน ว่าเมื่อลูกเป็นหนุ่มจะได้ยืนเป็นคนถือคฑาบ้าง

 

แต่นั่นแหละ ใครจะรู้ ความเหนื่อยยาก ที่ทำให้เหงื่อไหลมาราวกับเลือด น้ำตาที่ไหลแล้วจนไม่รู้จะไหลอย่างไร ระเบียบที่หนักและหน่วง สอนคนให้เป็นคน การสังวาสระหว่างระเบียบกับดนตรี มันกลมกลืนและเข้ากันได้ยิ่งกว่า เหล้ากับโซดา คนแล้วคนเล่าที่มา และเช่นกันคนแล้วคนเล่าที่ออก มันเป็นทางผ่านสำหรับคนใจเสาะ แต่มันเป็นฐานกำลังสำหรับคนใจสู้ เป็นสถานที่ฝึกปรือคนเข้มแข็ง มันคือชีวิต มันมากกว่าการเป็นเด็กแบนด์ มันมากกว่าความสง่า มันคือการสืบทอดดนตรี “เราไม่ได้รักดนตรีเท่าชีวิต แต่ดนตรี คือชีวิตของพวกเรา!” มันฝังในใจพวกเขาทุกคน แต่มันฝังแน่นมากกว่าถ้าเป็นกฎ ในแต่ละที่แตกต่างกันไป แต่มันมีหลัก ๕ ข้อ

 

มันคือศิลาจารึกที่ต้องจำ จำมากกว่าโน้ตที่ต้องเป่า วงแบนด์สร้างเรื่องราวด้วยตัวเอง เด็กแบนด์สร้างเกียรติยศด้วยทีม ด้วยพวกเรา ไม่มีใครอื่น ถ้าอยู่ในสนาม จังหวะหัวใจและตีนต้องไปทางเดียวกัน อยู่บนเวทีนั่งบรรเลง ใจและกาย ก้อนเนื้อสมอง ต้องสอดคล้อง กับมือที่ตวัดขึ้นลงของผู้อำนวยการเพลง ‘คอนดั้กเตอร์’ หรือเรียกอีกอย่างแบบไทย ๆ ว่า ‘วาทยากร’ ไปพร้อมกันและจบพร้อมกัน

 

จุดเริ่มต้นของมันซับซ้อน แต่จุดคลี่คลายและจุดอวสานต่างเป็นไปตามสัจธรรม ไม่มีใครที่ไหนอยู่ค้ำฟ้า “กูว่านรกต่างหาก ที่คงทน”

 

“กูไม่กลัว เพราะกูผ่านนรกมาแล้ว” สองอดีตเด็กแบนด์คุยกันอย่างออกรส ถวิลหาคืนวาน แล้วสาวตีนไปข้างหน้า บางทีของบางที เรื่องราวทั้งมวลกำลังจะเปิดเผย และโฉมหน้าของมันจะปรากฎขึ้น

 

เบื้องหลังความสำเร็จของเด็กแบนด์ คือความจริงที่เหนือความจริงทั้งมวล เป็นความจริงที่ทุกคนควรคารวะ…

 

-D-

 

 

ห้องที่ ๑

เซนต์ปีเตอร์ เป็นโรงเรียนที่กึกก้องไปด้วยเกียรติยศ ทางการเรียนก็เอกอุ นักเรียนที่นี้กว่าครึ่ง สาวเท้าเข้าเรียนในมหา’ลัยระดับประเทศ กีฬาก็ชาญเชี่ยวไม่เป็นรองใคร ในด้านวงโยธวาทิตก็ประกาศศักดาด้วยแชมป์แห่งประเทศไทย ชื่อเสียงระบือไปถึงต่างประเทศ ว่ากันว่าที่นี่เด็กแบนด์ทุกคน ถ้าต้องการอยู่จนเป็นพี่ใหญ่ในวง ต้องอดทน เก่งกาจและเป็นเลิศทางฝีมือดนตรีให้ได้

 

“เอ้า! ไอ้นั่นนะ ไปนอนเร็ว!” ต้นเด็กป.๖ กล่าวก้องด้วยเสียงแหลมไม่แตกหนุ่ม

 

ห้องแบนด์ของเซนต์ปีเตอร์สถิตย์ ณ แผนกประถม เฉือนคนละส่วนกับแผนกมัธยม ตั้งอยู่คนละที่ ถ้านับช่วงตีนก็ราวครึ่งชั่วโมง ถ้าเป็นรถมอร์’ไซค์ กินเวลาแค่ ๑๐ นาที

 

“เร็ว!!” ต้นขึ้นเสียง

 

ในห้องใหญ่ปูด้วยพรมสีน้ำเงินทะเล ฟากซ้ายมือถ้าเปิดประตูสีน้ำตาลไหม้เข้ามา จะเป็นพวกเครื่องเคาะ เครื่องตี – เปอร์คัสฌั่น (Percussion) ตรงเสาที่อยู่กลางห้อง บังลังค์คอนดั้กเตอร์ (Conductor) ตั้งไว้ สุดปลายห้องสแตนด์วางตรงแด่วอย่างเป็นระเบียบ – – วินาทีนี้หลายคนสงสัยยักคิ้วเหล่ตางงงวย ว่าสแตนด์คืออะไรและทำอะไร ตอบง่ายๆ ไม่ยากนัก สแตนด์มีหน้าที่อย่างเคร่งครัดในการวางโน้ต วางแฟ้มโน้ต ไม่ให้ตกเพื่อนักดนตรี – ฐานของสแตนด์โดยมากมีแฉกสามเหลี่ยม เป็นเหล็กยื่นออกมารองรับพื้น แฉกทั้งสามเชื่อมร้อยเป็นหนึ่งด้วย เสาเอกที่ตั้งโด่ราวกระโดงเรือ ยอดเสาเชื่อมติดกับแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทางด้านหลัง สี่เหลี่ยมนี้แผ่ออกมาให้โน้ตนาบ ฐานของมันหักเข้าหาคนนั่ง ไว้รับโน้ตที่วาง

 

หน้าที่ของมันมีแค่นี้ หรืออาจเอาไว้ถีบกระแทกพื้น ถ้าเด็กแบนด์คนใดโมโห อาจเป็น รำคาญฝีมือตัวเองที่ย่ำต๊อกถึงถอยหลัง หรือว่า จะเป็นรุ่นพี่ที่โมโหรุ่นน้อง ตีนของพี่จึงยันที่เสาผลักให้กระแทกพื้น ก่อนจะฟาดงวงฟาดงา “ไอ้ห่า! กูบอกว่าอย่าเร่งจังหวะ! มึงจะรีบไปตายไหน!” เสียงดังก้องโกรธโดยไม่แฝง พร้อมกับเสียงที่ดังไม่แพ้เสียงสแตน์ล้ม มันเหมือนปิศาจที่นอนรอความตาย ด้วยสีของมันที่ดำสนิทจนเห็นเงาของอีกคนสะท้อนมา

 

“หายใจเข้า..” ต้นพูดเบาๆ เด็กป.๖ อยู่วงมา ๒ ปี นับจากป. ๔  วัฎจักรเดิมๆ ใครอยากเล่นวงแบนด์ก็มา สาวตีนมาที่ห้อง ประตูเปิดอ้าดูราวปราสาทผีสิง โถงทางเดินลึกระหว่างทางมีห้องเรียงกันสองฟาก เครื่องดนตรีต่างหลับใหลรอเวลาเป่า

 

เด็กใหม่จะถูกนำมาที่ห้องใหญ่ – เสียงแอร์ดังกระหึ่ม “เอ..ไอ้กองที่นอนมุมขวาห้องคืออะไรวะ” เด็กใหม่กล่าว

 

“ก็ที่นอนไง!” สินโวยออกมาพลางบอกให้ไปนอนวอร์มลมเหมือนคนอื่น

 

ภายในห้องใหญ่แบ่งเป็นสามระดับ มีขั้น ๓ ขั้น เพื่อให้พวกเครื่องบราสทองเหลืองแผดเสียงข้ามหัวพวกเครื่องไม้ วู้ดวินด์ได้ ให้เสียงไหลเข้าหูคอนดั้กเตอร์

 

“เป่า…” เด็กใหม่ที่นอนเป็นระเบียบผ่อนลมหายใจออก ที่นี่ทุกคนต้องฝึกหายใจ เข้าด้วยปาก ออกด้วยปาก ไม่ใช้จมูก นั่นส่อว่าลมต้องอยู่ในท้อง กระบังลมขยาย ไม่จำเป็นต้องกักไว้ที่ปอดเหมือนใช้จมูก เวลานอนท้องเท่านั้นที่ป่อง อกไม่ควรยกขึ้น พิสูจน์ได้ด้วยการ “เอากระเป๋าตังค์ออกมาวางไว้ตรงหน้าอก อย่าให้ยก” ต้นสาธยาย เสียงเบาๆ แต่ทุกคนทำตาม

 

การทำท่านี้เป็นฐานของเด็กแบนด์ทุกคน เป็นท่าแรกของการวอร์มลม เด็กใหม่ถ้าเห็นว่าเก่งกาจแล้ว ก็จะเพิ่มท่าใหม่ โดยเอ่ยคำว่า “ลุก” ทุกคนจะยกขากับตัวขึ้นเอาตูดแปะพื้น ขายกห่างจากพื้นดินคืบหนึ่ง

 

“แต่ข้าว่า ใครวางให้เหนือพื้นน้อยที่สุด เก่งกว่า” สินกระซิบข้างหูต้น

 

มือเด็กใหม่กอดอกเพื่อเป็นระบบ หายใจเข้าและออก โดยทำอยู่ท่าลุก จนกว่าจะมีคนพูดว่า “ลง” ถึงจะกลับไปนอนเหมือนท่าแรกได้ ท้องที่ถูกสั่ง“ลุก” จะแน่นและเกร็งราวมีกล้ามเนื้อ ลมผ่านอย่างประณีต ประนีประนอมและมั่นคง บางคนอาจเอาเท้าวางได้ถ้าเหนื่อย “เฮ้ย! อย่าลักไก่” ต้นตาไวสั่งกราดไปที่เด็กใหม่ พลันสะดุ้ง! รีบยกขาสู้ฟ้าทันใด

 

เด็กใหม่แค่โดนเหยียด แต่ถ้าเป็นเด็กแบนด์ของจริง มันจะหนักกว่านี้ รุ่นพี่คนหนึ่งยืนกอดอก สอดสายตาไปทั่วห้อง ทุกคนทำท่าอย่างพร้อมเพรียง “ส้นตีนมึงแตะพื้น ส้นตีนกูเข้าหน้า” เขาแผดคำขู่ออกมาให้ทุกคนหวาดหวั่น แต่มันมากไปกว่าคำขู่ ไม่ใช่แค่เขียนเสือให้วัวกลัว แต่เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู

 

“ลง” ต้นบอก เด็กใหม่เอาตีนลง ท่านี้หินและหนัก แต่ถ้าใครไม่ลักไก่เลย จะได้เหงื่อราวออกกำลังกาย บางโรงเรียนมักจะเอามือฟันบนท้องรัวๆ แต่เบา เวลาเป่าลมออกมา เพื่อเสริมท้องให้แข็งแรงมากขึ้น

 

ถ้าเก่งกว่าเดิม ก็จะมีท่าวิดพื้นเพิ่มเข้ามา หายใจเข้าวิดลง หายใจออกวิดขึ้น หลังตรงถูกต้องตามท่าทหาร เวลาลงห้ามเอาทุกอย่างแตะพื้น ตัวตรง นิ้วตีนและฝ่ามือเท่านั้นที่แตะได้ ที่เหลือต้องลอยบนพื้นราวผู้วิเศษ เวลาขึ้นไม่ควรยกแค่ครึ่งตัว ช่วงขาต้องจัดให้เฉียงจากปลายตีนสู่ปลายหัว ดูแข็งแรงเข้มระเบียบ แต่ถ้าเหนื่อยมาก ต้องยกตัว อนุโลมให้ยกตัวขึ้นเอนไปข้างหลังเล็กน้อย เพื่อเรียกแรง ก่อนจะลุยต่อ

 

วิดพื้นเป็นมากกว่าท่าออกกำลังกายทางการวอร์มลมเท่านั้น มันเป็นท่าลงโทษได้ด้วย บางคนหรือทั้งวงโดนเป็นร้อยหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับคำสั่ง ถ้าทำเครื่องตก โดนเหนาะๆ ร้อยที กระซิบกันหลังกลองใหญ่ยักษ์ว่า ถ้าเป็นไม้กลองตกไม่โดน แต่ถ้าขว้างแล้วไม่โดนที่หมาย เหนาะๆ สองร้อย ขึ้นสุดลงสุด ไม่มีซอย? ซอย.. สินขมวดคิ้ว “ให้ทำอะไรนะ”

 

“ซอย! ลงไปสุด ห้ามเอาทุกส่วนแตะพื้นเหมือนวิดพื้นทุกอย่าง แต่เวลาขึ้นให้ขย่มตัว ไม่ต้องขึ้นสุดปลายแขน” สินตรัสรู้เข้าใจได้ – มันเป็นการเบาแรง ทุ่นแรงได้ แต่ไม่นิยมให้ทำ เพราะขึ้นสุด ลงสุดเป็นการลงโทษที่เปลืองเหงื่อและแรงที่สุด จะได้จำว่าอย่าทำอีก…

 

 

กล้ามเนื้อที่ถูกวิดพื้น จะมีผลตามมา ถ้าไม่ได้ทำทุกวัน มันจะปวดทันทีที่วิดเสร็จ วันต่อมา ความปวดยังคงอยู่ และวันมะรืน มันจะปวดแบบเกินทน แขนจะตึงยิ่งกว่าสายกีต้าร์ มันจะรู้สึกเหมือนมียางรัดไม่ให้แขนงอได้ ทุกครั้งที่งอ มันจะช้าและฝืดเคือง ถ้าพยายามทำมันจะส่งความเจ็บปวดแล่น ปรี้ดดดดด!!!! ถึงหัว ความเจ็บปวดจะแล่นพล่านไปทั่วร่าง เรียกตามประสาหมอว่า กล้ามเนื้ออักเสบ

 

บางคนโดนจนแปรงฟันไม่ได้ ต้องโน้มตัวหาแปรง บางคนยกช้อนซดก๋วยเตี๋ยวแบบวงโคจร แขนอ้อมโอบราววิถีเดินของโลก แล้วหักมือเข้าหาปาก ยื่นปากไปซด ทุกครั้งที่ทำ ยังคงเห็นร่องรอยความเจ็บปวดเกินสาธยาย – บางคนโดนจนยกมือไหว้ไม่ได้ นิ้วที่พนมจรดอยู่ตรงสะดือ ถ้าขึ้นถึงราวอก น้ำตาจะไหล ปากอ้าระบายความเจ็บปวด

 

“ของมันมีวิธีแก้” เด็กแบนด์คนหนึ่งกล่าว

 

“ทำไงวะ” เพื่อนสนิทรัวไม้กลอง หูโหยหาคำตอบ

 

เขาเอนหลังพิงผนัง “วันแรกที่มึงโดนหนัก ให้รีบหาเค้านเตอร์เพนมาทาแขน จะนวดก็ได้ พอตอนนอน เอาแขนอยู่ใต้ตัวมึง นอนทับมันไว้ จะงอหรือเหยียดก็ได้ตามอำเภอใจ รับรองหาย ไม่ต้อง ง้างปากเข้าหาช้อน”

 

“เหรอวะ” เพื่อนนักกลองทำหน้าทึ่ง

 

เขายิ้มเฝื่อนๆ “แต่ถ้านอนดิ้น แขนหลุดออก ก็ซวย เลยต้องหักดิบ ถ้ามึงเจ็บ ให้ค่อย เงื้อแขนขึ้น แล้วค่อยๆ ของค่อยๆ งอมัน เอาไปจับท้ายทอยให้ได้ ตอนที่ทำโคตรเจ็บ ตอนไปแตะจะค่อยยังชั่ว หลังจากนั้นอาการจะค่อยทุเลา ถ้าไม่หาย ก็ต้องไปโรงพยาบาล เพราะกล้ามเนื้ออักเสบขั้นสุดยอด เดี๋ยวจะเป่าไม่ได้ ซวยเราอีก” ทั้งสองมองหน้ากัน ทำสีหน้าเศร้าๆ

 

สามท่าแห่งการวอร์มลมเสริมประสิทธิภาพและเป็นบันไดขั้นแรกของเด็กใหม่ และเป็นการลับเขี้ยวแก่เด็กแบนด์ทุกคน อาจเสริมด้วยท่า ซิทอัพ-ด้วยการให้เพื่อนจับขาที่งอ ยกตัวเอาลมมาเป่าที่หัวเข่าตัวเอง เวลาลงก็หายใจเข้ารอการเรียกให้เป่า

 

นินทากันดังลั่นว่า ท่าวอร์มต่างๆ นี้สืบทอดมาจากญี่ปุ่น แต่หนักกว่านี้ โหดจนไม่อยากคิด แต่ไม่ยากที่จะทำ

 

 

มาสเตอร์วิชัยเปิดประตูห้อง มาสเตอร์คือคำแทนของครู เขาคือชายผู้เป็นเจ้าของวง ผู้ควบคุมทุกอย่าง ทั้งระเบียบและวินัย เป็นอาจารย์ใจดี สำหรับผู้มาใหม่ เป็นที่ครั่นคร้ามสำหรับคนรู้กิตติศัพท์ และเป็นเพชฌฆาตผู้พร้อมระเบิดอารมณ์ร้ายพิโรธ ถ้าทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เป็นครูที่แฝงความเป็นนักเลงและคนจริง มันกลายเป็นมรดกสืบทอดมากแก่เด็กแบนด์ของโรงเรียนนี้ ที่ซึมซับความโหดและหนัก ระเบียบที่ซึมในสายเลือด

 

“เอ้า! ไอ้ต้น ไอ้สิน ไปซ้อมของสูได้แล้ว” น้ำเสียงเบาๆ แต่แฝงพลังทำให้สินกับต้น ยกมือไหว้และออกห้องใหญ่ไป เมื่อเปิดประตูก็สาวเท้าไปห้องซ้อมพาร์ทของตัวเอง หยิบเครื่องดนตรี อีกคนหยิบสแตนด์เก่ามา วางแบบฝึกหัดลงและซ้อม อย่างเอาจริงเอาจัง

 

“เร็ว ไอ้สิน-รีบซ้อม” ต้นพูดออกมา

 

มาสเตอร์วิชัยเรียกเด็กใหม่มารวมตัวกัน “เอ้า! เดี๋ยวพวกเธอไปเรียนได้ แล้วปิดเทอมใหญ่ มาซ้อมกัน ตอนเก้าโมง อย่าลืมล่ะ จะได้เก่งเหมือนพี่ๆ เขา” เด็กใหม่ต่างฟังด้วยความสงบ ด้วยความเป็นเด็กอาจมีเล่นกันบ้าง จนมาสเตอร์วิชัยให้สัญญาณไปเรียนได้ ก็รีบยกมือไหว้และวิ่งออกไปอย่างกะลิงจะปีนต้นไม้ มันยังไม่หมดเวลาพักกินข้าวเที่ยง แต่วันนี้แกคิดว่าพอล่ะ สำหรับเด็กใหม่ ข่าวบางอย่างทำให้แกไม่มีอารมณ์อยากทำอะไรทั้งสิ้น

 

เจ้าต้นค่อยซ้อม เร่งจังหวะจากช้าไปเร็ว ค่อยๆ เร่ง ประณีตและบรรจงกับนิ้ว

 

“ที่พี่เพลิงให้มึงซ้อม เย็นนี้จะมาเทสต์ข้อไหนวะ มา! เดี๋ยวกูสอนให้” ต้นถามเพื่อน

 

สินชี้ข้อแบบฝึกหัด ก่อนที่ต้นและสินจะเป่าพร้อมกัน

 

“ถ้าเล่นไม่ได้พี่เพลิงจะเอากูตายไหม?”

 

สินถามพลันที่เป่าแบบฝึกหัดเสร็จ ต้นมองหน้าเพื่อน “พี่เพลิงเนี่ยนะ! กูนะจะเอามึงตาย ข้อหาเล่นไม่ดีมากกว่า”

 

อีกฝ่ายส่ายหน้าระอายกเครื่องเป่า

 

ส่วนต้นนั่งฟังเพื่อนเป่า กล่องความทรงจำในหัวเปิดออกนึกไปถึงวันหนึ่งในหลายปีก่อน ที่เขาและพี่เพลิงพบกันครั้งแรกและชะตาจะลิขิตร่วมกันไปแสนนาน

 

-D-