หนังสั้นสมัยเป็นนักศึกษา บ้านเก่า, ดงรกฟ้า, มอเตอร์ไซค์ฮ่าง, ลี้ และผลงานอีกมากมาย ก่อนต่อยอดมาเป็นภาพยนตร์ฉายในโรง เช่น คน ผี ปีศาจ, 13 เกมสยอง, รักแห่งสยาม, Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ พร้อมผลงานอีกมากมาย กินเวลา 10 กว่าปีที่เขาโลดแล่นในวงการภาพยนตร์ ได้เห็นยุครุ่งเรืองและยุคซบเซา เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ความพยายามปรับตัวของคนในวงการนี้

 

และแน่นอนการปรับตัวของตัวเขาเองด้วย

 

Detectteam มีโอกาสนั่งลงพูดคุยกับ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังที่มีผลงานดังที่นำเรียนไปในย่อหน้าข้างบนนี้ บทสนทนาครั้งนี้สะท้อนถึงวงการภาพยนตร์ไทยกับการเผชิญหน้าในความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เราสัมภาษณ์กันบนบรรยากาศที่ผ่อนคลายที่ชั้น 3 ของที่ทำการบริษัทสตูดิโอ คำม่วน จำกัด ภายในซอยลาดพร้าว 62 ซึ่งมะเดี่ยวมีทีมงานที่กำลังคิดงาน มีคนมาแคสงานแสดง มีโจทย์ที่ต้องคิด มีงานที่ต้องแก้มากมาย

 

กระนั้นก็เถอะ เขาก็ยังสละเวลาให้สัมภาษณ์กับพวกเราพาคุยกันหลากหลายเรื่อง โดยเขาพูดถึงคนยุคใหม่และการปรับตัวของตัวเองว่า

 

“เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันกับคนยุคใหม่ และยังได้เรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงมากมายนี้ด้วย”

 

ขอให้ทุกท่านอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้อย่างละเมียดคล้ายกับการค่อย ๆ จิบกาแฟและขอให้ดื่มด่ำกับการสนทนาผ่านทางตัวอักษรนี้อย่างเพลิดเพลิน เราแบ่งและตั้งชื่อแต่ละส่วนของบทสัมภาษณ์นี้ ตามภาพยนตร์ที่มะเดี่ยวเคยสร้าง ซึ่งแต่ละเรื่องก็มีนัยยะประเด็นบางอย่างซ่อนไว้ ตามแต่ยุคสมัยที่ภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ได้ออกฉาย แต่ในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เป็นความคล้องจองตามเรื่องราวการสัมภาษณ์ อาจจะไม่มีนัยยะซ่อนเร้นไว้

 

หรืออาจจะมีก็เป็นได้…

 

 

1.คน ผี ปีศาจ

“เราโชคดีที่ได้เข้ามาในวงการภาพยนตร์ในช่วงที่มันขาขึ้น ตอนปีพ.ศ.2546 นะ ยุคนั้นภาพยนตร์ไทยของแต่ละค่ายผลิตกันที 10-20 เรื่อง รวมกันมีภาพยนตร์ไทยเกือบ 100 เรื่องต่อปี แถมเงินหมุนเวียนกันทีเป็นพันล้าน นักเรียนที่เรียนด้านภาพยนตร์ก็จบมากันเยอะ มีไฟที่จะทำ ทุกคนสนุกกันมาก…” มะเดี่ยวฉายภาพในยุคสิบกว่าปีก่อน สมัยที่แกเข้ามาในวงการนี้ใหม่ ๆ

 

แม้ยุคนั้นจะมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาแล้ว แต่มันมีแค่เทปผีซีดีเถื่อนเป็นอุปสรรคเพียงเท่านั้นเท่านั้น สมัยนั้นรุ่งเรืองมาก ขนาดค่ายแมงป่องซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ล่วงหน้าให้ไปผลิตซีดี วีซีดีเลย จวบจนเจอความผันผวนทางเศรษฐกิจ อินเทอร์เน็ตเริ่มมีหนังเถื่อน โหลดบิท และฮอลลีวู้ดเริ่มทำการตลาดจนแข็งแรงขึ้น ไม่พึ่งคนอื่น ยิ่งพอเจอภาพยนตร์ตระกูล Marvel ที่มันมีเฟรนไชค์ ต่อยอดกันไป แล้วฮอลลีวู้ดเขาเจรจาพื้นที่ในโรงภาพยนตร์เอง แถมยังเจอการมาถึงของยุค Digital T.V. ที่ดึงคนในวงการภาพยนตร์ไปทำกันเยอะแยะมากมาย จนเราเห็นรูปแบบการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ไปปรากฏในจอโทรทัศน์ แถมดูกันฟรี ๆ อีกด้วย

 

“ถึงที่สุดแล้วภาพยนตร์ไทยมันสร้างประสบการณ์ตื่นตาตื่นใจในโรงภาพยนตร์สู้ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่เราเสียเงินซื้อตั๋วไปดูไม่ได้เลย แถมสู้กับช่องทางการสื่อสารอันอื่นที่มาใหม่ไมได้ด้วย พอเป็นแบบนี้คนมันก็มองว่า ภาพยนตร์ไทยกลายเป็นความบันเทิงราคาแพงแล้ว เขาก็ไม่อยากเสียเวลาไปชมในโรงกัน”

 

สถานการณ์แบบนี้ทำให้วงการภาพยนตร์ไทยที่เคยสร้างกันปีละ 100 เรื่อง เงินหมุนเวียนมหาศาล กลายเป็นทุกวันนี้เหลือภาพยนตร์เข้าฉายในโรงเพียง 10 เรื่องต่อปี แล้วนายทุนเขาก็เริ่มไม่รู้ว่าลงทุนเม็ดเงินไปแล้ว มันจะได้ค่าตอบแทนผลกำไรคุ้มค่ากลับมาไหม

 

ตอนนี้โรงภาพยนตร์ชื่อดังในประเทศไทยแบ่งภาพยนตร์ออกเป็น 2 Theater อันแรกเป็นภาพยนตร์สำหรับผู้ชมในเมือง ส่วนนี้ซบเซามาก แต่ประเภทที่สองคือ ภาพยนตร์ท้องถิ่นฉายตามต่างจังหวัด ตามภูมิภาค เช่น ไทบ้านเดอะซีรีส์ ผู้บ่าวไทบ้าน ภาพยนตร์ประเภทนี้กลับเติบโตมากขึ้น เมื่อก่อนเราเรียกว่า “หนังสาย” แบบพวกภาพยนตร์ที่พันนา ฤทธิไกรแสดง ซึ่งจะใช้ทุนสร้างต่ำและประสบความสำเร็จมากกว่าภาพยนตร์ประเภทแรก เพราะคนต่างจังหวัดออกมาชมกัน แต่ประเภทแรกนั้นคนในเมืองเขาคิดแล้วคิดอีกว่าจะดูอะไรเพราะเดินทางลำบาก จะไปดูหนังในโรงก็เจอรถติด แต่สำหรับประเภทสองมันตรงกันข้ามดันเป็นที่นิยมมาก ผู้สร้างภาพยนตร์ท้องถิ่นมือใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย

 

เจอความผันผวนเปลี่ยนแปลงในวงการภาพยนตร์ไทยขนาดนี้ ใครไม่ปรับตัวก็แย่แน่ แม้แต่ตัวมะเดี่ยวเองยังบอกว่า เขาต้องปรับตัวมาตลอด โดยเฉพาะการมาถึงของ Digital T.V. ก็เริ่มเห็นพฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ก็เลยเริ่มเปิดบริษัทแล้วป้อนเนื้อหา (Content) ให้ช่องโทรทัศน์ของเครือ Grammy ทั้ง 2 ช่องคือ ช่องวัน หมายเลข 31 กับช่องจีเอ็มเอ็ม 25 หมายเลข 25 ในโทรทัศน์ดิจิตอล

 

เมื่อปรับตัว สิ่งที่พบก็คือ สามารถอยู่รอดได้ แถมยังได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อีกด้วย เช่น ได้เรียนรู้รสนิยมของผู้ชม จากแต่ก่อนที่เคยทำสร้างภาพยนตร์เหมือนอยู่บนหอคอยหน่อย

 

“เราจะทำแบบนี้ คนอยากดูก็จะมาเสียเงินให้เราเอง” แต่ตอนนี้ผู้ชมปรนเปรอถูกเอาใจจากคนสร้าง Content มากมาย ผู้สร้างก็คอยป้อนสิ่งที่ผู้ชมอยาก เช่น ประเภทละครเกย์ มีฉากจิ้น ฉากวาย ฉากพวกนี้ ใครจับจุดได้ อาจไม่มีผู้ชมเยอะ แต่ได้กำไร หรืออย่างพวก Club Friday ละครที่วัฒนามาจากละครวิทยุ ก็มีคนติดตาม คือ ยุคนี้คนดูอาจเฉพาะทางมากขึ้น แต่มันก็สร้างกำไรมหาศาล

 

ส่วนละครที่จับกลุ่มฐานผู้ชมจำนวนมาก ก็ต้องหาวิธีการทำอย่างไรให้คนมาชมกัน อย่างปรากฎการณ์ช่อง 3 บุพเพสันนิวาส เราก็ต้องเรียนรู้กันไปว่าผู้ชมเขาอยากดูอะไร เป็นเพราะอะไร

 

 

“แต่จริง ๆ แล้ว ทำละครพวกนี้ก็ไม่ต่างจากการทำภาพยนตร์ บางทีมันก็เหมือนซื้อหวย ไม่มีรูปแบบชัดเจนว่าผู้ชมจะชอบอะไร ถ้าดังมาก็เหมือนถูกหวยเลย เราศึกษาผู้ชมมาตลอด จนพบว่าเขาเลือกจะใช้เวลาว่าจะดูอะไรไม่ดูอะไร คนดูไม่ได้ดูฟรีนะ เขาเสียเวลาในการนั่งดู เขาจึงเลือกได้จะเอาเวลาของเขาเองไปใช้กับอะไร ส่วนภาพยนตร์นั้น ผู้ชมเขาเสียทั้งเงินและเสียทั้งเวลาด้วย พอคิดดูแล้วไม่คุ้ม เขาก็เลือกไม่ไปดูภาพยนตร์ไทย”

 

เจอสถานการณ์แบบนี้ คนในวงการภาพยนตร์จึงผันตัวเองมาทำซีรีส์กันมากขึ้น เพราะมีช่องสถานีโทรทัศน์ที่พร้อมนำเสนอ การันตีว่าถ่ายทำไปแล้ว ออนแอร์แน่ ๆ เพราะถ้าไม่ออนแอร์ ช่องก็จอดำ ซึ่งไม่อาจทำได้ พอได้รับการการันตีแบบนี้ เงินที่ถูกนำมาสร้างมาลงทุนก็มีความแน่นอน ไม่เหมือนภาพยนตร์ที่บางครั้ง ไม่รู้ว่าจะฉายเมื่อไหร่ ถ่ายทำไปแล้วจะได้ฉายไหม เช่น ภาพยนตร์ “Samui song ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ของเป็นเอก รัตนเรือง ถ่ายทำจบไปแล้วกว่าจะได้ฉายในโรงภาพยนตร์ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีเลย ซึ่งมันไม่แน่นอนเลย การันตีอะไรไม่ได้

 

ดังนั้นทุกคนรวมถึงตัวมะเดี่ยวเองก็ต้องเอาตัวรอด ก็ต้องเบนเข็ม ต้องมาทำธุรกิจ เปิดบริษัท ภาพยนตร์ไม่ตอบโจทย์ มันไม่แน่นอน นายทุนก็ไม่แน่ใจ ไป ๆ มา ๆ ไม่สร้างดีกว่า ก็ระส่ำระสาย นอกจากนี้ภาพยนตร์ไทยนั้น ตลาดมันแคบ ในโลกนี้คนพูดอังกฤษ จีนเยอะมาก แต่คนพูดภาษาไทยมันมีไม่มาก เราเป็นประเทศเล็ก ๆ การลงทุนมันก็น้อยด้วย จะไปเทียบกับเกาหลี ก็ต้องเข้าใจว่าประเทศเขาชาตินิยมสูง แข็งแรงมาก เอาตัวรอดได้ อเมริกาเขาสนับสนุนทุกอย่าง เขาก็อยู่ได้นะสิ

 

“แต่ว่าจะทำอย่างไรให้ภาพยนตร์ไทยทำได้อย่างประเทศอื่นเขา อันนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 

ไม่เพียงคนในวงการภาพยนตร์เท่านั้นที่ต้องปรับตัว นายทุนไทยก็ต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะตอนนี้นายทุนจีนกับนายทุนเกาหลีก็เข้ามาในวงการมากขึ้นแล้ว

 

 

มะเดี่ยวอธิบายว่า ก่อนหน้านี้เคยมีโอกาสไปเขียนบทให้กับผู้ชมในประเทศจีน เขียนซีรีส์ที่มีประเด็นเรื่องชายรักชายจนดัง พอดังมาก ทางการจีนก็สั่งให้งดฉาย เคยทำซีรีส์เรื่องผีในจีน ก็ดังมาก แล้วทางการจีนก็สั่งงดห้ามฉายเหมือนกัน แต่คนมันชอบ รัฐบาลยิ่งห้าม คนก็ยิ่งชอบดู ทางการก็เลยขอให้ขึ้นคำเตือน ว่าผีไม่มีจริง ที่เจอแบบนี้ก็เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนเขาถือว่า เรื่องชายรักชายกับเรื่องผีมันทำไม่ได้ เช่น ผีมันไม่มีจริง มันขัดกับคำสอนของพรรค เราก็ต้องแก้ไขบท เช่นเจอผีหลอก ก็ต้องสะดุ้งตื่น เฮ้ย! มันฝันไปวะ หรือเมายา ไม่ก็เขียนว่ามันเป็นมนุษย์ต่างดาวไปเลย ซึ่งทางการจีนไม่ได้ว่าอะไร เขารับได้ แต่พอเรามาทำในประเทศไทย โดนผู้ชมในประเทศด่ายับเลย (ฮา)

 

ในประเทศจีนนั้น เขาจะมีเจ้าหน้าที่พิจารณาตรวจแก้บทอพอไปทำแล้วดังมาก มีเจ้าหน้าที่อีกชุดมาบอกว่าห้ามทำต่อ ซึ่งเราก็ทำต่อไม่ได้ ต้องหยุดเลย เพราะกองเซนเซอร์ที่ประเทศจีนเข้มงวดมากและคาดเดาอะไรไม่ได้ ตีความยากมาก ถ้าไม่ให้ฉายก็คือไม่ให้ฉายเลย ซึ่งตอนเขาพิจารณาบทกันในจีน ต่างจากบรรยากาศกองเซนเซอร์ไทยเลย มะเดี่ยวเคยไปนั่งกับบริษัทจีนที่จ้างเราทำงาน ทางบริษํทเขาก็ลุกเถียงกับกองเซนเซอร์อย่างเอาเป็นเอาตายเลย

 

“คือถ้าเป็นของไทย เราจะแบบ ครับๆๆ แต่ที่นี่เขาเถียงกันดังมาก จนเราเริ่มคิดว่า กูจะติดคุกเปล่าวะเถียงกันขนาดนี้ จะได้กลับประเทศไหม เราได้แต่นั่งเงียบ ๆ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง สงสัยว่ามันเถียงกันเรื่องอะไร เรื่องบท หรือเรื่องน้ำชาไม่ร้อนเปล่าวะ”

 

แต่สุดท้ายก็คงเถียงกันเรื่องบทนี่แหละ เถียงกันแล้วก็จบ เจ้าหน้าที่บอกห้ามทำ ก็โอเคตามนั้น

 

อย่างไรก็ดีตอนนี้คนในประเทศจีน รู้ว่าประเทศตัวเองมีปัญหากับเพื่อนบ้านไปทั่ว ทะเลาะกันเรื่องข้อพิพาทพรมแดน มีปัญหาหมด ยกเว้นประเทศไทย นายทุนจีนเล็งเห็นโอกาสตรงนี้ ก็เลยมาลงทุนในประเทศไทย มาพร้อมกับนายทุนเกาหลีที่เขาอยากสร้างเนื้อหาของเขา แต่มีความเป็นท้องถิ่นตามแต่ละประเทศทั่วเอเชีย เขาก็มาลงทุน ดังนั้นภาพยนตร์ประเภท Theater 1 พวกภาพยนตร์ที่รสนิยมเจาะกลุ่มคนในเมือง จะมีนายทุนจาก 2 ประเทศนี้มาให้เงินลงทุนเยอะมาก ส่วนนายทุนไทยก็จะหันไปลงทุนภาพยนตร์ท้องถิ่นกันมากกว่า

 

ไม่เพียงเท่านี้ ทางพวก Netflix ก็จะมาสร้าง Content ในไทยด้วย เพราะเขาลงทุนสร้างมาแล้วในหลายประเทศ ก็จะมาทำในไทย เราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร เจอแบบนี้นายทุนไทยไม่ถึงกับตายหรอก แต่ต้องปรับตัวพอสมควร และมันก็ไม่ใช่แค่นายทุนในวงการภาพยนตร์ วงการ Digital T.V. และวงการสื่อมวลชนก็ต้องปรับตัวด้วย มันเป็นโจทย์ที่ต้องคิด เพราะเม็ดเงินโฆษณามันหายไปกับกูเกิ้ลกันหมด

 

“อย่างไรก็ดีในยุคนี้รถไฟขบวน Digital T.V. มันมา ใครล่ะจะไปอยากตกขบวน ขึ้นมาก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนิ”

 

นับเป็นการปรับตัวในความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

 

2.เกรียน ฟิคชั่น

หากค้นประวัติมะเดี่ยว ไม่ต้องค้นอย่างละเอียด แค่เปิดกูเกิ้ลเท่านั้น ก็จะรู้ว่าเขาเป็นอะไรหลายอย่างมาก นอกจากผู้กำกับภาพยนตร์ ก็ยังเป็นนักเขียนบท คนประพันธ์เพลง นักดนตรี แม้แต่นักแสดงก็เคยเป็น บัดนี้ขอเพิ่มตำแหน่งผู้ประกอบการให้อีกตำแหน่งด้วย

 

“เราเปิดบริษัท ผลิตสร้างเนื้อหาให้กับลูกค้า ก็ต้องทำงานหลายอย่างพอสมควร แบกรับชีวิตคนลูกน้องเยอะมาก และผู้ลงทุนเขาก็คาดหวังในสิ่งที่บริษัทเราทำด้วย เงินลงทุนที่เข้ามาในบริษัทเราเยอะมาก เหนื่อย แต่เราสนุกที่ได้ทำมันนะ เป็นความท้าทาย ก็สร้างงาน เรียนรู้งานว่าทำแบบนี้คนชอบไม่ชอบ ลดต้นทุน ลงทุนกับเรื่องเทคโนโลยี ทำกำไรเพิ่ม ลดความผิดพลาด แต่ได้คุณภาพเหมือนเดิม โอ้โห..สนุกมาก ๆ”

 

แน่นอนว่าการเป็นเจ้าของบริษัทผลิต Content นั้น ทำให้เขาได้พบเจอกับคนหลากหลาย ทั้งคนรุ่นใหม่ ๆ ที่เข้ามาในวงการนี้ ซึ่งก็มีทั้งพนักงานประจำ และก็พวกฟรีแลนซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้มะเดี่ยวตัดสินใจจ้างพนักงานประจำเยอะมาก เพราะต้องการควบคุมคุณภาพของงาน แต่พอมีกระแสฟรีแลนซ์เข้ามา ก็มีพนักงานบริษัทก็ออกไปทำกันเป็นจำนวนมาก

 

“มันดีต่อบริษัทนะ พวกฟรีแลนซ์นะ อย่าลืมว่าไม่ต้องดูแลรับผิดชอบอะไร จ่ายเป็นรายชิ้น ไม่ต้องดูแลประกันสังคม แถมจะจ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ด้วย เพราะทำงานเสร็จ เราบอกว่า เฮ้ย! ลูกค้าเขายังไม่จ่ายเงินมาให้เราเลยนะ ทำแบบนี้ก็ได้ ดังนั้นปัญหาของฟรีแลนซ์มันเยอะมาก แถมคุมคุณภาพของงานก็ลำบาก แต่เด็กใหม่ ๆ ชอบไปทำเยอะ เรามองว่าพอจบมาแล้วไปเป็นฟรีแลนซ์เลย มันดูเหมือนไม่ได้ผ่านการขัดเกลาเท่าไหร่นัก”

 

การขัดเกลาในที่นี้ ขยายความได้ว่า งานผลิต Content นั้น มันเป็นงานฝีมือที่พวกเราสร้างขึ้นมา หากออกไปสู่วงกว้างก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก ๆ ดังนั้นเวลาสร้างงานฝีมือต้องพิถีพิถัน คัดเลือกสิ่งที่ดี แต่บางคนไม่อดทน ซึ่งการขัดเกลานั้นต้องใช้ระยะเวลาและประสบการณ์ ซึ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการบ่มเพาะคน เพราะมันมีผิดถูกของมัน ทำอย่างไรงานจะออกมาดี ถูกต้อง ไม่เสียเวลาคนอื่นเขา

 

เขายกอย่าง เคยไปเจอเหตุการณ์ที่ ผู้จัดการกองถ่ายมือใหม่ฟรีแลนซ์เลย นัดคนไปผิดสถานที่ผิดเวลา ตายเลย! มันเสียเวลาและเสียเงินของบริษัทด้วย เจออะไรแปลกแบบนี้เยอะ มะเดี่ยวเลยชอบเลือกใช้งานฟรีแลนซ์ที่อายุเยอะนิดหนึ่ง แต่ผ่านการขัดเกลามาแล้ว

 

“ต้องเข้าใจนะว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์นะไม่ใช่โรงเรียนสอนภาพยนตร์แน่ ๆ มันไม่มีเวลาให้ลองผิดลองถูก ถ้าเข้าไปทำแล้วพลาด มันมีคนเสียทั้งเวลาและเสียทั้งเงินในการแก้ปัญหานี้”

 

อย่างไรก็ดี ตัวมะเดี่ยวเองผ่านมาหมดทั้งการเป็นพนักงานประจำและฟรีแลนซ์ด้วย เพราะสมัยก่อนคนในวงการภาพยนตร์เป็นฟรีแลนซ์กันหมด บางทีภาพยนตร์ฉายไปแล้ว ได้เงินยังไม่ครบก็มี แล้วสมัยที่ตัวเขาเคยทำฟรีแลนซ์นั้น คนเขียนบทคือตำแหน่งที่ไม่มีความแน่นอนที่สุดในโลกแล้ว เช่น อาจจะมีโปรเจ็คส์เรื่องหนึ่ง แต่เราไม่รู้ว่าจะผ่านได้เงินจากนายทุนอนุมัติสร้างหรือไม่ แต่มีคนคิดและให้คนไปเขียนบทมา พอเขียนจบ 1 เรื่องบางทีขายไม่ได้ก็มี คนเขียนบทที่ทำก็เลยเขียนงานฟรี ๆ ไปเลย

 

“วงการนี้มันมีคนจับเสือมือเปล่าเยอะ”

 

 

นอกจากนี้มะเดี่ยวยังฉายภาพของฟรีแลนซ์ว่า ด้วยความที่ไม่มีความแน่นอน ใช้เวลาเยอะกว่าจะได้เงินครบ แถมไม่ทำงานก็จะไม่ได้เงิน ดังนั้นก็ต้องรับงานเยอะ จนคุมคุณภาพงานไม่ได้ พอคุณภาพด้อยลง ถือเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อมในระยะยาวเลย

 

ดังนั้นเด็กที่จบใหม่ ๆ บางคนเลยชอบทำงานประจำ แม้จะดูไร้อิสระ เงินน้อยกว่าฟรีแลนซ์ แต่มันมั่นคงกว่า มีคนดูแลชีวิตเรา บริษัทของมะเดี่ยวเองเลยจ้างพนักงานประจำด้านการเขียนบท หากเขียนไปแล้ว นายทุนเท โปรเจ็คส์ไม่ผ่านก็ยังมีเงินเดือนให้ใช้ไป

 

ส่วนมุมมองต่อเด็กรุ่นใหม่นั้น มะเดี่ยวยอมรับว่าคนยุคนี้เก่งในเรื่องการใช้เครื่องมือโซเชี่ยลมีเดีย เก่งเรื่องการสื่อสารกับผู้ชม เก่งด้านการขายพรีเซนท์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก ต่างจากตัวเขาที่ถูกสอนมาในอดีตว่า “ให้คมในฝัก”

 

“แต่สมัยนี้มันไม่ได้ไง ใครจะไปรู้ว่ามึงคม ก็อยู่ในฝักต่อไป” (ฮา)

 

ดังนั้นตัวมะเดี่ยวเองก็ต้องเรียนรู้จากเด็กรุ่นใหม่เหมือนกันในเรื่องนี้ เพราะตัวเขาเองนั้นมีประสบการณ์ความเก๋า แล้วในยุคนี้มันเป็นยุคที่บอกยากว่า เนื้อหาอันไหนดีไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก เลยต้องเรียนรู้จังหวะ เล่นกับคนดูให้เป็น เช่น ซีรีย์วายนั่น ผู้ชมอาจไม่ดูทั้งเรื่องก็ได้ อาจจะดูเฉพาะช่วงที่มันมีฉากจิ้น ๆ ตามที่ออกตัวอย่างไป ดูแค่นั้นแหละ ฟินแล้ว ซึ่งมุมศิลปะมันอาจไม่ใช่เลย แล้วแต่ว่าจะเอามุมมองไหนไปจับ แต่ของเรามันต้องดีหมด ดีเลย มันใช่! ของแบบนี้ต้องเรียนรู้ ในทีมงานของบริษัทเราก็มีคนหลากหลายมาก และเขาเองก็ควบคุมคุณภาพด้วย พร้อมกับเปิดรับมุมมองใหม่ ๆ เสมอ

 

“เราไม่เกี่ยงว่าจะเป็นคนยุคไหน จะยุคใหม่หรือยุคเก่า ยุคปัจจุบัน ทุกคนได้เรียนรู้กันและกัน เติมเต็มมุมมองของแต่ละฝ่าย”

 

เพราะตัวมะเดี่ยวเองนั้นก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยเพียงแค่อายุ 22 ปี มีภาพยนตร์ของตัวเองเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์แล้ว “เราอยากจะบอกว่า ที่ผ่านมาตอนเป็นเด็ก เราก็ต้องสละชีวิตส่วนหนึ่งเหมือนกัน ทุกปิดเทอมเก็บเงินมาก็เอาไปทำหนังสั้น เขียนบท ฝึกฝนตัวเอง เขียนเพลง เราใช้เวลาทุ่มเทกับมันเยอะ ซึ่งมันต้องเสียสละมากเพื่อแลกกับความสำเร็จนี้”

 

อย่างไรก็ดีเขาบอกเราว่า ที่ผ่านมาก็เจอเหมือนกัน คือบางคนทุ่มเทขยันชิบหายวายป่วง แต่ไม่ประสบความสำเร็จเลย บางคนขยันมาก สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ขยันทุ่มเท สอนก็ฟัง แต่พอผลออกมา ตัวงานมันไมได้ แต่เป็นคนดีมาก จะไล่ออกก็ไม่ได้ เลยได้แต่สงสัยว่าทุ่มเทขยันแบบนี้ทำไมไม่ประสบความสำเร็จ(วะ)

 

ดังนั้นงานศิลปะประเภทนี้ มันต้องการจับประเด็นในการเล่าเรื่อง พอทำไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับมันดี นึกได้อย่างหนึ่งคือว่า ที่ผ่านมาเราเขียนเพลงไม่ได้เลย เหมือนสมาธิสั้น ๆ ก็ลองงดเล่นเฟซบุ๊กให้น้อยลงเลยจากเมื่อก่อนที่มัวแต่พิมพ์จิกกัดใครไป ก็เพลาลงไปบ้าง เพราะในนั้นมันมีแต่อะไรสั้น ๆ ซึ่งตัวเรายังชอบอ่านอะไรที่มันยาว ๆ หน่อย

 

 

“พอเจอเฟซบุ๊กปรับอัลกอริทึมแบบ เพจต่าง ๆ เราก็หาอ่านไม่เจอ ไปเจอแต่สเตตัสเพื่อนไปเที่ยว หรือเห็นรูปลูกเพื่อนทำอะไรต่าง ๆ นานาวนไปมา ซึ่งแบบเอ่อ..กูไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น แล้วกูก็ไม่ได้รักลูกมึงขนาดนั้น กูอยากอ่านเพจข่าว ตอนนี้ก็อ่านหนังสือพิมพ์คือแบบอยากอ่านอะไรที่มันมีคนสรุปมาให้ เราไม่รู้ว่าเพราะแบบนี้หรือเปล่า ทำให้เด็กมันมีปัญหาจับประเด็นไม่ได้”

 

อย่างไรก็ดีมะเดี่ยวย้ำว่าจะไปบอกว่าเด็กยุคนี้สู้เด็กยุคก่อนไม่ได้ เพราะเด็กยุคใหม่ที่เก่ง ๆ มันก็มี และพวกคนยุคเก่าที่หัดเล่นอินเทอร์เน็ตบางทีก็ตามกระแสโซเชี่ยลแล้วพลาดมหันต์ไปเข้าใจผิดหลายอย่าง หลงกับกระแสมากไป ทั้งเพลง ทั้งภาพยนตร์ ในกระแสโซเชี่ยลมันบอกว่าดัง แมสแล้ว พอปล่อยออกไปอ้าว ไม่ดัง แป้กก็มี

 

“อยากบอกคนที่พยายาม คนที่ขยันแต่ผลมันไม่เป็นดังที่คิดว่า นี่แหละชีวิต ก็เสียใจด้วย อย่างไรก็ดีแม้จะผิดหวัง แต่อย่างน้อยก็ยังได้พยายามเปล่าวะ”

 

 

3.Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ

ในภาพยนตร์หรือซีรีย์ผลงานของมะเดี่ยวนั้น เราจะเห็นประเด็นชายรักชายอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการนำเสนอที่ไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่เป็นการนำเสนอที่เห็นว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมชาติเรียบง่าย และเขาสร้างผลงานสอดแทรกประเด็นเหล่านี้ตั้งนาน เรียกได้ว่าอาจเป็นคนแรก ๆ ที่นำเสนอจุดประเด็นเหล่านี้

 

ตอนรักแห่งสยาม มะเดี่ยวเองดีใจที่มันเข้าถึงคนจำนวนมากแถมยังประสบความสำเร็จไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่ไปถึงประเทศจีน ถูกเชิญไปโชว์ตัวต่างประเทศ จากเมื่อก่อนถ้าใครทำภาพยนตร์ชายรักชาย มันขายไม่ได้ จนทุกวันนี้ มันกลายเป็นเรื่องปกติมาก ซีรีย์ชายรักชายทำกันมากมายเหมือนชายรักหญิงทั่วไป มีกลุ่มคนดูกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ขายได้

 

“เพศที่ 3 ถูกยกระดับจนกลายเป็นเรื่องปกติแล้ว สังคมไทยเปิดกว้างขึ้นแล้ว จากเมื่อก่อนต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ถ้ามีคนมาบอกว่าตัวเราเองมีส่วนว่าเป็นคนเริ่มจุดประเด็นพวกนี้ เราก็ดีใจมากที่จะได้ยกระดับเนื้อหาประเภทนี้ให้มันเข้าถึงสังคมวงกว้างมากขึ้น”

 

 

อย่างไรก็ดีเขาก็มีประเด็นเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างอื่นที่สนใจมากกว่า และถึงวันนี้มะเดี่ยวยืนยันว่า ยังมีเรื่องที่อยากจะเล่า อยากจะทำเป็นภาพยนตร์อีกมาก

 

โดยเฉพาะเรื่องการเมือง

 

“การเมืองเป็นเรื่องที่สนุกในตัวของมันอยู่แล้ว ลองดูละครบุพเพสันนิวาสสิ มีเรื่องการเมืองสมัยอยุธยาเต็มไปหมดเลย การเมืองในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็น่าสนใจ ถ้าเรากลับไปมองจะเห็นรากมันชัด จะทำให้เห็นว่าหลายฝ่ายที่สู้กันมานั้น มันก็ต่อสู้กันมาตั้งนานแตกฝ่ายแตกกอ สืบทอดการต่อสู้กันมา ถ้าเห็นราก เราอาจจะเข้าใจกันมากกว่านี้ คิดจะสร้างเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะมีใครออกเงินให้ไหม ตอนนี้ก็อยากทำเรื่องของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภรรยาของท่านปรีดี พนมยยงค์ มีเรื่องอยากทำเยอะ แต่มันก็ผันไปตามยุคสมัยและช่วงเวลาในการลงมือทำเหมือนกัน”

 

สุดท้ายนี้ Detectteam ขอให้มะเดี่ยวเลือกภาพยนตร์สักเรื่องให้กับผู้อ่านทุกท่านที่ตั้งใจอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ เขาคิดเพียงแว่บเดียวก่อนจะตอบว่า เลือกภาพยนตร์ของตัวเองเรื่อง “Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ” ที่เข้าฉายเมื่อปี 2555 แล้วกัน

 

เหตุผลที่เขาเลือกเพราะว่า ตอนที่ทำภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น กำลังอายุ 30 ปีพอดี ซึ่งเป็นวัยที่ผ่านอะไรมากเยอะ จึงอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการบันทึกของคนในวัย 30 ปี

 

ซึ่งเป็นวัยที่มันมาครึ่งหนึ่งของชีวิต อีกครึ่งก็จะ 60 ปีแล้ว ถึงตอนนั้นอย่าไปทำอะไรเลย เราคงตามอะไรไม่ทันแล้วล่ะ ตอนเราทำรักแห่งสยาม มันมีการเล่าเรื่องและเนื้อหาที่จับใจ แต่เรื่องนี้ มันลงตัวกว่าทั้งในแง่เทคนิค ในแง่ของวิธีการคิดและในแง่วิธีการเล่ามันออกมา

 

“ควรหยิบมาดูในบ่ายวันอาทิตย์ที่ทุกคนกำลังพักผ่อน ชิล ๆ ก็หยิบภาพยนตร์เรื่องนี้มาดูกัน…อย่างสบายใจ…” มะเดี่ยวทิ้งท้าย

 

-D-