ถนนพระอาทิตย์ผ่านป้อมพระสุเมรุหันหน้ามุ่งเข้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินมาเรื่อย ๆ ไม่ไกลจากก๊วยจั๊บญวน ท่องไว้ในใจ บาร์บาหลี แต่หากมองป้ายภาษาไทยอาจหาไม่เจอ เลยวานขอให้จำชื่อร้านแบบภาษาอังกฤษจะดีกว่า “Barbali Bistro” ร้านเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มาก บรรยากาศงาม ๆ เหมาะ ๆ ชวนจิบเบียร์ ค้นในมือถือก็พบ ค้นในแผนที่ก็ยิ่งหาง่าย ไม่ได้ยากประการใดในการค้นหา

 

เมื่อมาถึง เราสั่งเบียร์อาซาฮีมานั่งจิบ ไม่ใส่น้ำแข็งให้เสียรสชาติ รอเวลาสัมภาษณ์ ความละมุนนุ่มของเบียร์ทำให้ 1 เหยือกหมดไปอย่างรวดเร็ว อยากจะสั่งต่อ แต่กลัวจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับฟังสู่ผู้อ่านได้อย่างไม่ครบถ้วน เพราะสติล่องลอยเคลิบเคลิ้มไปเสียก่อน

 

อรุณี ศรีสุข –อิ๊ม – เธอผู้มีบทบาทมากมาย รวมถึงการเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้เดินทางมาถึงพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ร้านแห่งนี้ได้ประจักษ์ เช่นเดียวกับเรื่องราวความรักที่เธอผันผ่าน บรรยากาศเดือนแห่งความรักกุมภาพันธ์ คู่รักโปรดจงจับมือกันให้แน่นกระชับกันให้ใกล้ คนผู้ผันผ่านการอกหัก โปรดอย่าร้าวรานให้มากมาย มันก็แค่อีกเจ็บหนึ่งในหลายเจ็บของชีวิต

 

เรื่องราวนับจากนี้คือเรื่องราวของความรักที่ อรุณี ศรีสุขนิยามไว้ว่า “ความรักที่แท้จริงนั้น ไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย มันจะอยู่กับเราไปเรื่อย ๆ”

 

 

 

ความรักใน BarBali

ที่มาของร้านแห่งนี้ ไม่ได้เกิดจากเมืองบาหลี ในอินโดนีเซียดังที่หลายคนคาดคิด บาร์บาหลีมาจาก บาร์บารัก เป็นที่ให้คนมารักกัน โดยคำว่า “หลี” มันเกิดจากการนำคำศัพท์ของผู้ชายรุ่นใหญ่ที่ชอบพูดว่า หลีสาว มาหลีกัน ยังหลีเด็กคนนี้อยู่ไหม ก็เลยเอามาตั้งเป็นชื่อร้านแล้วถึงค่อยโยงเชื่อมไปยังบาหลี ซึ่งเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม ร้านจึงปรากฏกายขึ้นในปี 2543 ก่อนจะเกิดตำนานคู่รักอีกหลายคู่ที่มาพบกันในร้านแห่งนี้ตามมา

 

อรุณี ศรีสุขเล่าว่า ที่เธอมาทำร้านแห่งนี้ ไม่ได้คิดแบบธุรกิจเลย ไม่ใช่ว่าจะมาทำร้านหวังรวยไปเลย แต่อยากให้พื้นที่ตรงนี้เปรียบเหมือนการออกจากพื้นที่การทำงาน มาแลกเปลี่ยนความคิดในร้านกาแฟ หรือบาร์ กับเพื่อน ๆ และคนรู้จัก ทั้งนี้เธอและเพื่อน ๆ ไมได้ไปร้านเหล้า ผับบาร์เหมือนคนอื่น แต่ชอบใช้บาร์เพื่อจุดประสงค์นอกจากการดื่มกิน ก็คือมานั่งถกเถียง ปรัชญา ชีวิตการทำงาน ความฝันและความหวังที่อยากเป็น

 

ด้วยเพราะเป็นคนโตมาในยุคพฤษภา 35 ก่อนวิกฤตฟองสบู่จะแตก มันมีบรรยากาศแห่งการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดปรากฏอยู่ อ่านหนังสือ ดูหนัง เพื่อน ๆ ก็ทำงานศิลปะ โฆษณามาตลอด

 

นอกจากนี้เธอและเพื่อน ๆ ยังชอบความมีเสน่ห์แห่งถนนพระอาทิตย์เพราะมันเป็นดินแดงแห่งความขลัง เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์การเมืองในประเทศนี้ก็เปลี่ยนแปลงกันแถว ๆ นี้ จึงหาพื้นที่มานั่งพูดคุยแชร์กัน อ่านหนังสือเรื่องอะไร ดูภาพยนตร์เรื่องนี้หรือยัง ตอนนั้นความรักยังไม่มีใครพูดถึง คุยกันแต่เรื่องงานที่ไปทำกันมาระหว่างเพื่อน ๆ เท่านั้น

 

“ก่อนจะมาเปิดร้านบาร์บาหลี เราทำร้านกอมเม่มาก่อน เคยจัดงานปาร์ตี้ บราวนี่ในช่วงกุมภาพันธ์วาเลนไทน์ แบบในหนังเรื่อง Notting Hill มีเพื่อนสาว ๆ ผลัดกันมาหยิบบราวนี่ ก่อนกินต้องพูดความลับของความรักตัวเองออกมา ทีนี้มีน้องคนหนึ่งหยิบบราวนี่แล้วสารภาพพูดออกว่า กูหลงรักเพื่อนตัวเองวะ”

 

ฟังจบทุกคนอึ้งเลย ช็อก เพราะมันเป็นเรื่องต้องห้ามของเพื่อน ๆ ทุกคน เพราะการที่เราเป็นเพื่อนกันนั้นมันดีมาก ไปกินเที่ยวเดียวกัน เนื่องจากสนิทกันมาก จนเราอาจไม่ล้ำเส้นกันในเรื่องนี้ พอมีคนพูดประโยคนี้มาว่าหลงรักเพื่อน มันจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามต่อว่าที่ชอบเพื่อนนะ เพื่อนคนไหน เป็นใครกัน เพราะไม่มีใครอยากรู้ มันเป็นเรื่องต้องห้ามในกลุ่มของพวกเรา

 

“เพราะทุกคนก็มีความลับเป็นของตัวเอง ดังนั้นทุกคนจึงต้องเก็บเรื่องของตัวเองไว้”

 

Detectteam มีความเห็นกับกรณีนี้ว่า “เรื่องบางเรื่องก็ควรจะเป็นความลับไปตลอดกาล เพราะหากเปิดเผยมาแล้วสั่นสะเทือนก็ควรเก็บมันไว้อย่างนั้นในที่ซุกซ่อนตลอดไป”

 

กลับมามุ่งสู่ประเด็นความรักที่เกิดขึ้นในร้านแห่งนี้ อรุณียังจำได้ถึงคู่รักแรกของร้านนี้ ก่อนเล่าให้ฟังว่าเป็นเรื่องราวของน้องผู้หญิงในกลุ่มเพื่อน ๆ นี่เอง ซึ่งมาที่นี่ในวันเปิดร้านวันแรก ช่วงเดือนธันวาคมปี 2543 น้องผู้หญิงนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ วันนั้นคนเยอะมาก แล้วมีผู้ชายเดินเข้ามาตรงเคาน์เตอร์ถามน้องว่า “ปีใหม่จะไปเที่ยวไหน”

 

ตอนนั้นทุกคนงงกันหมด เพราะที่นั่งกันอยู่ก็มีแต่สาว ๆ ทั้งนั้น ไม่มีใครรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน แต่น้องที่ถูกถามก็บอกไปว่า “จะไปเที่ยวลาวกับเพื่อน ๆ”

 

ทางผู้ชายก็ตอบว่า “ไปด้วยนะ”

 

คือมันประหลาดมาก ผู้ชายคนนี้แปลกมากเพราะกล้าถามว่าจะไปด้วยได้ไหม แต่ก็ไม่ได้คุยต่อ จนอีกวัน ผู้ชายเข้ามาขอเบอร์โทรศัพท์น้องจากผู้จัดการร้าน แล้วขอไปลาวด้วยจริงๆ ซึ่งน้องก็โอเค ให้ไปด้วยกับเพื่อน ๆ แต่มีเงื่อนไข คือ ถ้ารู้สึกว่าตอนไปเที่ยวแล้วเกิดไม่ชอบ เคมีไม่ตรงกัน ก็ต้องแยกกันนะ ต่างคนต่างไป

 

“ปรากฏว่า พอไปลาวด้วยกัน กลับมาจากลาวแล้ว ก็ไม่แยก แถมผู้ชายก็ไม่เคยจากไปไหนเลย อยู่ด้วยกันกับน้องผู้หญิงจนตอนนี้มีลูกอายุ 3 ขวบแล้ว กลายเป็นครอบครัวหนึ่งของร้านแห่งนี้ด้วย”

 

อิ๊มอธิบายต่อว่า ความรักที่เกิดในร้านแห่งนี้นั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากตัวเธอเอง มันเหมือนตัวเธอมีเซนส์บางอย่างที่รู้สึกว่าคนสองคนจะต้องมีความสุขแน่ ๆ หากอยู่ด้วยกัน  ซึ่งเธอจะดูออกว่าใครเหมาะที่จะอยู่คู่กัน เพราะมันจะมีเคมีบางอย่างของคนมีทัศนคติข้างในสองคนที่ตรงกัน แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้เกิดจากตัวเธอ แต่มาเจอคู่รักเอง พามาเดตที่ร้านแห่งนี้จนเป็นแฟนกันแล้วถึงมาเล่าให้เธอฟังในทีหลัง ซึ่งตอนนี้ก็แต่งงานกันไปแล้วด้วย

 

 

“มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเรียนเก่งทางภาษามาก แต่มีปัญหาชีวิตคู่เพราะผู้ชายที่ผันผ่านมาไม่ลงตัวสักที ที่นี้น้องผู้หญิงคนนี้เป็นมุสลิมมาบอกเราว่า พี่หาแฟนให้หนูหน่อย พอเราฟังเลยบอกไปว่า ใจเย็น ๆ ถ้าอยากเจอความรักที่ดี ด้วยความจริงที่รู้สึกจริง ๆ เราเชื่อวันหนึ่งคนนั้นจะเจอเอง” อธิบายเพิ่มเติมก็คือ..ไม่ต้องไปดิ้นรนหาหรอก

 

เรื่องนี้เริ่มจากการที่เธอชอบมานั่งคัดภาษาอารบิกที่ร้าน เพราะเธอชอบภาษานี้ บอกว่าเป็นภาษาที่งดงามมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีน้อง ๆ พาเพื่อนมาแล้วแนะนำว่า เขาเป็นผู้ที่ตอบคำถามภาษาอารบิกได้อันดับที่ 1 ของประเทศไทย อรุณีรู้ในทันทีว่าจะต้องเกิดการเชื่อมต่อกันแน่นอน หากทั้งสองคนพบกัน คนหนึ่งหลงรักภาษาอารบิก อีกคนตอบคำถามภาษาอารบิกได้ระดับประเทศ เลยนัดให้มาเจอกันอีกครั้ง พอมาเจอกันอีก ทั้งสองก็รักกัน และรักกันมากจวบจนถึงทุกวันนี้ มีลูก 2 คน พาลูกมาเล่นที่ร้านแห่งนี้ ชีวิตมีความสุขมากกกกกกกก…

 

อรุณีกล่าวต่อว่า คู่รักที่มีเคมีตรงกันนั้น มันไม่เกี่ยวกับสถานภาพทางสังคมใด ๆ เลย เมื่อเจอหน้ากัน ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้ มันก็เกิดความรู้สึกขึ้นแล้ว มีเรื่องของไฮโซสาวสวยคนหนึ่งกับผู้ชายดิบ ๆ  ที่ชอบแสดงออกนิสัยถ่อยนิด ๆ ดูเหมือนไปด้วยกันไม่ได้ แต่มันมีเคมีบางอย่างตรงกัน ไฮโซสาวมาที่ร้านแห่งนี้แล้วพบผู้ชายดิบ ๆ คนนี้ที่เคาน์เตอร์บาร์ จากนั้นบางอย่างก็เกิดขึ้น ไฮโซสาวสวยกลับชอบผู้ชายคนนี้เฉยเลย โดยบอกว่า

 

“ไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนที่จริงขนาดนี้”

 

มันเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของเธอ เพราะที่ผ่านมา ผู้ชายข้างนอกที่พบเจอ เป็นคนหลอกลวง เจ้าชู้ แต่ผู้ชายดิบ ๆ คนนี้เธอไม่เคยเจอ พูดทุกอย่างจริงหมด ลึก ๆ แล้วเป็นคนน่ารักนิสัยดีมาก ทั้งสองรักกัน รักกันมาก จนเราต้องบอกว่า

 

“พวกมึงช่วยรักกันเบา ๆ หน่อย” (ฮา)

 

ฟังแล้วคนโสดคงจะอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง

 

 

Bars Bali จึงเป็นพื้นที่แชร์ทุกอย่าง แล้วทำให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง ได้แสดงทัศนคติจริง ๆ มีความจริงใจ ถ้าได้มาเจอกัน ณ ที่แห่งนี้ มันจึงไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะมันจริงมาก ทุกคนแสดงความจริงออกมาให้กันและกันเห็น มันไม่เสแสร้ง ที่นี่ไม่มีใครคิดว่าเป็นผับบาร์ จุดประสงค์การเปิด จึงคิดเพียงว่ามันเป็นพื้นที่ให้คนมาเจอกัน คนอกหักที่มาร้านนี้จึงชอบมาก มาแล้วรู้สึกดี บางทีความรักมันไม่ได้แย่หรอก มันก็แค่ไม่ใช่เวลาของเราแค่นั้นเอง ถ้ามีเวลาของเรา มันก็จะมาเอง

 

“มีนักข่าวคนหนึ่งเคยเดินไปหาสาวที่อกหักนั่งร้องไห้ในร้านซึ่งไม่รู้จักกันนะ เขาบอกว่า ถ้าคุณเลิกร้องไห้เมื่อไหร่ ผมจะเลี้ยงเบียร์คุณ” มันมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในร้านนี้จริง ๆ พอผู้ชายเขาพูด ก็เฮกันทั้งร้านเลย แล้วผู้หญิงก็รู้สึกดีขึ้นมาด้วย

 

ที่ตรงนี้มันจึงโกหกไม่ได้ อรุณีมีมุมมองเรื่องความรักว่า “ความรักควรเป็นเรื่องที่จริงสุดในชีวิต” เพราะการมีความรักที่ดี มันจะส่งผลไปถึงการใช้ชีวิต การทำงาน ถ้าเรามีความรักไม่ดีมันจะส่งผลไปถึงทุกเรื่องเลย ชีวิตต้องบาลานซ์ให้ดีระหว่างความรักกับการทำงาน อีกทั้งความรักยังเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน ความรักทำให้ชีวิตมีค่า คนที่มาเจอกันแล้วกลายเป็นคู่รักกันนั้น ถือว่าโชคดี แล้วคนที่พบรักกันในร้านแห่งนี้ก็โชคดีจริง ๆ

 

“แต่เราก็ไม่ได้โชคดีกันทุกคน เราอาจไม่เจอโชคตรงนี้ ก็อย่าฝืน บางคนก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจเท่านั้น แต่มันก็ไม่ใช่โชคร้ายนะ ก็แค่ไม่ใช่เวลาของเราเท่านั้นเอง”

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเธอกับเพื่อนกลับมีกฎเกณฑ์กติกาว่าจะไม่ชอบคนที่มาร้านนี้ จะตกหลุมรักในร้านพื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ ถ้าจะให้ดี ขอไปเจอกันข้างนอกร้านจะสนุกกว่า ฟังแล้วพบว่ามันช่างเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งอย่างยิ่ง

 

“ในร้านของเรามีคนตกหลุมรักกันเยอะ แต่พวกเราตกลงกันไว้แล้ว มันย้อนแย้ง ใช่! พวกเราก็มีวิธีคิดชัดเจน อีกเรื่องก็คือพวกเราจะไม่ยอมเป็นชู้ใครเด็ดขาด จะไม่ชอบคนที่มีเจ้าของ เราจะไม่มีวันทำเด็ดขาด เพราะถ้าเราทำ เราจะไม่มีวันได้เจอของจริง” หญิงสาวเจ้าของร้านแห่งนี้กล่าวเรียบ ๆ ก่อนจะอธิบายต่อว่า

 

ในสนามแห่งความรัก ย่อมมีเรื่องบางอย่างที่ไม่อาจทำได้ “รักเขาได้ แต่ถ้าเขามีเจ้าของมีครอบครัวแล้ว ก็ไม่สามารถเอาเขามาเป็นของเราได้ แม้เคมีจะตรงกัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ มันเป็นกฎข้อห้ามของความรัก มันมีกฎของมนุษย์ มันมีสัจธรรมของมันอยู่ ถือเป็นความรักที่มีเงื่อนไข”

 

 

 

เท่ารักเธอ

Detectteam ใช้ความกล้าอยู่พอสมควรกว่าจะถามเธอได้ เป็นคำถามที่เธอตอบว่า ขณะนี้ตัวเธอเป็นโสด

 

ที่ผ่านมาเราชอบหลงตกหลุมรักคนอื่น ชอบความรู้สึกนั้น แม้มันจะไม่ค่อยมีความชัดเจน ตอนเขียนนิยาย ก็อิงจากชีวิตจริง ตอนเราทำงานใหม่ ๆ ต้องทำงานกับผู้ชาย 12 คน เราเป็นผู้หญิงคนเดียว เป็นสังคมผู้ชาย ทำให้เรารู้หมดเลยว่า ต้องเอาตัวรอดจาก 12 คนนี้อย่างไร

 

“เราเลยมีวิธีกันผู้ชายที่เราไม่ชอบออกไปจากชีวิต ก็ได้วิชาจากการฝึกมาจากผู้ชาย 12 คนนั้นแหละ บางคนหล่อเท่มาคุยกับเรา แต่คุยแล้ว ไม่ใช่เลย เขาต้องเข้าใจผิดว่าเราเป็นผู้หญิงแบบอื่นแน่เลย คงไม่รู้จักเรา เรารู้เลยว่าอีกสักพักเขาคงเลิกชอบเรา เพราะของแบบนี้ ผู้ชายหล่อเท่แบบนี้น่าจะไม่ชอบผู้หญิงแบบเราหรอก แต่ถ้าเขายังรุกมาก เราก็จะหายตัวไปจากชีวิตเขา”

 

ในช่วงเวลาทำงานใหม่ ๆ นั้น เธอก็มีความรักอย่างหนัก ๆ  ณ ตอนนั้น แต่เป็นความรักที่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เขาก็มีครอบครัวแล้ว ผู้ชายที่เธอชอบก็รุ่นใหญ่ ตอนนั้นเป็นเด็กก็คิดเพียงว่า เขาน่าจะเอาเธออยู่ เพราะทำให้เธอรู้สึกขนาดนั้น

 

“เราเชื่อว่าความรักไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่มันมีหลายรูปแบบ เช่น เราชอบคนนี้มาก แต่ไม่สามารถทำให้เขามารักเราได้ คือถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องปล่อยเขาหายไปจากชีวิตเรา สุดท้ายแล้วเราจะแปลงสิ่งเหล่านี้เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อนให้ได้”

 

นิยายของเธอที่เราเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ชื่อเรื่องว่า “เท่ารักเธอ” ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สุดสัปดาห์ เมื่อสิบกว่าปีก่อน พิมพ์ไปแล้ว 3 ครั้งด้วยกัน ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง มันเป็นความรักที่มีเงื่อนไข นนทรีย์ นิมิบุตรกับเป็นเอก รัตนเรือง เขียนคำนำให้ โปรยหน้าปกไว้ว่า “เรื่องรักสำหรับคนที่หัวใจขาดวิ่น” ชื่อหนังสือมาจากเพลง เท่ารักเธอ ของ ตุ๊ Carry On มันสอดคล้องกับเรื่องที่ว่า ถ้าเรารักใครสักคนเท่ากับรักตัวเองหรือรักตัวเองเท่ากับรักคนนั้นซึ่งมันก็คงดีสินะ เป็นนวนิยายที่น่าอ่านเล่มหนึ่งสำหรับมนุษย์ทุกผู้นาม ที่หัวใจขาดวิ่น และเคยมีหัวใจขาดวิ่น

 

อรุณีบอกว่า “เท่ารักเธอ” เป็นนวนิยายของการให้อภัยตัวเอง เพราะเราเจ็บปวด แล้วตอนนั้นคิดว่าการที่ตัวเองเป็นโสดนั้น แสดงว่าตัวเองมีปัญหาแน่นอนถึงยังเป็นโสดอยู่ ซึ่งก็คิดแบบนั้นก่อนลงมือเขียนหนังสือ และกลายเป็นการเขียนเพื่อเยียวยาตัวเองไปเลย ตอนนั้นคิดว่าเราเป็นอะไรนะ ทำไมไม่รักใครเลย พอลองเขียนแล้ว ก็ค้นพบว่า ก็แค่มันไม่ใช่เท่านั้น อย่าไปทุกข์เลย เพราะความทุกข์มันเอาตายนะ เขียนจบก็คิดว่า จะไม่โหยหามัน ก็ปล่อยมันเดินทางไป แล้วเราก็เดินทางไปกับมันด้วย เดินทางไปเรื่อย ๆ

 

“ตอนนี้เราคิดอยู่ว่าอยากเขียนนิยายเล่มต่อไปอยู่นะ ก็เขียนไปแล้ว 10 กว่าหน้า แล้วก็แบบทนไม่ได้กับตัวเอง ไปเล่าความรักของตัวเองและของเพื่อน ก็กลัวจะโดนเพื่อนคนรู้จักมากระทืบเอา” (ฮา)

 

แต่อรุณีย้ำว่า นิยายเล่มต่อไป คงจะเขียนถึงที่นี่ BarBali แห่งนี้ แน่นอนก็คงจะต้องเป็นเรื่องความรักเหมือนเดิม คงเป็นความรักที่ไม่สมหวัง แต่ก็ไม่ผิด เพราะมันเป็นความกล้าบ้าบิ่นระหว่างวัยเท่านั้น

 

Detectteam และผู้รักในหนังสือทุกท่าน น่าจะรออ่านโดยมีความหวังว่าจะเสร็จตีพิมพ์วางขายโดยไว ขอเป็นกำลังใจให้..

 

 

 

ความรักแบบอรุณี

“จริง ๆ เราก็ไม่อยากเป็นโสดนะ” อรุณีพูดขึ้น

 

ที่ผ่านมาคนที่เธอชอบนั้น เขากลับไม่ชอบ ส่วนคนที่มาชอบเธอนั้น เธอก็กลับไม่ชอบ มันจะให้ทำอย่างไรได้เล่า จะให้ฝืน ๆ หน่อยให้กับคนที่ชอบเราดีกว่า มันก็ทำไม่ได้ ที่ผ่านมาเธอชอบคนที่ดูเงียบ ๆ ดูไม่มีตัวตนแต่เจ๋ง เธอชอบผู้ชายแบบนั้น บางครั้งคิดว่าคนเหล่านี้อาจจะกลัวเธอ เพราะด้วยลักษณะท่าทางและงานที่ทำ แต่ก็คิดว่ามันไม่ใช่คิวเรา ยังไม่มีโชคตรงนั้น

 

“แต่ถามว่ากลัวการอยู่เป็นโสดตลอดชีวิตไหม เราไม่กลัวนะ..ดีออก..ได้ตกหลุมรักไปเรื่อย ๆ”

 

เธอเล่าว่า ถ้าอยู่กับคนที่ไม่ใช่ มันก็คงไม่ใช่ พอเราเดินทางเยอะ เราจะไม่ยอมที่จะอยู่กับคนที่ไม่ใช่ มันทนไม่ได้แม้จะแค่วินาทีเดียวก็อยู่ไม่ได้ นี่แหละที่ทำให้ตัวเราเป็นแบบนี้ เพราะบางทีความสัมพันธ์มันก็ต้องพิจารณากันไป บางคนเป็นเพื่อนที่ดี พอมาเป็นแฟนแล้วโคตรเลวร้ายเลย “ชีวิตที่ผ่านมาเราเจอกับความรักที่มีเงื่อนไขมาโดยตลอด”

 

เราถามถึงเรื่องพรหมลิขิต เจ้าของร้าน Bars Bali ตอบว่าเชื่อ แต่ไม่เชื่อในเรื่องชาตินี้ชาติหน้า มองแค่ว่า การที่คนสองคนได้เจอกันนั้น ก็อาจทำให้เราได้เรียนรู้ เรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้น ณ จุดนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราไม่อาจรู้ได้ว่าคนนี้ถูกส่งให้มาเจอเรา มันมีเหตุผลบางอย่าง

 

ถ้ามัน “ใช่” มันก็ต้อง “ใช่” แต่มันก็ต้องต่อสู้ตรงคำว่า “ใช่” นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญ เพราะต้องแน่ใจดี ๆ ว่ามัน “ใช่” จริง ๆ ไหม ซึ่งมันเยอะมากระหว่างทาง เราก็ต้องตรวจสอบตัวเองก่อนว่า มัน “ใช่” ไหม ถ้าไม่ “ใช่” ก็แค่อกหักเพื่อจะได้ชีวิตต่อไปข้างหน้าเท่านั้นเอง

 

“เคยมีน้องผู้หญิงพาผู้ชายมารู้จัก เรากับเพื่อนมองแล้วรู้สึกเลยว่า คนนี้เหรอ ที่บอกว่า “ใช่” คือแบบเหมือนนั่งรถไฟเหาะเลย คือครั้งแรกมันก็สนุกมีความสุขมาก ครั้งที่ 2 อาจอ้วกแตกได้นะ พอครั้งที่ 3-4 มันอาจไม่ไหวหมดแรง เรื่องแบบนี้เราต้องระวัง บางครั้งความรักไม่ต้องการหวือหวา แค่เดินเฉย ๆ ไปด้วยกันก็ได้ ถ้าเราอยากเจอสิ่งเหล่านี้ ก็แค่เดินให้เป็นเท่านั้น”

 

ที่ผ่านมาเธอไม่เคยนิยามความรัก หากให้นิยามก็คงจะนิยามไปว่า “เพราะความรักก็คือความรัก” ซึ่งมันมีเหตุผลของมัน ถ้าอยากอยู่ด้วยกัน เดินไปด้วยกัน ไปเจอปัญหาด้วยกัน ก็ขอให้ทำเลย

 

“เราอยากบอกคนหนุ่มสาวว่า ในช่วงวัยนี้ เรื่องความรักอยากทำอะไรทำไปเลย ทำสุดโต่งไปเลย พอแก่มาแล้วไปทำมันน่าเกลียด”  (ฮา)

 

เธออธิบายต่อว่า ของบางอย่างต้องทำตามวัย อยากมีความรักก็ทำเลย ดังนั้นชอบใครก็จีบเลย ได้ไม่ได้ว่ากัน แต่ขอเตือนว่า ถ้าไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ แล้วก็ต้องจัดการให้เป็นนะ เพราะคนบางคนอาจจะโกรธที่เราทำแบบนี้ โมโหคลั่งคิดทำอะไรอันตรายก็มี โทร.มามิสคอลล์ 30-60 สายทำไง คลั่งมาฆ่าทำไง มันเป็นไปได้หมด

 

“ถ้าเราไม่ได้ชอบใคร แล้วไปให้ความหวังเขา สิ่งที่ตามมาต้องรับผิดชอบเองนะ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้เป็น ระวังให้ดี”

 

ดังนั้นผู้หญิงที่ชอบโปรยเสน่ห์ พวก Flirt เนี่ยต้องระวัง เธอคิดว่าทำแบบนี้มันไม่ค่อยมีสติ ความรักไม่ใช่เกิดจากสิ่งนี้ เหมือนอยากหาความมั่นใจให้ตัวเองโดยการทำให้ผู้ชายมาชอบ โชว์เพื่อนว่ามีคนจีบเยอะ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ แล้วอย่าลืมถึงผลที่ตามมาด้วย ดังบรรทัดข้างบนนี้

 

ส่วนคู่รักที่มีลูกนั้นต้องระวัง เธอคิดว่าความสัมพันธ์แห่งความรักไม่ใช่ไปยกความสำคัญให้ลูกหมด อันนี้ผิด ยิ่งมีลูก ยิ่งต้องรักเพื่อประคองไปให้ที่สุด ทั้งสองต้องแบ่งเวลาอยู่ด้วยกัน ลูกฝากใครเลี้ยงก่อนในช่วงเวลาที่คู่รักไปนั่งคุยสานความสัมพันธ์ เพราะวันหนึ่งลูกก็ต้องเติบโตไป ซึ่งก็จะเหลือคู่รักสองคนเท่านั้น ยิ่งรักกันนาน ๆ ลูกก็จะได้เติบโตในครอบครัวที่มีความรักด้วย

 

“ต้องหมั่นเติมความรักให้กัน สุดท้ายเด็กโตไป เราก็เหลือเพียงกันและกันเท่านั้น”

 

 

 

สัญชาตญาณแห่งความรัก

ในประเทศไทยเธอเชื่อว่า ความรักของคู่รักนั้นมีตัวแปรมากไป ทั้งสถานะทางสังคม การงาน การเงิน ครอบครัว ความเชื่อ ดวง ทั้ง ๆ ที่ในต่างประเทศเขาไม่สนใจเลย ทำไมคนในประเทศนี้จะต้องแคร์ทุกอย่างไปหมด การเป็นมนุษย์นั้นไม่ต้องแคร์อะไรมาก ก็แค่ตื่นมาแล้วมีความสุขก็พอ

 

อรุณีอยากให้คนเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง เธอระบุว่า คนไทยเดินทางน้อย ซึ่งการเดินทางก็ไม่ได้หมายถึงไปต่างประเทศ ซึ่งตรงนั้นเดินทางกันเยอะมากอยู่แล้ว แต่มันยังหมายถึงการเดินทางเข้าไปภายในใจด้วย ซึ่งยังน้อยอยู่ เราจะต้องเปิดตัวเอง พูดคุยกับคน มีเพื่อนดี ๆ อ่านหนังสือเยอะ ๆ ดูหนังดี ๆ เรียนรู้ชีวิต ไปในที่ซึ่งไม่เคยไป

 

“พอตัวเราเปิด เราจะพบว่าตัวเองเป็นมนุษย์แบบไหน ต้องการอะไร ซึ่งก็จะดึงดูดคนแบบเดียวกับเราเข้ามา เพราะชีวิตที่ผันผ่าน จะทำให้เรากำหนดชีวิตเอง เราจะพบพลังบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่า ตัวเราใช่ในเรื่องนี้ หรือไม่ใช่กันแน่”

 

ทุกวันนี้คนเราใช้สัญชาตญาณน้อยลง ไปเชื่อหมอดูกันหมดเลย เชื่อดวงทุกอย่าง ทุกคนเกิดเดือนเดียวกันเหมือนกันหมดเลย เกิดวันเดียวกัน เจ็ดวัน มีคน 7 ประเภท ทุกคนทำตามที่หมอดูบอกหมดเลย ทั้งที่ความรักของแต่ละคนไม่มีทางเหมือนกันได้หรอก

 

เธอเชื่อว่า คนเรานั้นอาจเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนความคิด ไหลไปตามสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่ลึก ๆ แล้ว ความรู้สึก สัญชาตญาณ ปัจจัยที่เกิดมาเป็นเราซึ่งสั่งสมมาในชีวิต เป็นหลักในชีวิตเราที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Core นั้น มันไม่ค่อยเปลี่ยน

 

แต่หากจะเปลี่ยน ก็คงเป็นเพราะ “ความรัก”

 

“คนบางคนต้องการความรักมาก แต่ไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องเปลี่ยน”

 

เธอยกตัวอย่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีหลักคิดว่า จะไม่เลือกผู้หญิงที่มาจากครอบครัวที่พื้นฐานไม่ดี ไม่สมบูรณ์ เธอฟังแล้วคิดว่าเกินไปหน่อยไหม ใจแคบมากเลย คบไปมีปัญหาแน่ มันตัดสินล่วงหน้าแบบนี้ก็แย่สิ ซึ่งมันก็อาจมีส่วนจริง แต่มันไม่ใช่ทุกคนเปล่า ตัวเราเองอาจเติมเต็มให้เขาก็ได้ ใครจะรู้…

 

“เพราะทุกคนล้วนแล้วมีชีวิตเป็นของตัวเอง เราอาจต้องแคร์ครอบครัว เพื่อน หน้าที่การงาน แต่ในความเป็นมนุษย์ เราไม่จำเป็นต้องแคร์ใคร ถ้าเราอยู่กับคนนี้แล้วมีความสุขมาก ๆ เราไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย มีแค่คน ๆ หนึ่งที่มีความสุขแล้ว ไม่ต้องโหยหา แค่เธอไปไหน ฉันก็ไปด้วย ฉันอยู่กับเธอ แล้วเธอก็มีฉันอยู่เคียงข้าง เท่านั้นเอง…” อรุณี ศรีสุขกล่าวทิ้งท้าย

 

Detectteam จำนนถ้อยคำแห่งบทสรุป เรื่องราวจากการสัมภาษณ์อิ่มเอมเป็นอย่างยิ่ง จึงทำได้เพียงขอให้มนุษย์ทุกคนมีความสุขกับชีวิต และขอให้ค้นพบความงามจากความรัก ทุกผู้ทุกนาม ใครที่โชคดีก็ขอยินดีให้มีความสุข ใครที่ยังไม่พบ ก็ขอให้รอคอย แล้ววันหนึ่งจังหวะจะเป็นของเราเอง…

 

ขอเพียงให้เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง…เยอะ ๆ

 

 

-D-