ตอนที่ 2

 

หมาบิน

 

 

สะบายดี…อีกครั้ง ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก หลังจากที่เล่าเรื่องการเดินทางจากเมืองบางกอก สู่ สปป.ลาว เมื่อครั้งที่แล้ว มาในครั้งนี้ผมจะไม่ต่อความยาวสาวความยืดให้มากความ ผมขอเล่าการเดินทางต่อเลยแล้วกัน

 

หลังจากที่ผมกับวัตสันนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ ในห้องพักที่สุดแสนสบายภายในโรงแรม “New Lao Silk Hotel” เราสองคนตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า พร้อมยิ้มรับแสงแรกของเมืองเวียงจันทน์

 

หลังจากที่เราอาบน้ำแต่งตัวและเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางต่อเป็นที่เรียบร้อย เราก็ลงมากินอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ โดยมีเมนูให้เลือกตามประเภทของอาหาร อาทิ ไข่ออมเลต ไข่ดาว ไข่เจียว แฮม ไส้กรอก หรือจะเป็น สลัดก็พร้อมบริการ โดยจะมีเพียง 1 ชุดต่อหนึ่งคนเท่านั้น (แต่ให้เยอะมาก) ส่วนน้ำผลไม้ ขนมปังปิ้งพร้อมแยมและเนย ชา กาแฟ ก็มีให้กินนะ สามารถหยิบได้แบบรีฟิล หรือจะสั่งนอกเหนือจากนี้ก็มีค่าใช้จ่ายตามราคาที่กำหนด

 

ทั้งนี้เครื่องปรุงทั้งหลายที่วางอยู่บนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นซอสทุกชนิด พริกไทย ต่างเป็นภาษาไทย ยี่ห้อที่คนไทยคุ้นเคยดีทั้งสิ้น นี่สินะที่เรียกว่า “เมดอินไทยแลนด์” เห็นสินค้าไทยในต่างแดนแล้วช่างน่าปลื้มใจจริง ๆ

 

 

 

หลังจากกินเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เราก็ขึ้นไปเอากระเป๋าเป้ที่เตรียมไว้บนห้องพัก กินยาแก้เมารถกันคนละเม็ด และลงมาเช็คเอาท์ที่เคาน์เตอร์ ก่อนจะนั่งรอรถที่ล็อบบี้โรงแรม ซึ่งเขาจะมารับเราตามเวลาที่นัดหมาย พาเราสองคนขึ้นรถที่หน้าตาเหมือนรถสองแถว โดยจะจอดตรงข้ามกับฝั่งของโรงแรม เราแบกของเดินตามคนขับไป ขึ้นนั่งพร้อมนักท่องเที่ยวอีกสองคน

 

จากนั้นรถก็แล่นไปตามทางเพื่อตระเวนรับนักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติตามโรงแรมที่นัดหมาย ขอบอกเลยว่าจากที่นั่งสบายๆ เราต้องอัดกลายเป็นปลากระป๋องเพราะทั้งนักท่องเที่ยวและสัมภาระของแต่ละคนก็ไม่ใช่น้อยๆ ขนาดสาว 3 เมืองกิมจิ ที่ขึ้นรถเป็นกลุ่มสุดท้ายยังต้องใช้วิทยายุทธที่คนไทยช่ำชองในการโหนรถ ดีที่รถคันนี้ขับไม่เร็วมากจึงไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แถมจุดที่ตระเวนรับนักท่องเที่ยวกับจุดจอดรถทัวร์และรถมินิแวน ก็อยู่ในละแวกเดียวกัน ไม่นานนักพวกเราก็มาถึงจุดจอดรถที่มีรถทัวร์และรถมินิแวนจอดรอพวกเราพร้อมสรรพ

 

ฝ่ายนักท่องเที่ยวที่จองตั๋วไว้กับการเดินทางด้วยมินิแวน ก็ทยอยกันขนสัมภาระไปให้คนขับเพื่อเอาไปวางไว้บนหลังคารถ พร้อมใช้เชือกมัดให้แน่น เอาผ้าใบคลุมกันฝุ่น มองเผิน ๆ เหมือนการเดินทางแบบหนังคาวบอยตะวันตก ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ซื้อตั๋วกับมินิแวน ก็ขึ้นรถทัวร์ปรับอากาศกันได้ โดยมีคำที่เขียนว่า “VIP” อยู่หน้ากระจกรถ

 

สภาพรถจะไม่ขอบรรยายมาก ให้นึกภาพรถที่ใช้ในการการเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ  แต่บอกเลยว่าถ้ามาเปิดคาร์แคร์ที่นี่คงรายได้ดีไม่น้อย ผมกับวัตสันเลือกนั่งหน้าสุด (ตั๋วไม่ระบุที่นั่ง สามารถเลือกได้ตามใจชอบ) พวกเรานั่งรอรถที่ไปตระเวนรับนักท่องเที่ยวตามจุดต่าง ๆ ที่เริ่มขนคนเข้ามา เพื่อเติมเต็มที่ว่างบนรถทัวร์ที่ขาดหายไป ใช้เวลาไม่นานนักก็เต็มทุกที่นั่ง

 

เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากจุดจอด ผมตั้งหน้าตั้งตานั่งชมวิวเมืองลาวอย่างเต็มที่ แต่อนิจจาด้วยสภาวะรถที่วิ่งผ่านฝุ่นมาอย่างโชกโชนจึงทำให้ทัศนวิสัยอาจพร่ามัว ถ่ายรูปออกมาไม่ชัดสักเท่าไหร่ ผมจึงเก็บภาพไว้ในความทรงจำตามเส้นทางที่รถเคลื่อนผ่าน รถใช้ความเร็วอยู่ที่ไม่เกิน 40 กิโลเมตรในตัวเมือง ขับมาไม่ถึงสิบนาที ก็จอดแวะปั้มน้ำมันเผื่อใครสนใจเข้าห้องน้ำ

 

ส่วนคนขับนั้น เดินนำไปเข้าเป็นคนแรกเลย…

 

 

เข้าห้องน้ำกันเสร็จสรรพ รถก็ขับออกจากปั้มน้ำมันมาได้ไม่กี่เมตร ก็มาจอดเติมลมยางให้รถเต่งตึงพร้อมวิ่งต่อ รถเราแวะอีก 2-3 จุด ก่อนจะเดินทางต่อ ซึ่งขณะนี้วัตสันได้เข้าสู่ห้วงนิทราเพราะฤทธิ์ยาแก้เมารถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนผมขอชื่นชมความงามของภูมิประเทศ ผ่านกระจกที่เต็มไปด้วยฝุ่นสักพัก ก่อนจะหยิบหูฟัง ต่อโทรศัพท์และเปิดเพลงให้การเดินทางไม่เงียบเหงา กระทั่งยาออกฤทธิ์เช่นเดียวกับวัตสัน ผมก็ไปเฝ้าพระอินทร์ในทันที

 

เมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน รถก็มาจอดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดพักรถ โดยคนขับบอกว่าเราจะพักที่นี่ 20 นาที สามารถหาของกิน จะเป็นก๋วยเตี๋ยว ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวจี่ ก็มีให้เลือกตามใจชอบ หรือจะเข้าห้องน้ำก็จ่ายคนละ 1,000 กีบลาว หรือ ประมาณ 4 บาทไทย โดยจะมีคุณป้านั่งทวงเงินนักท่องเที่ยวด้วยภาษาอังกฤษอยู่หน้าห้องน้ำ ผมกับวัตสันหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ท้องไส้ก็เริ่มเรียกหาอาหาร เราเลยตัดสินใจซื้อข้าวจี่ 1 ไม้ ราคาประมาณ 2600 กีบลาว หรือ 10 บาทไทย และซื้อ หมูปิ้ง 2 ไม้ ในราคาไม้ละ 5000 กีบลาว หรือประมาณ 20 บาทไทย รวมแล้ว 3 อย่าง ตีเป็นเงินไทย 50 บาท ถึงราคาหมูปิ้งจะแพงจนน้ำตาจะไหล เพราะกินที่เมืองไทยแค่ไม้ละ 10 บาท

 

แต่ที่นี่…เมืองลาว!!!

 

อย่าคิดอะไรมาก…เพราะเรามาเที่ยวต่างประเทศนะ

 

อย่างไรก็ตามถึงราคาจะสูง แต่คุณภาพแน่นไม้ หมูนุ่มอร่อย รู้สึกว่าแตกต่างจากร้านที่เคยกิน ถ้าไม่คิดมากกับราคา ก็ถือว่ารสชาติดีมากเลยทีเดียว กินคู่กับข้าวจี่ที่ผ่านการชุบไข่ ย่างไฟหอมๆ ยิ่งเข้ากันอย่างลงตัว

 

มื้อนี้ถึงจะเป็นอาหารเพียงน้อยนิดแต่ก็รู้สึกอร่อยอย่างบอกไม่ถูก เมื่อกินเสร็จ เราสองคนและคณะนักท่องเที่ยวก็พร้อมเดินทางต่อ รถแล่นผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยว ถนนสองเลนที่ขรุขระในบางช่วงเต็มไปด้วยฝุ่น และสองข้องทางยังเป็นสภาพป่า ทุ่งหญ้า ภูเขา จะมีบ้านคนให้เห็นบ้างประปราย

 

รถใช้ความเร็วอยู่ที่ ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะสภาพเส้นทางจึงทำให้คนขับต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ฉะนั้นการมียาแก้เมารถติดตัวไว้จึงถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากคุณคิดว่าผ่านโค้งขึ้นดอย ลงภู ที่ประเทศไทยมาแล้วจะช่ำชอง มาเจอเส้นทางไปวังเวียงจะรู้ว่า

 

ความเซียนเหมือนเรียนมา มันใช้ไม่ได้กับเส้นทางสายนี้…

 

ผมกับวัตสันศึกษาการเดินทางมาวังเวียงจากหลายช่องทาง และจากคำบอกเล่าของคนที่เคยมาเยือนถิ่นนี้มาก่อน ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หากจองที่พักผ่านอินเทอร์เน็ตล่วงหน้าอาจมีราคาสูงกว่าปกติ หรือบางที่อาจระบุว่าที่พักเต็มแล้ว ดังนั้นควรใช้วิธีวอล์กอิน หรือ เดินเข้าไปถามที่พักเลยจะดีที่สุด ซึ่งในจุดนี้ผมรู้สึกกังวลใจเล็กน้อยกลัวจะได้ที่พักที่ไม่ตอบสนองความสบายเท่าที่ควร แต่ผมเชื่อใจวัตสัน ว่าเขาจะสามารถหาที่พักที่ดีและราคาประหยัดกว่าอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยาก

 

จนถึงขณะนี้ ยาแก้เมารถยังคงทำงานได้ดีมาก ผมกับวัตสันหลับไปกับการเดินทางที่เหลือ ก่อนจะมาฟื้นที่ บขส.วังเวียง หรือจะเรียกว่า คิวรถทัวร์ก็ได้ เพราะมีขนาดเล็กน่ารักสมกับเมืองที่มีอากาศดีเช่นนี้ เราสองคนแบกเป้ลงรถก่อนจะรีบไปจองตั๋วรถทัวร์เที่ยวขากลับ “วังเวียง-อุดรธานี” ในทันที

 

ขอย้ำว่า…ทันที!!!

 

 

เนื่องจากจะมีแค่เที่ยวเดียวต่อวันเท่านั้น หากพลาดแล้วจะหมดสิทธิ์กลับมาตุภูมิตามเวลาที่กำหนดไว้แน่นอน เคาน์เตอร์จองตั๋วหาไม่ยาก เพราะมีที่เดียว โดยเราจ่ายค่าตั๋วไปคนละประมาณ 95,000 กีบลาว หรือประมาณ 360 บาทไทย โดยเราระบุวันกลับในอีก 2 วันถัดไป พนักงานจึงให้เราบอกว่าเราพักที่ไหน จะได้ให้รถไปรับ เราสองคนได้แต่ยิ้มและตอบกลับไปว่า ยังไม่มีที่พักที่วังเวียง พนักงานจึงแนะนำให้เราเมื่อหาที่พักได้แล้วให้รบกวนที่โรงแรมโทรศัพท์มาบอกจุดรับส่งได้ในภายหลัง เรากล่าวขอบใจหลาย ก่อนจะเดินมาขึ้นรถรับส่งฟรี เพื่อเข้าตัวเมืองวังเวียง…

 

ตัวเมืองวังเวียง มีทางเข้าไม่ไกลจากถนนสายหลักที่สองข้างทางดูแห้งแล้ง และเต็มไปด้วยฝุ่นมากนัก ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ก็เข้ามาสู่ตัวเมือง โดยครั้งแรกที่เห็นเมืองแห่งนี้ ความรู้สึกคือเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งตามต่างจังหวัดของประเทศไทย ไม่วุ่นวาย ไม่มีตึกสูง (ไม่นับโรงแรม) บ้านเรือนส่วนมากก่อสร้างด้วยปูน มีโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานีตำรวจขนาดเล็ก หากใครเคยไปเที่ยว อ.เชียงคาน จ.เลย หรือ อำเภอในจังหวัดบ้านเกิดของแต่ละท่านก็คงนึกภาพตามได้ไม่ยาก…

 

รถสองแถวพาผมกับวัตสัน และเหล่าสมาชิกนักท่องเที่ยวฝรั่งตาน้ำข้าว มาจอดที่โรงแรม “มาลานี วิลล่า” จุดนี้หากนักท่องเที่ยวอยากพักที่โรงแรมดังกล่าวก็เดินเข้าไปเช็กอินได้ หรือหากพักที่อื่น ก็เดินไปยังที่พักได้เหมือนกัน (เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ เดินรับลม ชมบรรยากาศ เพลิดเพลินกว่า)

 

 

ผมกับวัตสันตกลงกันว่า จะเดินหาที่พักที่ติดกับแม่น้ำซอง ซึ่งเป็นแม่น้ำประจำเมืองวังเวียง เราจึงเดินออกมาจากลานจอดรถโรงแรม มาลานี วิลล่า ผ่านถนนสองเลนสายหลักในเมืองวังเวียง เข้าซอย ๆ หนึ่ง เดินผ่านร้านรวงต่าง ๆ ที่ส่วนมากจะเป็นทั้ง ร้านอาหาร เกสเฮ้าส์ ร้านขายของ ซึ่งมีทั้งภาษาลาว ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี เขียนบอกชื่ออยู่เต็มตลอดสองข้างทาง เดินมาไม่ไกลเราก็ผ่านร้าน “ซากุระ บาร์” บาร์ขึ้นชื่อของวังเวียง (ที่มีเสียงเล่าลือว่า เป็นบาร์แห่งเดียวในวังเวียง) ที่ตอนนี้ยังคงหลับใหลไร้เงานักเที่ยว วัตสันบอกผมว่าต้องมาลองสักครั้ง ผมมองร้านที่เงียบเหงาแห่งนั้น ก่อนจะเดินผ่านไป เพราะตอนนี้เป้าหมายของเราคือต้องหาที่พักให้ได้เสียก่อน

 

จากถนนเล็ก ๆ เราเดินออกมาพบสามแยก ที่เบื้องหน้าคือ โรงแรมหรูสูงตระหง่าน คาดว่าเปิดบริการมาไม่นานนี้ ครั้นจะให้ผมกับวัตสันเดินแบกเป้เข้าไปเช็กอิน คงสู้ค่าห้องไม่ค่อยไหว เราจึงตัดสินใจเลี้ยวขวา เพื่อเดินหาที่พักที่ใกล้แม่น้ำมากที่สุด เราเดินไปตามทางที่คลุกฝุ่น สายตาก็มองหาโรงแรม หรือเกสเฮาส์ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการได้ เราสองคนตกลงกันว่า ถ้าค่าห้องราคาไม่เกิน 1,500 บาท เราจะพักในทันที เราเดินมาเจอทางสามแยกอีกครั้ง และเราก็เลี้ยวซ้าย ผ่านบริษัท “น้ำทิพย์ ทัวร์” ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ที่จะพาเที่ยววังเวียง พร้อมกิจกรรมแอดเวนเจอร์สารพัด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้ผมกับวัตสันหยุดได้ เรายังคงเดินหาที่พักต่อไป

 

สายตาคอยสอดส่องหาจุดที่ต้องการ เราเดินผ่าน มินิมาร์ท ร้านขายอาหารข้างทาง ที่มีป้ายหลายภาษาเขียนไว้จนตาลาย ผ่านโรงแรม “รุ้งนคร วังเวียง พาเลท” จนในที่สุดเราก็เดินมาพบ “แกรนด์วิลล์ ริเวอร์ไซด์ โฮเตล” ที่พักสไตล์ทรงโบราณ แต่ก็แฝงด้วยความสมัยใหม่ ก่อสร้างด้วยปูนตลอดทั้งตึก ประดับด้วยหลังคาทรงจั่ว ทำให้นักท่องเที่ยวหาได้ไม่ยากนัก ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงแรมรุ้งนคร เรารู้สึกถูกชะตากับสถานที่แห่งนี้ จึงได้เดินเข้าไปสอบถามราคาที่พัก…

 

จุดสอบถามเป็นร้านมินิมาร์ทที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ เมื่อถามแล้วเราได้คำตอบมาว่า ยังมีห้องพักเหลืออยู่ ในราคา 800 บาทไทย…

 

คุณพระช่วย!!!

 

ราคาย่อมเยายิ่งนัก

 

 

 

ที่บอกว่าย่อมเยา ก็เพราะถ้าจองผ่านเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่น ราคาจะไปแตะถึงหลัก 1,000 บาท เราสองคนไม่ต้องตัดสินใจกันนานควักเงินกีบลาว จ่ายให้ในทันทีค่าห้อง 2 คืน ประมาณ 210,000 กีบลาว เจ้าของที่พักรับเงิน ส่งกุญแจให้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก มารู้ตัวอีกทีเด็กสาววัยห้าขวบก็พามาหยุดที่หน้าห้องพักเสียแล้ว เมื่อเปิดประตูเข้าไป พบว่าห้องพักหอมมาก สะอาด เรียบร้อย มีทีวีให้รับชม มีพัดลมเพดาน และเครื่องปรับอากาศให้เลือกเปิด ห้องน้ำสะอาด พื้นที่ในห้องกว้างขวาง แต่ไม่มีตู้เย็นให้บริการ เมื่อเปิดผ้าม่านเพื่อดูทิวทัศแม่น้ำซองกลับพบภาพการก่อสร้างรีสอร์ทมาแทนที่ ซึ่งนอกจากเห็นแม่น้ำซองในระยะไม่ไกลเกินสายตาแล้ว ก็มีคนงานก่อสร้างนี่แหละ ที่พอจะเห็นชัดบ้าง

 

ส่วนระเบียงของที่พักนี้ เป็นแบบเชื่อมต่อกันทุกห้อง เรียกได้ว่า ออกมายืนที่ระเบียงสามารถเดินข้ามไปนั่งเล่นห้องข้าง ๆ ได้อย่างสบาย ๆ จะมีกี่ห้องถ้าอยู่ในแนวเดียวกันก็เดิทั่วถึงกันได้หมด ฉะนั้นจึงต้องล็อกประตูระเบียงไว้เป็นอย่างดี

 

เมื่อเราสองคนเก็บของเรียบร้อย เปิดแอร์ และพัดลมให้ความเย็นกระหน่ำมากที่สุด นอนพักสายตาสักครู่ ก็ได้เวลาที่เราจะต้องออกไปหาอะไรมาลงท้อง และจองทริปทัวร์เพื่อเที่ยววังเวียงในวันถัดไป เราจึงออกจากที่พักเดินไปตามทางโดยเดินย้อนกลับมาทางเก่า เพื่อมาจองทริปทัวร์กับบริษัท “น้ำทิพย์ ทัวร์” ซึ่งก็มีหลายบริการให้เราเลือกสรรค ทั้ง เล่นซิบไลน์ พายเรือคายยัก นั่งห่วงยางลอดถ้ำ ว่ายน้ำเล่นที่บลูลากูน หรือจะปีนเขา ก็มีให้เลือกเล่นได้ตามต้องการ

 

เราสองคนดูโปรแกรมสำหรับท่องเที่ยว ก็ตัดสินใจเลือกการเที่ยวแบบไม่เหนื่อยและไม่เสียวมาก คือ นั่งห่วงยางลอดถ้ำ,พายเรือคายยัก,และว่ายน้ำเล่นที่บลูลากูน ที่จริงวัตสันอยากเล่นโหนซิปไลน์ แต่ผมบอกเขาว่า สิ่งใดที่ความสูงเกินตึกสองชั้นผมไม่เล่น กิจกรรมนี้เลยถูกพับไปในบัดดล เราจ่ายไปในราคา 400 บาทไทย (ถ้ารวมเล่นซิปไลน์อยู่ที่ 800 บาทไทย) จัดการจ่ายเงินเรียบร้อย และเมื่อที่พักเราอยู่ใกล้กับบริษัททัวร์ เขาเลยนัดให้เราเดินมาขึ้นรถที่นี่ในเวลา 08.30 น. ในวันถัดไป เราตกปากรับคำ จากนั้นก็ได้เวลาหาของกินลงท้องเสียที

 

เราเดินออกจากบริษัททัวร์ มองซ้ายและขวาหาร้านอาหาร วัตสันบอกว่าเขาอยากกินอาหารริมแม่น้ำซอง เราจึงเดินกลับไปทางที่พักของเรา ซึ่งก่อนถึงที่พักจะมีมินิมาร์ทและร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์อยู่ใกล้กับทางลาดเล็ก ๆ ที่จะพาเราไปยังแม่น้ำซอง เราเดินลงไปตามทางที่ลาดชันเล็กน้อย ก็พบกับเส้นทางที่จะพาเราไปสู่สะพานไม้เล็ก ๆ ที่ชาวบ้านไว้ใช้ข้ามแม่น้ำ ทั้งเดินข้ามหรือขับรถมอเตอร์ไซค์ข้ามไป เราเดินขึ้นสะพาน (แต่ก็ต้องระวังรถมอเตอร์ไซค์ชาวบ้านที่ขับสวนไปมาด้วยเน้อผู้อ่าน) มองบรรยากาศที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เล่นน้ำอยู่กลางแม่น้ำซอง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความตื้นและลึกในบางจุด

 

ทั้งนี้จุดที่เราสองคนยืนอยู่นี้เป็นจุดที่ตื้นมาก กลางแม่น้ำเด็กยังเดินข้ามไปมาได้สบาย เกิดมาผมก็เพิ่งเคยเห็นภาพ คนยืนเล่นน้ำกลางแม่น้ำ โดยมีเรืองหางยาวติดเครื่อง กับ เรือคายยัก แล่นผ่าน ที่นี่คือสรรค์แห่งการพักผ่อนโดยแท้ ผมกับวัตสันเราถ่ายรูปบนสะพานแห่งนี้อยู่สักพัก ก็ตัดสินใจหาร้านอาหารทันที

 

 

เราเดินข้ามมาอีกฝั่ง เจอร้านอาหารริมแม่น้ำ ที่บรรยากาศชิล ๆ เหมือนนั่งร้านลาบอีสาน มีโต๊ะที่มุงหลังคาด้วยใบจากตั้งเลียบริมน้ำ ทำให้บรรยากาศสบายมากยิ่งขึ้น เราเลือกนั่งร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยมีลูกค้าเข้ามาเท่าไรนัก เลือกโต๊ะที่ติดริมน้ำ ไม่นานพนักงานก็นำเมนูมาให้เลือกกินกัน ผมกับวัตสันไม่รอช้า จัดการสั่ง ปลาเผา 1 ตัว ส้มตำลาว 1 จาน ข้าวผัดหมู 1 จาน เฝอ 1 ชามและต้มยำปลา 1 ชาม วัตสันจัดการสั่งปลาหมึกย่างจากแม่ค้าที่มาเร่ขายอีก 2 แผ่น ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มที่ไม่สั่งถือว่ามาไม่ถึงเมืองลาว…

 

นั่นก็คือ….เบียร์ลาวนั่นเอง

 

ใช้เวลาไม่นานเบียร์ลาวก็มาตั้งให้ผมได้กินพร้อมปลาหมึกย่าง นั่งมองผู้คนเล่นน้ำ มองสายน้ำที่ไหลผ่านในยามที่อาทิตย์อัสดง รายล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีส้มอ่อนๆ สบายตา บอลลูน 2 ลูกลอยผ่านหน้าผมไป ทำให้ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ดูมีคุณค่าแห่งการพักผ่อนยิ่งนัก ถ้าชาวบ้านยังคงอนุรักษ์ความเป็นธรรมชาติแบบนี้ไว้ ไม่ปล่อยให้นายทุนหรือผู้ใดมาทำลายความงามที่เห็นด้วยการสร้าง รีสอร์ท โรงแรม หรือความเจริญในรูปแบบของเมืองท่องเที่ยวเพิ่มเติมแล้วล่ะก็ มันจะทำให้วังเวียง ยังคงเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติไปอีกนานแสนนาน

 

 

 

ผมท่าจะกรึ่มเบียร์ลาวเสียแล้วเลยพรรณนามาได้ถึงขนาดนี้..

 

ครู่ใหญ่ไม่นานเกินรอ อาหารทั้งหมดก็มาวางอยู่ตรงหน้าเราสองคน เราเริ่มจัดการทันทีไม่รอช้า ช่างคุ้มค่ากับการรอคอยเสียจริง ด้วยรสชาติอาหารที่อร่อย ไม่ถือว่าเสียเวลาที่รอนาน ทำให้การกินเป็นไปได้อย่างราบรื่น กินไป จิบไป

 

นี่สินะถึงจะเรียกว่าวันแห่งการพักผ่อนของจริง…

 

เราใช้เวลานั่งเรื่อยเปื่อยที่ร้านนั้นกว่า 2 ชั่วโมง จนฟ้ามืด ความสงบเงียบคืบคลานเข้ามา แต่ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินข้ามสะพานไปมาไม่ขาดสาย เมื่อได้เวลาอันสมควรเราจึงเรียกเก็บเงิน ซึ่งเมื่อคำนวณค่าอาหารทั้งหมดที่เต็มโต๊ะนั้น อยู่ที่ราคา 264,000 กีบลาว หรือประมาณ 1,000 บาทไทย คุ้มและถูกดีจริง ๆ กับอาหารมื้อนี้ จากนั้นเราก็เดินทางกลับที่พัก โดยไม่ลืมแวะมินิมาร์ทเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นบางอย่าง และที่นี่เองเราได้พบกับลูกสาวตัวน้อยของเจ้าของร้านที่เข้ามาบอกคุณพ่อของเธอว่าขอเงินไปซื้อโรตีกิน แน่นอนว่าวัตสันได้ยินดังนั้น จึงชวนผมเดินตามไปทันที ซึ่งร้านขายโรตีก็อยู่ไม่ไกล ตรงข้ามกับที่พักของพวกเรานั่นเอง เยื้องมินิมาร์ทของสาวน้อยคนนั้นเพียงนิดเดียว

 

 

เมื่อถึงร้านโรตี ทางแม่ค้าก็เอ่ยทักเป็นภาษาลาว ก่อนที่จะรับเมนูอาหารเป็น โรตีใส่ไข่ ใส่กล้วย 1 ชิ้น เป็นภาษาไทย แม่ค้าสาวรับคำก่อนจะเริ่มนวดแป้ง ตีไข่ และทำกรรมวิธีเช่นเดียวกับโรตีที่เคยกิน ไม่นานมันก็ถูกจัดอยู่ในกล่องโฟมขนาดเต็มพื้นที่ ทั้งใหญ่ เยอะ อย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน โดยราคาอยู่ที่ 10,000 กีบลาว หรือ ประมาณ 40 บาทไทย ซึ่งถือว่าคุ้มราคามาก ๆ

 

 

ตอนนี้ของหวานมื้อสุดท้ายถูกส่งลงท้องเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นเราสองคนก็ควรแก่เวลาพักผ่อนเสียที ค่ำคืนนี้อากาศเริ่มเย็นลงถือเป็นความสบายในการพักผ่อน เพื่อในวันพรุ่งนี้เราจะได้มีเรี่ยวแรงออกไปผจญภัยต่อในดินแดนแห่งวังเวียง…

 

ป.ล. ยังไม่จบง่าย ๆ นะครับคุณผู้อ่าน อย่าเพิ่งเบื่อหมาบินนะครับ เพราะยังมีกิจกรรมเรื่องราวสารพัดในดินแดนแห่งนี้ รออ่านตอนต่อไปนะครับผม

 

-D-