ตอนที่ 1

หมาบิน

 

 

สะบายดี…ท่านผู้อ่านทั้งหลาย วันนี้กระผม ผู้สืบข่าวแห่งเว็บไซต์ Detectteam ได้ขออนุญาตบิ๊กบอสของพวกเราออกท่องโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งผมมีความฝันจะออกเดินทางไปดูวิถีชีวิตของผู้คนต่างเชื้อชาติมานานแล้ว โดยในเจตคติของผม ต้องการเปิดบริสุทธิ์หนังสือเดินทางด้วยประเทศที่ถือว่าเติบโตคู่กับคนไทย นั่นคือ “ประเทศญี่ปุ่น” นั่นเอง

 

แต่อนิจจาที่บิ๊กบอสไม่สามารถระดมงบประมาณได้ทันเวลา ประกอบกับงบประมาณส่วนตัวที่เก็บเล็กผสมน้อยได้ไม่ตรงตามเป้าหมายของรอบปีที่ผ่านมา และความสามารถทางภาษาที่เรียกได้ว่า “ภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ส่วนภาษาอังกฤษ…ไม่ได้เลย” จึงทำให้แผนการเดินทางไปเยือนแดนปลาดิบ ต้องพับเก็บไว้ก่อน แต่ผมก็ไม่ได้หวั่นเกรงแต่อย่างใด ในเมื่อหัวใจต้องการเดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง จึงขอเลือกประเทศที่ถือว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ทั้งทางวัฒนธรรม ภาษา ภูมิประเทศ ที่ใกล้เคียง

 

นั่นก็คือ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว” นั่นเอง

 

ผมจะไม่ขอเกริ่นนำอะไรมาก เพราะหลายท่านคงเคยได้ไปสัมผัสบรรยากาศของประเทศนี้มาแล้วหลายครั้ง จนบางท่านอาจเดินทางไปมาจนกลายเป็นบ้านหลังที่สองเลยทีเดียว แต่นี่คือการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผม (ถึงจะเป็นแค่ประเทศเพื่อนบ้านก็เถอะ!) จึงอยากมาบอกเล่าเรื่องราว บันทึกความทรงจำ ของคนที่เดินทางข้ามลุ่มน้ำโขงเป็นครั้งแรกให้ได้รับรู้โดยทั่วกันแบบละเอียดถึงละเอียดที่สุด เพราะคนมันเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ขอเขียนให้เต็มที่เต็มเหนี่ยวกันเสียหน่อยนะครัช…..

 

 

ผมเริ่มจากการจองตั๋วเครื่องบินสายการบินแห่งหนึ่ง ไป-กลับ จังหวัดอุดรธานี เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ด้วยโปรโมชั่นราคาถูก (คงไม่ต้องบอกสายการบินอะไร เพราะเขามักจะมีโปรฯ ศูนย์บาทมาเสมอ) การเดินทางครั้งนี้ผมให้ เพื่อนคู่คิด มิตรส่วนตัว นามว่า “วัตสัน” เป็นผู้ค้นหาทริปการเดินทาง และร่วมรอนแรมข้ามริมโขงไปด้วยกัน จากนั้นก็จองที่พักที่เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว ชื่อว่า “New Lao Silk Hotel” ซึ่งวัตสันบอกผมว่า ที่นี่…ดี! ตามแผนที่เราวางไว้ เราจะเดินทางเข้าจังหวัดอุดรธานี เพื่อนั่งรถข้ามริมโขงไปยังประเทศลาว ก่อนจะนอนพักที่เวียงจันทน์ 1 คืน และเดินทางต่อไปยังเป้าหมายของทริปนี้ คือ “วังเวียง”

 

เมื่อใกล้ถึงกำหนดการเดินทาง ผมและวัตสัน ได้ตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จะต้องนำไปเยือนประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง การเตรียมตัวของผมเริ่มจากหนังสือเดินทาง หรือ Passport (ห้ามลืม…เด็ดขาด!!!) กระเป๋ากันน้ำ (ควรมีเพราะ เราต้องใช้ในการเที่ยววังเวียง กับบริษัททัวร์) ยากันยุงชนิดน้ำ (ที่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้) เสื้อผ้า, กล้องถ่ายรูป, พาวเวอร์แบงค์, ยาสามัญประจำการเดินทาง ยาแก้อาการเมารถ (ควรมีติดตัว) กล้องกันน้ำ (ถ้ามี) แมสปิดจมูก (ควรมี) หรืออะไรก็ได้ที่อยากเอาเดินทางไปด้วยก็สุดแท้ของแต่ละคน

 

กระทั่งวันเดินทางมาถึง ระยะเวลาของการเผชิญโลก คือ 27 – 30 ม.ค. 61 รวม 4 วัน 3 คืน กับการอยู่นอกมาตุภูมิ ผมเริ่มเดินทางในช่วงเช้าวันที่ 27 ม.ค. การจราจรในเมืองกรุงฯ ถือว่ายังพอรับได้ ไม่ติดขัด เพราะเป็นวันหยุด จุดหมายแรกคือ สนามบินดอนเมือง ผมและวัตสันใช้เวลาในการเช็คอินเพียงไม่กี่นาที ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปขึ้นเครื่องบิน เพื่อไปยังเป้าหมายต่อไป คือ จ.อุดรธานี เราใช้เวลาในการเดินทางข้ามภูเขา 1 ชั่วโมง 20 นาที ทันทีที่ล้อแตะ…พื้นสนามบินอุดรธานี ผมก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เพราะจากนี้ต้องหาทางข้ามลุ่มน้ำโขง (แบบถูกกฎหมาย) ให้ได้…

 

เมื่อพ้นประตูเครื่องบิน ผมและวัตสันรีบเดินไปยังเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ทันที เพื่อถามเส้นทางการข้ามประเทศ ทางพนักงานยิ้มรับอย่างไมตรี ก่อนจะแนะนำให้ไปติดต่อที่เคาเตอร์รถลีมูซีน ซึ่งอยู่ห่างไปไม่มาก เมื่อเราเดินไปบอกเขาถึงจุดหมายในการผ่านแดน ก็เสียเงินทันที คนละ 200 บาท ค่ารถตู้ไปส่งยังด่านสะพานมิตรภาพไทยลาว ซึ่งเขาบอกเราว่า รถตู้จะจอดแค่หน้าด่านเพียงเท่านั้น ไม่ข้ามไปส่งแต่อย่างใด เราสองคนพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง ก่อนจะสะพายเป้ ขึ้นรถตู้กันไป ใช้เวลาจากสนามบินอุดรธานี ไปยัง ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย ประมาณ 1 ชั่วโมง…และแล้วผมก็มาถึงประตูแรก!

 

 

 ในจุดนี้สามารถเลือกได้ว่าจะเดินทางด้วยวิธีใด นอกเหนือจากที่ผมแนะนำข้างต้น ยังมีการเดินทางไป บขส.อุดรธานี ซึ่งจะเดินทางด้วยรถตู้จากสนามบินไปลงที่ บขส. ราคาคนละ 80 บาท หรือ เหมารถแท็กซี่ ราคาอยู่ที่ 200 บาท เพื่อไปติดต่อหารถทัวร์ อุดรธานี-วังเวียง ที่บขส. สนนราคาอยู่ที่คนละ 320 บาท รถจะมีเพียง 1เที่ยวต่อวัน ซึ่งจะออกในเวลา 08.30 น. เท่านั้น ฉะนั้นต้องวางแผนการเดินทางให้ดีทีเดียว!

 

รถตู้จอดให้ผมและวัตสันเดินเข้าไปยังจุดตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งในจุดนี้เขาไม่ให้ถ่ายรูป ก็เก็บไว้ในความทรงจำกันไป สำหรับผู้ที่ถือหนังสือเดินทางประเทศไทย ไม่ต้องกรอกเอกสารการเข้าประเทศให้มากความเหมือนแต่ก่อน แค่เดินไปหาเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ หรือ ยืนต่อคิวเพื่อยื่นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ก็ได้ (ความรู้สึกในตอนนี้ของผมรู้สึกธรรมดามากไม่ได้ตื่นเต้น หรือ ระแวงอะไร กับการออกนอกประเทศ) ผมยืนหน้าเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ มีน้องนักศึกษาฝึกงานคอยแนะนำ

 

ณ จุดนี้ ผมต้องขอสารภาพตามตรงว่า ไม่เคยใช้เครื่องนี้มาก่อนในชีวิต จึงเกิดความเงอะงะบ้าง แต่ก็ผ่านมาด้วยดี แค่คุณทำตามคำแนะนำ ก็ผ่านฉลุยเหมือนเดินผ่านประตูกั้นรถไฟฟ้าบีทีเอส จากนั้นเจ้าหน้าที่จะปั้มตราออกนอกประเทศให้เรา และเราก็เดินออกไปด้านนอกพร้อมกำเงิน คนละ 20 บาทไทย เพื่อซื้อตั๋วขึ้นรถบัสข้ามประเทศ ในจุดนี้จะมีพนักงานมาคอยรับตั๋วไป ซึ่งรถบัสจะเป็นชนิดปรับอากาศ อย่ากังวลถ้าคนเยอะ เพราะใช้เวลาไปสะพานข้ามแม่น้ำโขง ไปด่านตรวจคนเข้าเมืองลาว แค่ 5 นาที ดังนั้น ยืนได้ยืน นั่งได้นั่ง

 

อย่าได้แคร์โลกค่ะ!!!

 

 

5 นาทีผ่านไปในที่สุดผมก็ได้เห็นสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 และแม่น้ำโขงที่เคยพบเห็นเฉพาะบนแผ่นฟิล์ม ช่างยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ สื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่สองประเทศคอยเคียงข้างกันมานานหลายร้อยปี ไม่นานนักผมและวัตสัน เดินทางมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองลาวเป็นที่เรียบร้อย เราสองคนเพิ่งเดินทางมา สปป.ลาวครั้งแรก จึงไม่แปลกอะไรที่คนไทยสองคนจะดูเงอะงะ และไม่คล่องตัวที่ด่านเข้าเมือง

ที่นี่เราได้รับคำแนะนำจากคนขับรถตู้ที่กำลังตีสนิทเพื่อหาลูกค้าพาเข้าเมืองว่า ต้องไปเอาบัตรผ่านแดนที่รูปร่างเป็นกระดาษแผ่นยาว 2 ใบ ใช้สำหรับขาเข้า สปป.ลาว ส่วนอีกใบเก็บไว้เมื่อท่องเที่ยวเสร็จ ก็ใช้ตอนขาออก ซึ่งเมื่อเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว (กรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษตามพาสปอร์ตของเรา ภาษาลาวอ่านไม่ยาก

 

อย่างไรก็ดีถ้าข้อความไหนอ่านไม่ออก มีภาษาอังกฤษเขียนกำกับอีกที) ก็ต้องเดินมาต่อแถวซื้อบัตรผ่านแดน แบบ One Way Ticket ที่เคาเตอร์ตรงจุดที่เราลงรถบัส สังเกตได้ง่ายคล้าย ๆ จุดจำหน่ายบัตรรถไฟฟ้า ลักษณะของบัตรจะคล้ายบัตรเครดิต ราคาอยู่ที่ 50 บาท จ่ายเงินไทย ทอนเงินกีบนะจ๊ะ จ่ายพอดีไม่มีทอน…และแล้วเงินต่างประเทศก็เข้ากระเป๋าเรา!!!

 

สำหรับบัตร One Way Ticket จะราคาอยู่ที่เรทของค่าเงินในแต่ละวัน นักท่องเที่ยวบางคนจ่ายค่าบัตรนี้ ตั้งแต่ 30-40 บาท ซึ่งในรอบนี้การเดินทางของผมกับวัตสัน ค่าเงินอยู่ที่ 50 บาทไทย

 

เมื่อกรอกบัตรผ่านแดนเสร็จแล้ว (กรอกแค่ขาเข้าอย่างเดียวก็ได้) ผมและวัตสันเดินเข้าไปต่อแถวที่ตู้ตรวจคนเข้าเมือง ในจุดนี้ให้เราสอดกระดาษผ่านแดนคู่กับพาสปอร์ตของเรา ส่วนบัตรแข็งที่ซื้อมา 50 บาทนั้น ถือไว้ก่อน ยังไม่ได้ใช้ในตอนนี้…แถวค่อยขยับ ผมให้วัตสันนำหน้าเพราะเขามีประสบการณ์การเยือนต่างถิ่นเยอะกว่าผม (แค่ยังไม่เคยมาลาว) ในใจผมตอนนี้เริ่มกังวลเรื่องภาษา…มันจะเหมือนในภาพยนตร์ที่เคยดูไหมหนอ ยืนยิ้ม ยืนตอบคำถาม มากี่วัน…มาทำอะไร…ทุกคำถามทุกคำตอบของผมตระเตรียมไว้อย่างดี จะได้เข้าประเทศหรือไม่นั้นอยู่ที่จุดนี้แหละ

 

วัตสันนั้นผ่านไปอย่างง่ายดาย แล้วคิวของผมก็มาถึง ผมยื่นเอกสาร ตามองกล้องจะยิ้มยังไม่กล้า กลัวไม่ได้เข้าประเทศ ทุกคำตอบถูกเตรียมมาอย่างดี พร้อมเผชิญหน้ากับภาษาลาวครั้งแรก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมองหน้าผมเพียงครู่หนึ่ง จากนั้นก้มเช็คเอกสาร ปั้มตราผ่านแดน กรอกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ เสร็จเรียบร้อยภายใน 3 นาที!! ไวขนาดจริง ๆ ทำเอาผมยืนอึ้งไปสักพักก่อนจะเดินผ่านไปเช่นนักท่องเที่ยวรายอื่น

 

เมื่อเสร็จขั้นตอนตรงนี้ ผมพับเก็บบัตรผ่านแดนขาออกสอดในพาสปอร์ตอย่างดี (บัตรขาออกห้ามหาย…ไม่งั้นอดกลับมาตุภูมิ) ผมกับวัตสันหยิบบัตรแข็งแบบ One Way Ticket ออกมา สอดเข้าไปที่ประตูอัตโนมัติ รูปร่างคล้ายประตูเข้า-ออก รถไฟฟ้าใต้ดินและบีทีเอสของประเทศไทย ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ในขั้นตอนของการเดินทางเข้า สปป.ลาว…

 

และแล้ว…ผมก็มายืนอยู่บนดินแดนของต่างชาติเสียที วัตสันบอกผมว่า ต้องไปแลกเงินกับซื้อซิมโทรศัพท์สำหรับใช้ที่นี่ หรือจะไม่แลกเงินก็ได้ ที่นี่รับเงินไทย แบงค์ไทยมีเกลื่อนเมือง ส่วนจะทอนกลับมาเป็นเงินไทย หรือ เงินกีบ ไปวัดใจกับเจ้าของประเทศเอาเอง (ที่นี่ไม่มีเหรียญ ใช้แต่แบงค์เท่านั้น!!!)

 

 

วัตสันพาผมไปร้านขายซิมโทรศัพท์มือถือ ตั้งไม่ไกลจากจุดที่เสียบบัตรแข็ง สังเกตง่ายมาก เราเดินเข้าไปพร้อมบอกพนักงานร้านว่ามาซื้อซิม เขาให้เราเลือกว่าจะเอาแบบโทรได้ด้วย หรือเฉพาะเล่นอินเตอร์เน็ตเพียงอย่างดียว ซึ่งราคาจะแตกต่างไป พนักงานแนะนำเราว่า ถ้าใช้ซิมที่สามารถโทรเข้าออกได้ จะไม่คุ้มเพราะอินเตอร์เน็ตจะได้จำนวนความเร็วน้อย ส่วนค่าโทรก็ว่ากันไปตามโปรโมชั่น เราสองคนจึงตัดสินใจซื้อซิมอินเตอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว ในราคาซิมละ 200 บาท ความเร็วเน็ต 3 MBใช้ได้นาน 7 วัน แบบอัลลิมิตเราให้พนักงานจัดการเปลี่ยนซิมและตั้งค่าให้เรา ก่อนจะจ่ายเงินไทยและได้เงินกีบทอนกลับมา

 

ถึงตรงนี้ผมรู้แล้วว่า ผมมีปัญหาเรื่องการใช้เงิน เพราะค่าเงินที่แตกต่างกัน อาทิ 1000 กีบลาว เท่ากับ 4 บาทไทย เป็นต้น โชคดีที่วัตสันของผม จบทางด้านตัวเลขมาอย่างช่ำชองจึงสามารถคำนวณค่าเงินและคิดเลขได้ถูกต้อง…

 

จากนั้นเราสองคนออกจากร้านขายซิมฯ เพื่อไปแลกเงินที่ธนาคารพงสะหวัน ที่ตั้งติดกัน ที่นี่เราใช้เงินไทยที่เตรียมมาสำหรับท่องเที่ยว 2 คน จำนวน 7,500 บาท แลกเป็นเงินกีบได้ประมาณ 1,987,275 กีบ ซึ่งเกิดมาผมไม่เคยถือเงินล้านสำหรับใช้จ่ายมาก่อนในชีวิต ทำให้ผมผยองในการใช้เงินยิ่งนัก!!! วัตสันจัดการแบ่งสรรปันส่วนเงินให้ผม ก่อนที่เราสองคนจะออกจากธนาคารและมุ่งหน้าหารถไปสู่เมืองเวียงจันทน์…

 

การแลกเงินนั้น ควรแลกทันทีที่ผ่านแดน คือธนาคารตรงจุดผ่านแดน เพราะจะได้เรทราคาที่ดีกว่า เช่น แลกเงินลาวที่ธนาคารพงสะหวัน 1 บาทไทย เท่ากับประมาณ 264.97 กีบลาว แต่ถ้าไปแลกเงินตามร้านค้าที่รับแลกเรทของแต่ละร้านจะไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจต่ำกว่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยหลังจากนี้จะเขียนการใช้เงินเป็นจำนวนเงินไทย เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น

 

ผมและวัตสันเดินถามคนย่านนั้นเป็นภาษาไทย ว่ารถไปตลาดเช้าเวียงจันทน์อยู่ที่ไหน เขาบอกว่าเดินออกจากจุดแลกเงินตรงไปจะมีรถบัสจอดอยู่ เพื่อไปส่งตลาดเช้าซึ่งห่างจากที่พักที่จองไว้ประมาณ 3 กิโลเมตร ต้องต่อรถสามล้อหรือที่เรียกว่า “จัมโบ้” ไปอีก เราสองคนจึงตัดสินใจนั่งรถตู้ที่โดนสนนราคานักท่องเที่ยวที่ คนละ 150 บาทไทย ราคานี้เป็นราคาเหมา (หากนั่งรถบัสราคาประมาณ คนละ 120 บาทไทย และต่อรถเพื่อไปที่พักราคาจึงไม่แตกต่างมาก) เราสองคนจึงตัดสินใจนั่งรถตู้ไปกันและคนขับบอกว่าส่งถึงประตูโรงแรม บอกเลยว่าผมและวัตสันขึ้นประตูผิดฝั่ง ที่นี่พวงมาลัยรถอยู่ทางขวา ขับรถเลนขวา จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยววัยใสจะหลงทิศหลงทางบ้าง…

 

ขณะที่เรานั่งบนรถเพื่อเดินทางไปที่พักนั้น คนขับพยายามโน้มน้าวให้เรา ไปเที่ยวประตูไซ จุดแลนด์มาร์คสำคัญของเวียงจันทน์ โดยต้องเพิ่มเงินให้ห้าร้อยแล้วเขาจะพาเที่ยว แน่นอนว่าเราสองคนเป็นนักท่องเที่ยวที่ไหวพริบดี ปฎิเสธอย่างทันควัน เพราะต้องการเข้าที่พักโดยเร็ว แต่ถึงกระนั้นคนขับรถก็ไม่ละความพยายาม ยังคงเสนอที่เที่ยว สอบถามข้อมูลว่าจะไปที่ไหน หรือยังไม่ไปไหนมาบ้าง แน่นอนว่าวัตสันของผมหนักแน่น ไม่คล้อยตาม มุ่งหน้าสู่ที่พักเพียงอย่างเดียว เราใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็มาถึงถนนเจ้าฟ้างุ้ม คนขับบอกว่าให้เดินตรงเข้าไปในซอยโรงแรมจะอยู่ขวามือ เราสองคนจ่ายเงิน และสะพายเป้เดินไปตามทางที่คนขับบอก ไม่นานก็พบโรงแรมที่เราจองกันไว้นั่นก็คือ New Lao Silk Hotel นั่นเอง

 

 

ห้องพักที่นี่ดีมากแถมสะอาด พนักงานก็บริการดี ใกล้ร้านอาหาร และโรงแรมมีอาหารเช้ามาบริการ ที่สำคัญโรงแรมนี้ สามารถจองรถไปวังเวียงให้ได้โดยที่เราไม่ต้องไปหาให้เสียเวลา อีกทั้งรถยังมารับถึงหน้าประตูเพื่อไปวังเวียง โดยมีรถให้เลือกได้ 2 แบบ คือ รถทัวร์ หรือคนลาวเรียกว่า รถวีไอพี และ มินิแวน ที่ใหญ่กว่ารถตู้ของประเทศไทยเล็กน้อย ซึ่งราคา จะอยู่ที่ 200 บาท ทั้ง 2 แบบ เราจึงจัดการจองรถทัวร์ในทันใด พนักงานจึงบอกว่ารถจะมารับเราที่โรงแรมในเวลา 08.30 น.

 

หลังจากจัดการเรื่องรถเสร็จเรียบร้อย เราสองคนเข้าไปเช็คอินเพื่อเก็บข้าวของ ก่อนจะวางเป้าหมายการมาพักเวียงจันทน์ด้วยการไปประตูไซ ซึ่งจากการถามพนักงานโรงแรม ระยะทางไกลพอสมควร ถ้าจะเดินรับลมชมวิว ก็สามารถไปได้ แต่ถ้าไม่อยากเดิน มีจัมโบ้บริการ คนละ 40 บาท เราสองคนจึงตัดสินใจใช้สองเท้าที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา เดินออกจากที่พักไปตามเส้นทาง ผ่านวัดแห่งหนึ่ง ก่อนออกมาเจอถนนสุพานุวง ที่ปากทางเราเจอรถจัมโบ้จอดอยู่จึงเดินไปถามราคา ปรากฎว่าสูงกว่าที่ทางโรงแรมบอกไว้มาก (เข้าใจอารมณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเวลามาเที่ยวไทยแล้วล่ะ) เราจึงโบกมือลา และเดินไปตามเส้นทางของฝุ่น

 

ขอบอกก่อนนะว่า เมืองนี้ฝุ่นเยอะ เราจึงควรมีผ้าปิดปากเพื่อความสบายใจของรูจมูก เราเดินไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ผ่านทำเนียบขาว (พนักงานโรงแรมบอกว่าอย่างนั้น) หรือชื่อภาษาอังกฤษ Presidential Palace ที่มีเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบคอยอารักขาอย่างเข้มแข็ง ผมอยากถ่ายรูปแต่ไม่กล้า เราข้ามมายังถนนล้านช้าง เจอพี่เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบซึ่งบอกไม่ถูกว่าทหารหรือตำรวจ วัตสันลองถามทางไปประตูไซ ก็ได้รับคำตอบว่า “เดินตรงไปซื่อๆ” เท่านั้นแหละ ผมจึงกล่าว “ขอบใจหลาย” ก่อนจะเดินตรงไปซื่อๆ ตามที่เขาบอก เราเดินผ่านถนนที่กว้างประมาณ  4 เลน แต่ฝุ่นเยอะมากตลอดทาง หรือนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของเพลงชื่อดังในประเทศไทยก็เป็นได้

 

 

ทั้งนี้ตลอดเส้นทางในการเดิน ผมและวัตสันเพลิดเพลินกับสองข้างทางเป็นอย่างมาก เราเดินผ่านต้นไม้ที่มีใบหลากหลายสี ซึ่งไม่รู้ว่ามันคือต้นอะไร จะว่าเป็นหูกวางก็ไม่มั่นใจว่าคิดถูก แต่ใบสวยมากมีหลากสีสัน เดินต่อไปสักพักเราก็พบกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ตั้งห่างกันธนาคารละ 1 สี่แยก ตัวอาคารดูคลาสสิค สวยงามมาก ตัวหนังสือเป็นภาษาลาวทำให้รู้สึกถึงเสน่ห์ของมันอย่างบอกไม่ถูก เราสองคนเดินผ่านไป ไม่นานก็พบ “ตลาดเช้า” ที่เป็นจุดจอดรถ ถ้าใครขยันเดินจะรู้ว่ามันไม่ได้ไกลจากที่พักอย่างที่คิด เดินมาได้ไม่นานนักก็พบกับ “ประตูไซ” จุดแลนด์มาร์คของเมืองเวียงจันทน์เสียที

 

ผมกับวัตสัน เดินเข้าไปชมสถาปัตยกรรมแห่งนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความประณีต มีนักท่องเที่ยวทั้งฝรั่ง และ เกาหลี จีน ไทย มาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย มีเปิดให้ขึ้นไปชมวิวทิวทัศรอบเมืองเวียงจันทน์ได้ด้วย แต่ต้องเสียเงิน เมื่อถึงตรงนี้วัตสันดักคอผมก่อนเลยว่าอย่าขึ้นไปดีกว่า ซึ่งตอนนั้นผมเห็นด้วย จะว่าขี้เกียจก็คงจะใช่ ผมเดินลอดซุ้มประตูไซ เห็นภาพด้านบน เป็นเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อาทิ พระราหู, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, พระนารายณ์, พระพรหม ดูวิจิตรงดงามเป็นอย่างมาก

 

เราใช้เวลาเดินชมความงามแห่งนี้อยู่ครู่หนึ่ง น้ำย่อยก็เริ่มทำงาน วัตสันบอกผมว่า ตามเส้นทางที่เราเดินผ่านมามีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่ง มีก๋วยเตี๋ยวขาย หรือที่เรียกว่า “เฝอ” วัตสันอยากกิน เราสองคนจึงเดินกลับไปตามเส้นทางเดิน ซึ่งตอนนี้ผมสังเกตเห็นว่า รถที่จอดติดไฟแดงทุกคันจะจอดหลังทางม้าลาย เพื่อให้คนเดินข้าม ถือว่าเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าคนลาวเขาก็มีระเบียบเคารพกฎจราจรเป็นอย่างดี

 

previous arrow
next arrow
PlayPause
Shadow
Slider

 

ผมกับวัตสันเดินกลับมาจนถึงร้านเป้าหมาย Mixok Guesthouse ซึ่งเป็นทั้งที่พักและร้านอาหาร ภายในตกแต่งแบบเรียบง่าย มีนักท่องเที่ยวชาวเอเชียครอบครัวหนึ่งนั่งกินอาหารก่อนที่เราจะมาถึง พนักงานเสิร์ฟ เดินเอาเมนูอาหารมาให้ถึงโต๊ะ เราสองคนอ่านเมนูภาษาลาวออกบ้างในบางประโยค โชคดีที่ภาษาอังกฤษของผมพอจะช่วยได้ ผมเลยสั่งเมนูที่ถือเป็นซิกเนเจอร์สำหรับคนไทย ข้าวไข่เจียวหมูสับ ผักชุบแป้งทอด ส่วนวัตสัน สั่งขนมจีน ปีกไก่ทอด ซึ่งถือว่าเป็นเมนูที่หาทานได้ในประเทศ ไม่ต้องลำบากข้ามแม่น้ำโขงมาทานแต่อย่างใด (อนาถใจตัวเองมากเมื่อคิดถึงตอนสั่งอาหาร)

 

เมื่อทานอิ่มหนำสำราญแล้วก็ได้เวลาคิดเงิน คำนวณออกมาแล้วอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าบาท สำหรับค่าอาหารในมื้อแรก ซึ่งถือว่ารสชาติดี และให้เยอะจนกระเพาะแน่นเลยทีเดียว จากนั้นผมและวัตสันได้เดินผ่านร้านขายของชำ แวะซื้อของใช้จำเป็น เช่น ยาสระผม หรือขนมขบเคี้ยว ซึ่งในส่วนขนมนั้นผมจำได้แม่นยำว่า ร้านติดราคาไว้ 6000 กีบลาว หรือประมาณ 23 บาทไทย คือขนมขบเคี้ยวยี่ห้อหนึ่งที่ในประเทศขายอยู่ที่ 20 บาทถ้วน และสินค้าภายในร้านเกือบ 99 เปอร์เซ็นต์ เมดอินไทยแลนด์เกือบทั้งสิ้น ผมและวัตสันจึงเลือกเฉพาะของที่ต้องการก่อนจะรีบเดินทางเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน เพราะยังจะต้องเดินทางไกลเพื่อไปเป้าหมายถัดไปในวันรุ่งขึ้น

 

นั่นก็คือ..

 

“วังเวียง” นั่นเอง

 

น่าเสียดายหัวใจเศร้า พื้นที่ซึ่งบอสให้เขียนหมดลงเสียแล้ว (เนื้อที่หมดลงนานแล้วด้วย บอสโวยมา)

 

จึงขอเรียนเชิญผู้อ่านรอเรื่องราวสารพัดที่นักสืบข่าวอย่างผมยังจะได้พบเจออีกในตอนต่อไปนะครัช…

 

-D-