Light the Rights

ชลธร วงศ์รัศมี

 

 

สัตว์ก็เหมือนคนนั่นล่ะ เห็นหน้าตาใสซื่อใช่ว่าจะใสอย่างที่เห็นเสมอไป บ่อยครั้งสัตว์เป็นเครื่องมือสื่อสารประเด็นสังคม-การเมืองไว้ลึกซึ้ง วันนี้ Detectteam จึงชวนสำรวจว่า มีสัตว์ตัวไหนบ้างที่ไม่ใช่แค่น่ารักแต่แฝงไว้ด้วย “เนื้อหาลับ”  อีกด้วย

 

1. แพดดิงตัน: หมีผู้อพยพแห่งอังกฤษ

 

 

28 มิถุนายน 2560 ดอกไม้ กระปุกแยมส้ม ท่วมท้นอยู่แทบเท้ารูปปั้นรูปหมีตัวหนึ่งในสถานีรถไฟแพดดิงตัน ประเทศอังกฤษ เพื่อไว้อาลัยการเสียชีวิตของ ไมเคิล บอนด์ นักเขียนวัย 91 ปี ผู้เขียนนิทานเด็กเรื่อง  A Bear Called Paddington (2501) บอนด์เคยทำงานกับกองทัพอากาศพิเศษและกองทัพอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปลดประจำการเขากลายมาเป็นช่างภาพของ BBC ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มเขียนเรื่องราวของแพดดิงตัน เจ้าหมีที่โปรดปรานแยมส้ม

 

แพดดิงตันเป็นที่รักของชาวอังกฤษมายาวนาน ทั้งที่มันไม่ใช่หมีอังกฤษ แพดดิงมาจากเปรูโดยซ่อนตัวอยู่ในเรือชูชีพของเรือเดินมหาสมุทร เจ้าหมีกำพร้าอัธยาศัยสุภาพน่ารักเดินทางมาถึงสถานีรถไฟในลอนดอนอย่างหมีไม่มีบ้านและแขวนป้ายห้อยคอว่า “โปรดดูแลหมีตัวนี้ด้วย ขอบคุณ” เมื่อครอบครัวบราวน์มาพบจึงอุปการะไว้แล้วตั้งชื่อมันว่า “แพดดิงตัน” ตามชื่อสถานีรถไฟ แล้วการผจญภัยในเมืองใหญ่ของแพดดิงตันก็เริ่มขึ้น  แพดดิงตันอยู่ในชีวิตประจำวันของคนอังกฤษมากว่าครึ่งศตวรรษ ทั้งอยู่ในตุ๊กตาและสินค้าประเภทต่างๆ ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในไอคอนของลอนดอน มีหนังสือ รายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์ที่ต่อยอดจากแพดดิงตันมากมาย หนังสือเกี่ยวกับแพดดิงตันขายได้กว่า 40 ล้านเล่มทั่วโลก

 

พ.ศ. 2560 กระแสขวาจัดและการกีดกันผู้อพยพปะทุรุนแรงขึ้นในอังกฤษ ต่อเนื่องจากช่วง Brexit ที่ผู้คนเกิดความกังวลว่าผู้อพยพอาจหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่จำกัดหากอังกฤษไม่แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป ชาวอังกฤษส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการแยกตัวนี้รวมทั้งการกีดกันผู้อพยพ  เมื่อบอนด์เสียชีวิต นอกจากจะระลึกถึงบอนด์แล้วชาวอังกฤษจำนวนมากยังถือโอกาสนี้จดจำแพดดิงตันในฐานะผู้อพยพอย่างกว้างขวาง สื่อหลายหัวในอังกฤษชวนให้ผู้คนทบทวนถึงความกรุณาปรานี ความงดงามของการโอบรับซึ่งกันและกันโดยไม่มีเชื้อชาติศาสนามากีดขวางผ่านเรื่องราวของแพดดิงตัน ซึ่งเป็นการกล่าวที่ไม่เกินจริงหากย้อนมองถึงโลกที่ห้อมล้อมบอนด์ไว้ตอนสร้างเจ้าแพดดิงตันขึ้นมา บอนด์บันทึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับผู้อพยพที่พบเจอตามสถานีรถไฟในอังกฤษก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าผู้คนมองหาสถานที่ปลอดภัย เด็กๆ มากมายมีป้ายชื่อคล้องไว้ที่คอ เขากล่าวว่า “จะเป็นอย่างไรหากมีหมีตัวหนึ่งมาถึงสถานีในฐานะผู้อพยพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีป้ายห้อยคออยู่”

 

เด็กๆ ที่อพยพมาอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สวมโค้ทเดินทางเช่นเดียวกับแพดดิงตัน

 

นับเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์หากคิดว่าเจ้าแพดดิงตันเป็นผลพวงจากสงครามที่คุโชนเพราะการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน และในวันนี้มันได้ย้อนกลับมาปกป้องความรักต่อเพื่อนมนุษย์หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้คนสะกิดใจต่อการแบ่งแยกนี้อีกครั้ง

 

 
2. โมหิณี: นังแมวประเทืองปัญญาของไมเคิล ไรท

 

 

ก่อนยุคคำว่า “ทาสแมว” จะฮอตฮิต  มีแมวตัวหนึ่งชื่อ “โมหิณี” เป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจของ ไมเคิลไรท หรือ ไมค์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่มาอยู่เมืองไทยหลายปีและผลิตผลงานเขียนด้านประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วัฒนธรรมของไทยและอุษาคเนย์ที่เฉียบคมและมีคุณค่าไว้มากมาย ไมค์มีกิมมิกในงานเขียนที่ทุกคนโปรดปราน นั่นคือหลังจากลำเลียงเนื้อหาสาระจนเกือบสมบูรณ์แล้ว ไมค์มักจะตบท้ายด้วยความคิดเห็นของ “อีนังโมหิณี” แมวของเขาเป็นส่วนแถมเสมอ เช่น

 

‘อีนังโมหิณี, แมวรักของผม, ขอตบท้ายว่า :-

 

“ขอแสดงความคารวะต่อท่านประธานทักษิณ!

 

“พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมัวใช้เวลา 70-80  ปี ต่อต้านทุนนิยมในเมืองและชักชวนชาวชนบทให้ลุกขึ้นสู้, แต่ไม่สำเร็จเสียที

 

“ท่านทักษิณและพรรคไทยรักไทยใช้เวลาเพียงห้าปีทำป่นปี้ทั้งระบบจนชนชั้นกลางในเมืองเสียศรัทธาลุกขึ้นสู้ ในขณะเดียวกันท่านยังปลุกระดมและจัดตั้งชาวชนบทเป็นขบวนลุกขึ้นมาท้าทายชนชั้นกลางในเมือง

 

“ท่านเหมา เจ๋อ ตุง และท่านโฮจิมินห์ ต่างแพ้ยับเลย, เจ้าข้า! 

 

(จากคอลัมน์ ‘ฝรั่งมองไทย’ ใน มติชนสุดสัปดาห์ วันที่  5 พฤษภาคม 2549 ปีที่ 26 ฉ. 1342)

 

โมหิณีมีส่วนทำให้บทความของไมค์สนุกสนานและหยิกแกมหยอก จนโมหิณีกลายเป็นดาราเด่น บางทีที่คนอ่านอ่านมาเสียยืดยาวก็เพื่อรอว่า “อีนังโมหิณี” จะพูดอะไร แถมโมหินียังมีชื่อบนหน้าปกหนังสือที่ไมค์เขียนในฐานะนักเขียนร่วมอีกด้วย

 

ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่ชื่อ “โมหิณี” ที่ไมค์นำมาตั้งชื่อแมวสีสวาดตัวนี้ก็เลือกมาแล้วอย่างแยบคาย โดยนำมาจากชื่อนางโมหิณีซึ่งเป็นร่างแปลงของพระวิษณุ  นางโมหิณีปรากฏตัวในวรรณกรรมมหาภารตยุทธและในภควัตปุราณะทุกครั้งที่ต้องใช้ความงามเป็นอาวุธ ครั้งหนึ่งระหว่างพิธีกวนเกษียรสมุทร มีสิ่งมหัศจรรย์นานาชนิดผุดขึ้นจากความปั่นป่วนวุ่นวาย เช่น พระลักษมี นางอัปสร โคสุรภี ม้าขาว ดวงจันทร์ ต้นปาริชาติที่ประทานพรแก่ผู้ขอได้ ไอพิษซึ่งกรุ่นขึ้นมาจนพระศิวะต้องกลืนไว้เพื่อปกป้องจักรวาลมิให้ถูกทำลาย สิ่งสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาคือแพทย์ของเหล่าเทวดาชื่อธันวันตริซึ่งถือภาชนะบรรจุน้ำอมฤต เมื่อเหล่าอสูรได้เห็นน้ำอมฤตพากันตะโกนเรียกร้องขอส่วนแบ่ง พระวิษณุจึงแปลงกายเป็นนางงามชื่อโมหิณี ยั่วยวนให้อสูรหลงใหลลืมตัว แล้วแบ่งน้ำอมฤตแจกจ่ายแก่เหล่าเทวดาได้ดื่มกันทั่ว จากนั้นเหล่าเทวดาซึ่งได้กำลังจากน้ำอมฤตก็ขับไล่อสูรไปได้

 

ประติมากรรมจำลองเหตุการณ์การกวนเกษียรสมุทรร่วมกันของทวยเทพและอสูรซึ่งกลายมาเป็นรากฐานคติทางการเมืองการปกครองของไทย โดดเด่นอยู่ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ประติมากรรมนี้ไม่มีนางโมหิณีผู้มีส่วนช่วยให้ทวยเทพได้ครอบครองน้ำอมฤตและได้ชัยชนะเหนืออสูรนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

โมหิณีเป็นแมวการเมืองอย่างแท้จริง และ “บท” ของโมหิณีในงานของไมค์ก็สัมพันธ์กับชื่อของมันมาตั้งแต่ต้น นั่นคือการยั่วยวน ท้าทาย หลอกล่อ เบี่ยงเบนความสนใจเพื่อนำไปสู่บางอย่าง สำหรับผู้อ่านของไมค์ “อีนังโมหิณี” คือความท้าทายทางปัญญาแบบแสนน่ารัก มีมารยาท และเปี่ยมอารมณ์ขันเหมือนเจ้าของของมันนั่นเอง

 

 

3. La Paloma: นกพิราบที่บินมา 150 ปี

 

“ถ้าหน้าต่างของเธอมีนกพิราบมาเกาะ โปรดดูแลด้วยความรัก เพราะนั่นคือฉันเอง โปรดบอกรักกับฉัน”  

 

ถ้อยคำข้างต้นคือส่วนหนึ่งของเพลง La Paloma ซึ่งในภาษาสเปนแปลว่า “นกพิราบ” La Paloma เป็นเพลงอายุ 150 ปี ที่มาไกลเกินกว่าคำว่าโด่งดัง และได้รับการเรียกขานว่าเป็น International Hit เพลงแรกๆ ของโลก  La Paloma เป็นเพลงน่าอัศจรรย์ เมื่อมันเดินทางผ่านประเทศหนึ่งๆ มันจะมีความหมายแตกต่างกันไป ผู้คนที่หนึ่งอาจรู้จัก La Paloma ในฐานะเพลงรัก ไปอีกที่หนึ่งอาจเป็นเพลงสันติภาพ อีกที่หนึ่งอาจเป็นเพลงปฏิวัติ

 

La Paloma ต้นฉบับแต่งโดยเซบัสเตียน อีราเดียร์ (Sebastián Iradier) นักแต่งเพลงจากแคว้นบาสก์ (หนึ่งในแคว้นที่พยายามประกาศเอกราชจากสเปน) เซบัสเตียนแต่งเพลงนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1863 โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงเต้นรำของคิวบาซึ่งเขาเดินทางไปเที่ยวในปี ค.ศ. 1861 เนื้อร้องกล่าวถึงกะลาสีชาวคิวบาที่ต้องออกทะเล โดยพรรณนาฝากความรักผ่านนกพิราบที่บินมาเกาะหน้าต่างห้องนอนของหญิงสาวคนรักในกรุงฮาวานา

 

เมื่อเพลงนี้เดินทางถึงเม็กซิโก ชาวเม็กซิกันตอบรับเพลงนี้อย่างอบอุ่น และกลายเป็นเพลงโปรดของสมเด็จพระจักรพรรดิแม็กซีมีเลียนที่ 1 แห่งเม็กซิโกในช่วงก่อนการปฏิวัติเม็กซิโก และได้รับความนิยมในฝรั่งเศสและเยอรมนีในช่วงทศวรรษ 1860 ที่ฝรั่งเศส La Paloma ได้รับความนิยมให้เป็นเพลงขับขานในงานศพ

 

มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในเพลงไปตามแต่ละประเทศที่เพลงนี้เดินทางไปถึง จากคิวบา ไปเม็กซิโก อัฟกานิสถาน สเปน ฮาวาย ฟิลิปปินส์ เยอรมนี La Paloma ก้องกังวานไปทั่วยุโรป รุดสู่หมู่เกาะแซนซิบาร์ ที่เยอรมนี แม้แต่นาซีก็ไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของเพลงนี้ได้ นักดนตรีเชื้อสายยิวคนหนึ่งรอดชีวิตจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะวันที่จะถูกจับไปค่ายกักกันมีทหารมาถามว่ามีใครเล่นดนตรีเพลง La Paloma ได้ เขาจึงโชคดีถูกจับแยกไปและไม่ถูกฆ่า ที่เม็กซิโกเพลงนี้ได้รับการแปลงเนื้อร้องใหม่ให้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สมัยประเทศล่มสลายและสอดแทรกเนื้อหาให้ทุกคนรักชาติ La Paloma มีสถานะราวกับเป็นเพลงชาติอย่างไม่เป็นทางการของเม็กซิโก และครั้งหนึ่งเคยถูกผู้มีอำนาจสั่งห้ามร้อง ทว่าประชาชนเม็กซิกันร้องเพลงนี้อย่างเปี่ยมความรู้สึก

 

ภาพชาวเม็กซิกันร้องเพลง La Paloma ที่ดัดแปลงเนื้อหาให้เกี่ยวกับความรักชาติ จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง La Paloma-Longing Worldwide

 

เอลวิส เดอะบีทเทิลส์ อุปรากรคาเมน ล้วนมีส่วนเชื่อมโยงกับเพลงนี้ นักร้องอาชีพทั่วโลกร้องเพลงนี้ไว้ในเวอร์ชันต่างๆ มากมาย  นกพิราบตัวนี้เดินทางมาถึงยุควัฒนธรรมป็อบกลายเป็นเพลงประกอบละครและภาพยนตร์หลายชาติหลายภาษา  ขณะที่กำลังคลอเคลียประกอบฉากอาวรณ์รักของหนุ่มสาวในภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง A Moment to Remember (2004) ในเวลาเดียวกันมันอาจโบยบินอยู่เหนือความตายในแคว้นบาสก์ซึ่งมีผู้สังเวยชีวิตจากการต่อสู้เพื่อแยกตัวจากสเปน นกพิราบใน La Paloma ราวกับมีมนตร์ขลัง มันเดินทางไปทั่วโลกจากดินแดนที่ดิ้นรนต้องการเสรี ไม่ว่าจะเป็นคิวบาหรือแคว้นบาสก์ สัมผัสหัวใจมีรักทุกดวงได้ไม่ยาก ร้อยเรียงเข้าไปในจิตวิญญาณการต่อสู้ เป็นนกพิราบสื่อรักธรรมดาๆ ทว่าได้สิทธิ์ผนึกแน่นใน รัก ฝัน และหวังของผู้คนนับไม่ถ้วน

 

4. We Bare Bears: หมีพหุวัฒนธรรมแห่งซานฟรานซิสโก

 

 

ซานฟรานซิสโกไม่ใช่เมืองธรรมดา การเรียกร้องสิทธิ LGBT เริ่มต้นที่นี่ ใครเป็นฮิปปี้แล้วไม่มาที่นี่ถือว่าเป็นไม่จริง และยังเป็นเมืองที่อัยการไม่ยอมทำตามคำสั่งประธานาธิบดีของทรัมป์ที่สั่งให้กีดกันผู้อพยพ เพราะฉะนั้นการเอาหมีสามตัวพี่น้องในซีรีส์ยอดฮิต We Bare Bears มาใช้ชีวิตที่ซานฟรานซิสโกย่อมไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน

 

กริซซี่ (หมีป่าสีน้ำตาล) แพนด้า (หมีแพนด้า) และไอซ์แบร์ (หมีขาว) คือหมีสามตัวที่ย้ายมาอยู่ซานฟรานซิสโกและพยายามอย่างยิ่งที่จะปรับตัวให้เข้ากับเมืองใหญ่แต่พวกมันก็มักจะทำอะไรขาดๆเกินๆ และสร้างความปั่นป่วนอยู่เสมอ

 

กริซซี่พี่ใหญ่เป็นหมีร่าเริง เปิดเผย มีนิสัยเหมือนหมีป่า กินอาหารก็ไม่ค่อยเรียบร้อย และบางทีก็หนีน้องๆ ไปอยู่ป่าซะงั้น แพนด้าชอบอนิเมะและทุกอย่างที่เป็นตะวันออก ขี้กังวลและติดสมาร์ตโฟน ส่วนไอซ์แบร์พูดน้อย ขึงขัง แต่พูดได้ 5 ภาษาทั้งตะวันตกและตะวันออก ฉลาดเฉลียว รสนิยมสูง รู้จักศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม ทำอาหารอร่อยและมารยาทเป๊ะ

 

นอกจากหมีทั้งสามที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมแม้จะเป็นพี่น้องกันแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้ยังเต็มไปด้วยตัวละครหลายชาติหลายภาษา เช่น โคลอี้ เด็กอัจฉริยะชาวเกาหลีที่บุกเข้าไปในบ้านของทั้งสาม (หรือถ้ำหมี) เพื่อหาข้อมูลทำรายงานส่งมหาวิทยาลัยจนเป็นเพื่อนสนิทกับสามหมี  มีหลายฉากที่โคลอี้พูดเกาหลีและซีรีส์ก็ปล่อยให้ผู้ชมฟังภาษาเกาหลีไปยืดยาวแม้ผู้ชมจำนวนมากจะไม่เข้าใจก็ตาม เพราะผู้สร้างซีรีส์นี้ต้องการสื่อว่าโคลอี้พูดภาษาเกาหลีเป็นหลัก ในช่วงทรัมป์กีดกันชาวมุสลิมออกจากอเมริกา การ์ตูนเรื่องนี้จงใจวางคาแรกเตอร์ของผู้หญิงสวมฮิญาบไว้ในจุดเด่นของฉากหลายๆ ตอน เพื่อให้เห็นความหลากหลายในสังคมอเมริกัน ผู้ชมรับรู้ได้ถึงความตั้งใจนี้ บางคนส่งข้อความมาหาผู้สร้างซีรีส์เรื่องนี้ว่า “ขอบคุณ สิ่งที่คุณทำมันสำคัญมาก”

 

ดาเนียล ชอง (Daniel Chong) ผู้สร้าง We Bare Bears เป็นชาวอเมริกันซึ่งมีเชื้อสายเป็นผู้อพยพชาวสิงคโปร์ เขากล่าวว่าการ์ตูนเรื่องนี้เป็นภาพสะท้อนสังคม โดยใช้หมีเป็นตัวแทนคนกลุ่มน้อยที่พยายามเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ชองกล่าวว่า “บางคนก็ดีต่อพวกมันแต่บางคนก็ร้าย พวกมันก็แค่ต้องการหาที่ของมัน เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน ผมหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะมีบางอย่างเป็นสากลและผู้คนสามารถเชื่อมโยงและเห็นค่านิยมในซีรีส์นี้”

 

We Bare Bears ได้รับความนิยมทันทีที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2558 เด็กๆ ชอบความตลก ท่าทางน่ารักๆ เงอะงะๆ และการผจญภัยของหมีทั้งสาม แต่ผู้ใหญ่จะสนุกยิ่งขึ้นจากมุขแบบผู้ใหญ่และการจิกกัดเหน็บแนมสังคม  เนื้อหาของ We Bare Bears ทันสมัยมาก มันพูดถึงการเมือง ความพยายามทำให้ได้ like มากที่สุดจากโซเชียลมีเดีย การเดตออนไลน์ LGBT ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความพยายามเป็นคนดัง ฯลฯ และออกจะทันเหตุการณ์ทีเดียว เช่น ในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดี ซีรีส์นี้ทำให้แฟนซีรีส์พร้อมใจกันติดแฮทช์แท็ก #icebareforpresident (เลือกไอซ์แบร์เป็นประธานาธิบดี) อุ่นหนาฝาคั่ง

 

“เมื่อผมมองดูทีมงาน ผมก็สร้างเรื่องราวขึ้นมาจากคนรอบๆ ตัวผม ผู้อำนวยการกำกับเป็นชาวเม็กชิกัน บอร์ดด้านศิลปะคนหนึ่งเป็นหนุ่มเกาหลี และดีไซเนอร์ของเรามาจากหลากหลายเชื้อชาติ ผมเลยคิดว่าต้องใช้ข้อได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์ เพราะผมอยากทำให้ซีรีส์ของเรามีเอกลักษณ์

 

“โลกใบนี้มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ผมจึงสร้างซีรีส์นี้ซึ่งเกี่ยวกับคนนอก สำหรับผมหมีทั้งสามตัวแสดงบทบาทเหมือนคนกลุ่มน้อยในอเมริกา พวกเขาหาวิธีที่จะปรับตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ด้วยบรรยากาศทางการเมืองในอเมริกาขณะนี้ ผมคิดว่านี่จะโดนใจอย่างมาก”  ชองผู้พา We Bare Bears มาถึงซีซันที่ 4 และได้รับรางวัลมากมายจากซีรีส์นี้กล่าว

 

 

การประท้วงที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก เพื่อต่อต้านคำสั่งประธานาธิบดี (executive order) ของทรัมป์ที่ห้ามชาวมุสลิมจาก 7 ประเทศเข้าอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2560

 

ท่ามกลางบรรยากาศของการยอมรับความหลากหลายของเมืองใจกว้างอย่างซานฟรานซิสโก ไม่ว่าหมีทั้งสามตัวจะทำอะไรเปิ่นเคอะแค่ไหน มันมักจะได้รับการให้อภัยเสมอ แม้จะมีคนใจร้ายกับมันบ้าง แต่มีคนใจดีเยอะกว่า  ไม่ใช่แค่ครอบครัวหมีสามสี ตัวละครทุกสีผิวในเมืองนี้ล้วนมีที่ยืน มีอาชีพ มีคุณค่าในทางใดทางหนึ่ง มีวัฒนธรรมของตนเองที่เปิดโอกาสให้เพื่อนเข้ามาสัมผัสและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้ชมที่ชม We Bare Bears จึงเหมือนได้เรียนรู้โลกกว้างไปด้วย เป็นโลกกว้างที่เต็มไปด้วยประเด็นที่โลกกำลังพูดถึงและให้คุณค่ากันอยู่ และหมีสามตัวนี้ยังช่วยขยายขอบเขตหัวใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้เห็นคุณค่าของความหลากหลายอันสวยงาม

 

 

สัตว์น่ารักๆ พาเรามาไกลได้ถึงขั้นไหน ถามใจเธอดู

 

 

-D-

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 

http://www.foxnews.com/entertainment/2017/06/28/paddington-bear-creator-michael-bond-dead-at-91.html

 

ไมเคิล บอนด์ ผู้สร้างเจ้าหมีแพดดิงตัน เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี. (ออนไลน์) https://news.nangdee.com/viewtopic.php?nid=11920

 

http://www.lapalomaproject.com

 

La Paloma, the longing wind เพลงนี้เดินทางแสนยาวนาน.(ออนไลน์) https://pantown.com/board.php?id=27134&area=4&name=board1&topic=30&action=view

 

นิธิ เอียวศรีวงศ์. กวนเกษียรสมุทร. มติชนสุดสัปดาห์. 6 มิถุนายน 2557 ปีที่ 34 ฉบับที่ 1764

 

Alison de Souza.  Multicultural characters abound in We Bare Bears.(ออนไลน์) http://www.straitstimes.com/lifestyle/multicultural-characters-abound-in-we-bare-bears