คำขวัญวันเด็กนั้นเริ่มมีขึ้นในปี 2499 โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีอดีตสมาชิกคณะราษฎร ปีแรกปรากฏคำขวัญว่า

 

“จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม”

 

หลังจากนั้นคำขวัญวันเด็กงดไป 2 ปี ก่อนที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จะรื้อฟื้นคำขวัญวันเด็กอีกครั้ง โดยตั้งแต่ปี 2502- 2506 คำขวัญวันเด็กจะปรากฎคำว่า

 

“ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่…”

 

ตรงที่จุดไข่ประไว้ ก็เพื่อให้ทางจอมพลสฤษดิ์ไปเติมคำต่อกันเอาเอง โดยปรากฏคำหลังต่อท้ายไล่ตามปีว่า รักความก้าวหน้า รักความสะอาด อยู่ในระเบียบวินัย ประหยัดและมีความขยันหมั่นเพียร

 

ภายหลังที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ถึงแก่อสัญกรรม งานวันเด็กได้งดจัดไปในปี 2507 และตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมางานวันเด็กและคำขวัญวันเด็กก็จัดอย่างต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ไม่มีงดหรือขาดตอนแต่อย่างใด โดยจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้มีโอกาสคิดคำขวัญวันเด็กมากที่สุดคือ 9 ครั้งด้วยกัน โดยคำขวัญวันเด็กปี 2511 เป็นคำขวัญวันเด็กที่มีพยางค์เยอะที่สุดคือ 29 พยางค์ แต่งโดยจอมพลถนอม กิตติขจรนั่นเอง

 

กับคำขวัญที่ว่า

 

“ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มมีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง”

หากนับตามพยางค์แล้ว ปี 2511 เป็นปีที่มีคำขวัญวันเด็กยาวที่สุดยืนยงยาวนานมาถึงทุกวันนี้ไม่มีคำขวัญใดมาทำลายได้

 

ไม่เพียงเท่านั้นจอมพลถนอม กิตติขจรยังคิดคำขวัญวันเด็กที่เราคุ้นหูมาถึงทุกวันนี้ ก็คือคำขวัญที่ว่า “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” โดยเป็นคำขวัญวันเด็กในปี 2516 และเป็นคำขวัญวันเด็กครั้งสุดท้ายที่จอมพลถนอมคิดขึ้น เพราะในคำขวัญวันเด็กปี 2517 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม นายสัญญา ธรรมศักดิ์ได้คิดคำขวัญวันเด็กที่สั้นที่สุดคือ คำว่า

 

“สามัคคีคือพลัง” สั้น ๆ แต่กระชับได้ใจความอย่างยิ่ง

 

 

ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คำขวัญวันเด็กของนายธานินทร์ กรัยวิเชียรปรากฏคำขวัญว่า “รักชาติ ศาสน์ กษัติรย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย” และคำขวัญในปีต่อมาคือ 2521 ของพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็เป็นคำขวัญที่คุ้นหูมาถึงทุกวันนี้เช่นกัน ก็คือ

 

“เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ”

 

อย่างไรก็ดีหากถามว่า คำขวัญวันเด็กใดถูกใช้เยอะสุด ต้องยกให้ คำขวัญที่ว่า “นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม” โดยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีนำมาใช้ซ้ำกันเป็นคำขวัญวันเด็ก 3 ปีซ้อนในปี 2529-2531 ซึ่งพล.อ.เปรมเป็นนายกรัฐมตรีที่ได้คิดคำขวัญวันเด็กมา 8 ปีมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากจอมพลถนอม กิตติขจร

 

ต่อมาทางพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ใช้คำขวัญที่ว่า “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม” ในปี 2532-2533 คาดว่าอาจได้รับแรงบันดาลใจจากนายกรัฐมนตรีพล.อ.เปรมก็เป็นได้

 

ภายหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 นายชวน หลีกภัยใช้คำขวัญที่ว่า “ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม” ในปี 2536-2537 แต่คำขวัญวันเด็กปี 2538 นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เปลี่ยนแค่ประโยคหน้า แต่ยังรักษา 2 ประโยคหลังไว้เหมือนเดิม ดังปรากฏคำขวัญวันเด็กในปีดังกล่าวว่า

 

“สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม”

 

ทั้งนี้นายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้คำขวัญซ้ำกันบ่อยสุด คือ 3 ครั้งด้วยกัน โดยคำขวัญที่ว่า “ยึดมั่นประชาธิปไตย ใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม” ใช้ซ้ำในปี 2536-2537 ต่อมาในปี 2541-2542 “ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย” ก็ถูกใช้ซ้ำ 2 ปีซ้อนเช่นกัน

 

พอมาถึงปี 2543-2544 “มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย” ก็ถูกใช้ซ้ำอีก 2 ปี สันนิษฐานเบื้องต้นว่า นายชวน หลีกภัยอาจจะพยายามคิดธรรมเนียมการคิดคำขวัญใหม่ 1 คำขวัญใช้ไป 2 ปีก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีเมื่อนายทักษิณ ชินวัตรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ใช้ธรรมเนียมดังกล่าวอีกต่อไป

 

 

ขณะที่พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา มีรูปแบบการคิดคำขวัญอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 10-11 พยางค์ ก็สามารถสร้างคำขวัญได้ ส่วนนายกรัฐมนตีไทยที่ไม่ได้มีโอกาสคิดคำขวัญให้เด็กมี 4 ท่านด้วยกัน คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายสมัคร สุนทรเวชและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

 

ทั้งนี้ผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนเตรียมทหาร ถือเป็นสถาบันที่มีนายกรัฐมนตรีผู้คิดค้นคำขวัญเยอะที่สุดคือ 10 ท่านด้วยกัน โดยมีพลเรือนเพียง 8 ท่านเท่านั้น

 

สุดท้ายนี้แม้ชื่อจะบอกว่าคำขวัญวันเด็ก แต่เป็นผู้ใหญ่ต่างหากที่คิดคำขวัญให้กับเด็ก ๆ เยาวชนอนาคตของชาติไทยอย่างเพลิดเพลิน เสมือนหนึ่งสาส์นจากผู้ใหญ่ที่มอบให้เด็กในแต่ละยุคสมัย ส่วนเด็ก ๆ นั้นจะมีอะไรและอยากจะตั้งคำขวัญให้กับผู้ใหญ่หรือไม่

 

ต้องลองไปสอบถามเด็ก ๆ ดู

 

เพราะคนเขียนไม่ได้เป็นเด็กแล้วสิ…เลยตอบแทนเด็ก ๆ ไม่ได้..

 

-D-