หมาบิน

 

 

ลมหนาวพัดมาตามฤดูกาล หลายคนที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งปี ต่างเฝ้ารอเวลานี้มาอย่างยาวนาน “เขาค้อ” สถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงได้รับความนิยม ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ยังมีผู้คนพลัดกันแวะเวียนมาทักทายลมหนาวและสายหมอกอย่างต่อเนื่อง ดลบันดาลให้ผมต้องการเดินทางไปเพื่อชมความงามของ “เขาค้อ”

 

การเดินทางของผมเริ่มต้นจาก ช่วงเช้ามืดที่กรุงเทพพระมหานคร เมืองหลวงที่คนพลุกพล่าน มุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบูรณ์ เมืองมะขามหวาน ในใจของผมตั้งใจเพื่อไปสัมผัสทะเลหมอกสักครั้งในชีวิต จากคนที่ไม่เคยได้เห็นทะเลหมอกเลยตลอด 20 ปี ผมจึงเลือก “เขาค้อ” เป็นประสบการณ์แรกที่จะได้สัมผัสลมหนาว และสายหมอก

 

รถเช่าหนึ่งคันกับคาราวานผองเพื่อนที่ตั้งใจจะหลบหนีความวุ่นวายของรถรา ไปหาชีวิตแบบสโลไลฟ์ ผมใช้เวลาในการเดินทาง 6 ชั่วโมง บนท้องถนนที่มุ่งหน้าไปตามเส้นทาง สระบุรี-หล่มสัก เพื่อไปยัง จ.เพชรบูรณ์ เป้าหมายของเส้นทางนี้คือ ไปรษณีย์เขาค้อ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ตลอดเส้นทางผมพบว่ามีคนที่เดินทางไปยังจุดหมายเดียวกับผมเป็นจำนวนมาก เพราะวันที่ผมเลือกนั้น เป็นวันหยุดยาว 3 วัน ในช่วงเดือนธันวาคม

 

ผมเดินทางผ่านเส้นทางที่สาหัสระดับหนึ่ง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ขับรถขึ้นเขาที่มีความลาดชัน ทางโค้งที่ต่อเนื่อง หากใจร้อนหรือไม่มีสติที่ดีพอ จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ และโค้งหลายสิบโค้งนี่เองที่ทำให้คนขับรถอย่างผม เกิดอาการเมารถได้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผมเตรียมที่จะรับมือ แต่สุดท้ายผมก็เดินทางไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้โดยปลอดภัย

 

เต็นท์ ถุงนอน เตาปิ้ง ถูกขนลงมาจากรถในเวลาเกือบเที่ยงวันกับแสงแดดแผดจ้า และผู้คนที่รายล้อมในสถานที่กางเต๊นท์ของไปรษณีย์เขาค้อ เด็กเล็ก ผู้เฒ่า หนุ่มสาว ต่างพากันมาเยือนที่แห่งนี้ ทั้งมาเดี่ยว มาคู่ หรือยกกันมาทั้งครอบครัว เพียงเพื่อได้ทำกิจกรรมร่วมกันและชมความงามของทะเลหมอกในยามเช้า ผมจัดเตรียมที่พักให้พร้อมสรรพ ก่อนจะขับรถไปเที่ยวที่ “กังหันลม เขาค้อ” ด้วยอุณหภูมิที่เริ่มเย็นลงและท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆครึ้ม สถานที่แห่งนี้เป็นที่ถูกใจของนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากจะมีกังหันลมที่ผลิตไฟฟ้าเป็นเสมือนมาสคอตแล้ว ยังมีรถชาวไทยภูเขา หรือที่เรียกกันว่า “ฟอมูล่าม้ง” คอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย ในราคา 50 บาท และจะเล่นกี่รอบก็ได้ ถัดมาเป็นชิงช้าชาวไทยภูเขา ที่ใช้พลังงานคนเป็นตัวขับเคลื่อน ความสนุกและความหวาดเสียว ทำให้เหล่าคนเมืองที่ได้ขึ้นไปสัมผัสต่างกรีดร้องออกมาด้วยความสนุกสนาน

 

แต่ผมใจไม่ถึงพอที่จะเล่นชิงช้าชนิดนี้

 

อาหารการกินของ “กังหันลม เขาค้อ” ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารตามสั่ง และมีอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ขายด้วย รสชาติอร่อยถูกปาก ราคาสมเหตุผล หากใครได้ขึ้นมาเที่ยวบนนี้สามารถหาทานกันได้ และยังมีซุ้มขายของและสินค้าที่ระลึกจากชาวไทยภูเขาอีกจำนวนมาก ทั้งยังมีแปลงดอกไม้ที่สวยงามให้ได้ถ่ายรูปกันอีกด้วย ผมได้สูดโอโซนบนนี้อย่างเต็มที่ และสัมผัสกับลมหนาวที่ลอยมาปะทะใบหน้า

 

มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริง ๆ

 

 

ตกเย็นของวัน ผมกลับมายังเต็นท์ที่พัก พบว่าเต็นท์หลาย ๆ หลังเริ่มมีการหุงอาหารกินกันบ้างแล้ว บรรยากาศเริ่มดีขึ้นตามลำดับ โชคดีที่ใกล้กับจุดพัก มีร้านขายอาหาร ทั้งอาหารสด ปลา หมึก กุ้ง หรือร้านหมูกระทะ จิ้มจุ่ม ก็มีให้เลือกรับประทาน จะนั่งทานที่ร้าน หรือ ซื้อวัตถุดิบมาปิ้งย่างกันหน้าเต็นท์ก็สามารถทำได้ ช่วงเวลานี้เองเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุด บางจุดที่กางเต็นท์สามารถเห็นพระอาทิตย์ตกดินได้ ช่างเป็นภาพที่สวยงามเกินบรรยาย

 

นี่แหละเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน

 

เมื่อเริ่มมืด หากใครจะเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ ทางไปรษณีย์ก็มีบริการ โดยแบ่งเป็นห้องน้ำชาย -​ หญิง ฝั่งละ 3 ห้อง สามารถทำธุระและอาบน้ำชำระร่างกายได้ด้วย ซึ่งอุณภูมิที่ลดลงทำให้ผมต้องเต้นไปอาบน้ำไป อย่างที่ทราบว่า จำนวนห้องน้ำ ไม่สัมพันธ์กับปริมาณคนที่ใช้บริการ จึงต้องเผื่อเวลาในการยืนรอทำธุระไว้ด้วย แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใจร้าย มีบริการรถมอเตอร์ไซค์ พานักท่องเที่ยวไปอาบน้ำหรือใช้บริการห้องน้ำในอีกจุดหนึ่ง เพื่อเป็นการระบายคนไม่ให้แออัดในการต่อคิวมากเกินไป

 

สภาพอากาศที่อุณหภูมิ 16 องศา กับการนั่งผิงไฟ ปิ้งหมูกระทะ เล่นกีต้าร์ ร้องเพลงกับผองเพื่อน คงไม่มีช่วงเวลาใดสุขได้เพียงนี้ แต่ผมกลับพบว่า การเดินทางครั้งนี้มีสายฝนโปรยลงมาทักทาย แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะมีพ่อค้าแม่ขาย จำหน่าย ผ้าใบคลุมกันฝน ราคา 150 บาท ด้วยขนาดที่สามารถคลุมเต็นท์ได้ทั้งหลัง จึงทำให้การสังสรรค์ไร้ซึ่งอุปสรรค และเมื่อถึงเวลาหนึ่งก็มีเจ้าหน้าที่ของไปรษณีย์มาเก็บค่าสถานที่ ในราคาคนละ 80 บาท ซึ่งหากใครนำเต็นท์มาเองก็ไม่ต้องเสียค่าเต็นท์ แต่ถ้าจะเช่ากับทางเจ้าของสถานที่ ก็มีให้บริการในราคาหลังละ 100 บาท แถมวิวดีเห็นทะเลหมอกเสียด้วย

 

ยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บหลังสายฝนผ่านไป ท้องฟ้าเริ่มเผยให้เห็นดาวและแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านทิวไม้ เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก จนอยากให้ช่วงเวลาแห่งความสงบนี้ผ่านไปให้ช้าที่สุด

 

 

….เมื่อเวลาเช้ามาถึง ก่อนฟ้าสาง เริ่มเห็นทะเลหมอกราง ๆ กระทั่งอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ก็เผยให้เห็นความงามของธรรมชาติ หมอกที่ขาวโพลน ค่อย ๆ คืบคลานอย่างเชื่องช้า พาดผ่านผืนดิน ต้นไม้ ใบหญ้า อาคาร ถนนหนทาง จนสุดท้ายเหลือเพียงยอดเขาที่โผล่พ้นผืนหมอก เปรียบดั่งเกาะขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทะเล โดยมีท้องฟ้าคอยเสริมความงามอยู่ด้านบน

 

ภาพที่เห็นเปรียบเหมือนธรรมชาติระบายพู่กันแต่งแต้มความงามจนไร้ที่ติ ในขณะที่ผมเป็นเพียงมนุษย์ที่เดินทางมาไกล เพื่อมาเฝ้าดูผลงานจากศิลปินที่ชื่อว่า ธรรมชาติ เพียงเท่านั้น

 

แม้จะหยิบจับไม่ได้ แต่สัมผัสมันได้ด้วยความรู้สึก ที่บอกให้เรารับรู้ว่า ธรรมชาติมีพลังในการฟื้นฟูได้ทั้งร่างกาย และจิตใจ แม้จะเป็นเวลาแค่ 1 วัน กับการเดินทางไปกลับกว่า 600 กิโลเมตร สำหรับผมมันคุ้มค่ามากจริง ๆ หลังจากนี้ผมจะได้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพื่อเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตอีกครั้ง ด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม และหากเมื่อใดที่ร่างกายหรือจิตใจเริ่มเหนื่อยล้า…

ผมจะออกเดินทางอีกครั้ง

 

-D-