“การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 25 กรกฎาคม 2506

 

บรรทัดข้างบนคือพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านที่ทำให้ใครหลายคนหันมาทำความดีปิดทองหลังพระกันมากขึ้น แน่นอนว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาทเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสอนสั่งให้พสกนิกรชาวไทยตระหนักถึงการทำความดี เช่นเดียวกับกลุ่มคนที่ยอมสละความสบาย ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระมาโดยตลอดงานถวายสักการะพระบรมศพเกือบตลอดทั้งปี ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย มีเจ้าหน้าที่มากมายจากหลายหน่วยงานที่ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้กับประชาชนของพระองค์

 

Detectteam ร่วมรำลึกเปิดเผยความภาคภูมิใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปิดทองหลังพระ เปิดเผยเรื่องราวให้เห็นการทำความดีของคนไทยที่ร่วมถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน บรรทัดต่อไปเป็นเรื่องราวเล็ก ๆ ของตัวแทนกลุ่มคนที่ทำงานดูแลความสะดวกจัดระเบียบประชาชนที่ต่อแถวรอเข้ากราบพระบรมศพ เขาคือผู้ดูแลขบวนประชาชนตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้าย

 

 

เปิ้ล – สมใจ อ่อนภิรมย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ 13 ต.ค.2559 นั้นทำให้ตนรู้สึกใจหาย เสียใจอย่างมาก พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในหลาย ๆ ด้าน ทั้งทรงงานหนัก ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนคนไทยให้มีชีวิตที่ดีมาโดยตลอด เหตุการณ์ในวันนั้นเปรียบเสมือนวันที่บ้านหลังหนึ่งขาดเสาหลักลงไป เป็นความรู้สึกที่เชื่อว่าคนไทยทุกคนไม่มีวันลืม

 

สมใจเล่าถึงเหตุการณ์วันที่ 13 ต.ค.ต่อว่า เมื่อทางมูลนิธิทราบข่าวความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ก็ได้รับการประสานงานให้นำทีมงานจำนวน 60 คน เข้ามาช่วยเหลือด้านการแพทย์ให้กับประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาที่โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งถึงช่วงพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพมาพระบรมมหาราชวัง ทางสำนักพระราชวังก็ได้ติดต่อให้ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร และสำนักพระราชวัง ในการจัดระเบียบประชาชนที่จะเดินทางเข้ามา กราบพระบรมศพ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ตนได้เข้ามาทำหน้าที่ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

 

จากวันแรกถึงวันสุดท้าย เจ้าหน้าที่ป่อเต๊กตึ๋งเจอปัญหามาหลายรูปแบบ วันแรกที่พวกเขาเข้ามาทำงานในพื้นที่สนามหลวงนั้น ยังเป็นเพียงพื้นดินโล่ง ๆ ไม่มีเต้นท์หรือจุดคัดกรองใด ๆ แดดก็ร้อนจัด พอฝนตกก็ดันตกหนักอีก ไหนจะรวมถึงอารมณ์ของประชาชนที่ตั้งใจเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ ถือได้ว่าสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ไม่เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสิ้น แต่ทุกอย่างล้วนมีอุปสรรค เมื่อมีเข้ามาแล้วก็ต้องผ่านไปให้ได้

 

เปิ้ลกล่าวว่า ตนสอนสมาชิกและลูกน้องที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ทุกคนว่า ให้ยึดแบบอย่างของพระองค์ท่าน ที่ทรงงานมาแล้วกว่า 1,000 โครงการหลวง ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายกว่าพวกเราเยอะมาก ตนเชื่อว่าทุกคนรักในหลวง จึงต้องดูแลแขกที่จะมากราบพระบรมศพให้ดีที่สุด

 

เมื่อประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก การจัดการก็ต้องได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยเหมือนกัน ผู้ปิดทองหลังพระเผยต่อว่า จากวันแรกถึงวันสุดท้าย การพัฒนาระบบบริหารจัดการคนเข้าถวายสักการะพระบรมศพถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากในสนามหญ้ามาจนถึงการใช้หมวดอักษร ที่มีพื้นที่รองรับ 14,000 คนต่อวัน กระทั่งถึงวันที่ต้องคืนพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กรมศิลปากรในการจัดสร้างพระเมรุมาศ ก็มีการปรับพื้นที่เข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงวันที่คืนพื้นที่ทั้งหมด ก็ใช้รูปแบบบริหาจัดการคนใหม่ จากแต่ก่อนมีจุดคัดกรองและเข้าประตูหลายจุด ก็เหลือจุดคัดกรองเพียงแค่ 2 จุดเท่านั้น เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและง่ายต่อการจัดระเบียบ

 

 

“บางคนแซงคิว เราก็ต้องบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แน่นอนว่ามีคนมารอเข้าสักการะพระบรมศพกันเวลาหลายชั่วโมง แต่เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนรู้ว่าเจ้าหน้าที่ยังอยู่กับประชาชน เราจึงจัดให้ประชาชนที่เข้ามา เดินทั้งสองฝั่ง เพื่อให้เขาเห็นว่ายังมีการเคลื่อนที่ไปต่อเนื่อง แต่ในช่วงท้ายที่มีการเปิดให้เข้าสักการะพระบรมศพตลอด 24 ชั่วโมง ก็ถือว่าการจัดการจำนวนคนดีขึ้นไม่ต้องรอประตูเปิดตอน 04.00 น. เหมือนแต่ก่อน”

 

งานสำคัญเช่นนี้ย่อมต้องใช้กำลังพลที่มากตามไปด้วย เปิ้ลบอกว่า ในช่วงวันแรก ๆ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งใช้อาสาสมัครเข้ามาดูแล 60 คน โดยแบ่งเป็นในส่วนของทีมแพทย์และจัดคิว ทั้งยังมีการตั้งโรงครัวเพื่อบริการแจกจ่ายอาหารให้ประชาชนอีกด้วย รวมแล้วประมาณ 100 คนต่อวัน จะจัดแบ่งเป็นผลัดกันแล้วแต่ว่าจะใช้เวลาผลัดละกี่ชั่วโมงในจุดที่รับผิดชอบ ส่วนในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมีการปรับแผนเป็นดูแลเรื่องการแพทย์เต็มตัว เพื่อรองรับประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาในพื้นที่ เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นโรคประจำตัวอะไรบ้าง หรือสภาพอากาศจะเป็นเช่นไร โดยตระเตรียมสมาชิกไว้ 200-300 คน ร่วมกับมูลนิธิอื่นและหน่วยงานที่คอยดูแลความเรียบร้อย กระจายกำลังให้ครอบคลุมพื้นที่ เพื่อจะได้ดูแลประชาชนที่จะมาในงานพระราชพิธีได้อย่างทั่วถึง

 

“มีคำที่ในกลุ่มคนกู้ภัยมักใช้เรียก คือ ‘กู้ชีพ กู้ภัยของพระราชา’ ตนจะคอยบอกอาสาที่มาทำงานร่วมกันว่า หากต้องการเข้าถึงคำ ๆ นี้ เราต้องผ่านไปให้ได้ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน พระองค์ทรงพระราชทาน คำเกี่ยวกับอาสาสมัครว่า เราต้องพร้อมให้การช่วยเหลือ ตราบใดที่ยังช่วยเหลือได้ ตนเชื่อว่าทุกคนรักในหลวง สำหรับคนอาสาหรือคนกู้ภัย พวกเราภูมิใจที่ได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน”

 

เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต๊กตึ๋งกล่าวว่า เมื่อก่อนตนเป็นคนใจร้อนมากแต่เมื่อมาทำงานในส่วนนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปีของการจัดระเบียบคนเข้าสักการะพระบรมศพ ทำให้ใจเย็นลง ได้เห็นถึงความสามัคคีของคนต่างที่ต่างถิ่นแต่มีหัวใจที่รักพ่อ อยากมาช่วยงาน อยากมาทำหน้าที่เพื่อพ่อเป็นครั้งสุดท้าย สำหรับตน คำว่า กู้ชีพ…กู้ภัยของพระราชา ตนเข้าถึงคำ ๆ นี้อย่างแท้จริง เพราะได้ช่วยทุกคนตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำมาโดยตลอดไม่ได้ฉาบฉวยหรือแสวงผลประโยชน์แต่อย่างใด ตนเชื่อว่าหากยังมีลมหายใจและกำลังที่จะช่วยเหลือประชาชนต่อไป ก็จะทำ….”

 

 

นี่คือกลุ่มคนซึ่งทำหน้าที่ปิดทองหลังพระ ดูแลประชาชนจากทั่วทุกสารทิศที่เดินทางมาเพื่อกราบพระบรมศพ สุดท้ายนี้ Detectteam ขอน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ว่า

 

“อาสาสมัคร จะต้องระลึก อยู่เสมอว่าศรัทธาในการอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เกิดขึ้นด้วยตัวเอง มีความรู้สึกเห็นชอบในงานอาสาสมัคร มีศรัทธาที่จะทำงาน มีเวลาที่จะปฏิบัติงาน และพร้อมที่จะเป็นอาสาสมัคร”

 

แด่อาสาสมัครทุกท่านผู้ทำหน้าที่อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย แด่ผู้ปิดทองหลังพระทุกคน ณ ท้องสนามหลวงในช่วงที่ประชาชนเดินทางมากราบพระบรมศพ ผู้ปิดทองทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อดูแลอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องร่วมชาติ ขอร่วมถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช Detectteam ขอร่วมไว้อาลัยร่วมกับคนทั้งโลก

 

-D-