Feb 25, 2018

Through the Lawyer’s Eyes 

 

จุลศักดิ์  แก้วกาญจน์

 

 

1.”เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายต้องเงียบเสียงลง”1 เกือบกลายเป็น “สัจจธรรม” หรือ “อมตวาจา” สำหรับ ทนายความและนักกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีใต้ที่ลบล้างหรือละเมิดมิได้ เสียเพียงแต่ว่าในปี 1981 ทนายความและนักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีบูริมดงไม่ได้สงบปากสงบคำหรือนิ่งเฉยให้กับอำนาจที่พร้อมจะใช้ลั่นไกปืนใส่ประชาชนได้ตลอดเวลา

       ภายใต้สงครามที่ยาวนานในคาบสมุทรเกาหลีนับแต่การเข้าปกครองของรัฐบาลแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นโดยสนธิสัญญาอึยซา2ในปี 1905 และกลายเป็น “เกาหลีของของมหาจักรวรรดิญี่ปุ่น” (일제강점기:อิลจเยคังชอมกี) ในปี 1910 ด้วยสนธิสัญญาผนวกดินแดนญี่ปุ่น – เกาหลี และ ต่อเนื่องมาถึงสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเกาหลี เมื่อสาธารณรัฐเกาหลีที่หนึ่งสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1948 นั้น นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่กฎหมายได้เงียบเสียงลงมาอย่างยาวนานเท่ากับๆเวลาที่อาวุธสงครามได้แผดเสียงคำรามมาโดยเสมอ

 

นอกจากภาวะสงครามในคาบสมุทรเกาหลีซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาตินั้น การปกครองภายใต้รัฐบาลทหารนับตั้งแต่รัฐบาลแห่งประธานาธิบดีพัค จุง ฮี ที่มีการดำเนินนโยบายทางการเมืองด้วยชาตินิยมอย่างเข้มข้นทั้งในภาคการเงินและภาค เศรษฐกิจที่มุ่งการพัฒนาพื่อเปลี่ยนวิถีภาคเกษตรเข้าสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเต็มรูปแบบ และในภาคสังคมการเมืองที่ชูนโยบายความมั่นคงด้วยการสร้างกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์และรัฐบาลแห่งเกาหลีเหนืออย่างเข้มข้นนั้นก็เป็นปัจจัยภายในสำคัญที่นำมาสู่การทำให้กฎหมายเงียบเสียงอยู่ต่อไป แม้โดย “ระบอบ” การปกครองที่เปลี่ยนแปลงมาสู่การเป็นสาธารณรัฐจะเชิดชูความเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติด้วย “รัฐธรรมนูญ” ก็ตาม

 

ความเปลี่ยนแปลงตามระบอบใหม่ที่จะค่อยๆ ลดเสียงอันแผดก้องของอำนาจนิยมและยุทโธปกรณ์ของกองทัพเริ่มเกิดขึ้นเมื่อถึงทศวรรตที่ 80 ที่เริ่มด้วยขบวนการก่อการประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในควังจู และเสียงของกฎหมายเริ่มดังสะท้อนขึ้นเพื่อต่อต้านเผด็จการด้วยคดีบูริมดง ในปี1981

 

kdramaworld

 

2.ภาพยนตร์เรื่อง The Attorney3(변호인)บอกเล่าถึง “การมีปากมีเสียง” ของกฎหมายผ่านทนายความในคดีบูริมดง ซึ่งคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยปูซานและพลเมืองบางส่วนในปี 1981 ที่กลายเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงของชาติเนื่องจากได้ปฏิบัติการอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นภัยคุกคามชาติอย่างร้ายแรง

       ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองการปกครองในช่วงเวลาดังกล่าว สงครามเย็นผ่านการแบ่งแยกขั้วอำนาจทางการเมืองผ่านชาติเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เป็นส่วนสำคัญที่กระทบต่อระบบกฎหมายภายในและกระบวนการยุติธรรมของสาธารณรัฐเกาหลี ในภาวะที่ผู้นำของชาติต้องนำชาติด้วยลัทธิชาตินิยมเข้มข้น ซึ่งใช้เป็นแรงผลักสำคัญให้สาธารณรัฐเกาหลีสามารถฝ่ากระแสการเมืองบทเวทีนานาชาติเพื่อให้มีตัวตนเป็นที่จดจำนั้น นำมาสู่โศกนาฏกรรมในศาลสถิตย์ยุติธรรมแห่งปูซาน ด้วยคดีบูริมดง คดีที่ไม่มีทนายความคนไหนอยากจะเป็นตัวแทนแก้ต่างว่าความให้กับจำเลยทั้งหมด

 

ทนายความที่เป็นตัวแทนให้กับจำเลยซึ่งเป็นนักศึกษาหนุ่มในคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปูซาน เป็นทนายความนอกรีตวงสังคมนักกฎหมาย เขาเป็นสมาชิกแห่งองค์กรวิชาชีพด้วยการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิยสภาแห่งชาติโดยไม่ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยกฎหมายชั้นนำของชาติ และใช้ชีวิตเป็นทนายความรับรองเอกสารและจัดการด้านภาษีมาตลอด ซึ่งเป็นที่ดูถูกดูแคลนอย่างที่สุด ถูกนับว่าเป็นทนายความชั้นเลว เป็นทนายความปลายแถว

 

ภาพยนตร์พาเราเข้าไปนั่งสังเกตการณ์คดีศาล(Court Room Centric Film)ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมแห่งเขตปูซาน โดยเริ่มจากข้อกล่าวหาของพนักงานอัยการที่มีต่อนักศึกษาและประชาชนในคดีบูริมดง

 

พนักงานอัยการเป็นตัวแทนของ “รัฐ” กล่าวอ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากการกระทำอันเป็นภัยคุกคามด้วยการฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์และเกาหลีเหนือจากกลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่กลายเป็นจำเลยอยู่ในศาล โดยมีตัวแทนรัฐบาลเป็นอดีตทหารที่ผ่านสงครามเกาหลีเป็นผู้กล่าวโทษต่อนักศึกษาและประชาชนทั้งหมดที่ตกเป็นจำเลยในฐานะตัวแทนของ “ชาติ”

 

และกว่าการต่อสู้คดีความมั่นคงจะถูกยกระดับขึ้นเป็นการต่อสู้ในฐานะคดีสิทธิมนุษยชน ที่ตั้งอยู่บนการปกป้องสิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐานของประชาชนภายใต้กฎหมายสูงสุดของชาติ ทนายความที่รับแก้ต่างว่าความให้กับจำเลยก็ได้เรียนรู้ถึงความเลวร้ายอย่างให้อภัยมิได้กับการคุกคามชีวิตและเสรีภาพของบุคคลด้วยอำนาจอำเภอใจที่หน่วยงานความมั่นคงของรัฐใช้เพื่อกดทับประชาชนสำหรับเป้าหมายทางการเมืองในทุกระดับ แม้ว่าทนายความที่รับแก้ต่างให้กับจำเลยในคดีบูริมดงจะถูกคุกคามทั้งชีวิตและเสรีภาพทั้งที่เป็นส่วนตัวและกระทบต่อชีวิตการงานและครอบครัวจากฝ่ายความมั่นคงก็ตาม แต่เขาก็ยังยืนยันทำหน้าที่ตามวิชาชีพทนายความของตนต่อไปจนถึงวันแห่งการพิพากษาคดี

 

 

3.คดีบูริมดงที่เริ่มต้นการพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อปี1981 ถูกกลับมาพิจารณาคดีใหม่ (Re-Trial) ภายใต้หลักสากลว่าด้วยสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Right to the Fair Trial) และเมื่อปี 2014 ศาลยุติธรรมแห่งปูซาน โดยศาลสูงแห่งสาธารณรัฐ ได้พิพากษาว่าอดีตจำเลยในคดีความมั่นคงทั้งหมดที่เกี่ยวกับคดีบูริมดง เป็นผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงภายใต้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในอดีต, อดีตที่รัฐชาติปกครองด้วยกองทัพและรัฐบาลทหาร

       ไม่เพียงแค่บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่และต่อสู้ในคดีบูริมดงจะได้รับผลที่เป็นคุณจากคำพิพากษาในปี 2014 เท่านั้น แต่ทั้งผู้วายชนม์และอนุชน ยังได้ผลที่เป็นคุณจากการต่อสู้ทางกฎหมายและคดีด้วย เนื่องจากการแสวงหาข้อเท็จจริงภายใต้การพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นใหม่ ได้ยืนยันว่าภายใต้การนำของกองทัพในนามรัฐบาลในยุคก่อนรัฐธรรมนูญที่หก มีการบังคับบุคคลให้สูญหาย มีการซ้อมทรมานบุคคล มีการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นทั้งในระหว่างการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองในครั้งสำคัญๆ หรือในช่วงสถานการณ์ปกติ

 

นอกจากนี้ คุณูปการของการที่นักกฎหมายและทนายความเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ในนามของตัวแทนประชาชนซึ่งเป็นหัวใจของ “ชาติ” ตามความแห่งบทบัญญัติมาตรา 1 แห่งรัฐธรรมนูญสาธารณเกาหลีได้ “ยุติ” วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารในเกาหลีใต้ให้อยู่ยุค 80 เท่านั้นด้วยเพราะหลังจากนั้น การรัฐประหารโดยรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลพลเรือนฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ฝักใฝ่ทหาร รวมถึงกองทัพทั้งระบบ ถูกดึงกลับมาอยู่ภายใต้อาณัติทางอำนาจอธิปไตยของปวงชนตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา ผ่านการปกครองในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีและรัฐบาลซึ่งได้รับความชอบธรรมใน “ที่มา” อย่างไม่ขาดสายความชอบธรรมจากประชาชน

 

movieboozer

 

4.ทนายความสิทธิมนุษยชนในเกาหลีใต้หลายคนที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวในขบวนการชุมนุมทางการเมือง เช่น การชุมนุมประท้วงที่ควังจู หรือการประท้วงขับไล่รัฐบาลที่กรุงโซลในปี 1988 ได้ผันตนมามีบทบาททางการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผ่านการเป็นสมาชิกพรรคที่มีอุดมการณ์แบบเสรีนิยมประชาธิปไตย ปัจจุบันมีประธานาธิบดีอย่างน้อยสองคนที่เริ่มต้นชีวิตการทำงานมาจากการเป็นทนายความสิทธิมนุษยชน นั่นคือ อดีตประธานาธิบดี โน มู ฮยอก และ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ มุน แจ อิน

ทนายความในขบวนการก่อการหรือเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย อาจจะมีตัวตนและบทบาทที่ชัดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ด้วยการเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในทางกฎหมายและคดี เมื่อเทียบกับกรณีชุมนุมทางการเมืองในยุคก่อน นับตั้งแต่เหตุการณ์ในปี 2535 ลงไป

 

ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รับรางวัล Lawyers for Lawyers award 2017 จากองค์กร Lawyers for Lawyers ณ เมืองอัมสเตอดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา4 ด้วยเพราะเหตุที่เธอคือทนายความผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งไม่ยอมเงียบเสียงต่อเผด็จการและได้รับผลเป็นการคุกคามชีิวิตและเสรีภาพด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของรัฐเผด็จการที่ชื่อ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” นั่นเอง

 

และยังคงมีทนายความอีกหลายคนที่ยืนยันในจริยธรรมวิชาชีพและหลักการทางกฎหมายที่ไม่ยอมนั่งหรือเงียบเสียงลงเมื่อเสียงปืนดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การรัฐประหารครั้งล่าสุด ที่ยังคงถูกคุกคามหรือตกอยู่ในสภาพที่เสี่ยงอันตรายไม่ต่างจากทนายความศิริกาญจน์

 

เสียงของกฎหมายแม้อาจไม่ “ดัง” จนหยุดเสียงปืนลงได้ในเร็ววัน แต่ความเงียบที่เงียบจนแสบแก้วหูของทนายความและนักกฎหมายในสังคมนี้ได้ถูกกร่อนทำลายลงบ้างแล้ว.

 

-D-

 

1ศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นผู้ถอดความความหมายเป็นภาษาไทยขึ้นอีกสำนวนหนึ่งจากภาษิต(กฎหมาย)ละตินว่าINTER ARMA ENIM SILENT LEGESซึ่งมีถอดความเป็นภาษาไทยได้หลายสำนวนเช่น “ในยามแห่งอาวุธ กฎหมายทรุดเงียบเสียงลง” หรือ “เมื่ออาวุธส่งเสียง กฎหมายจงระวังปาก” ภาษิต(กฎหมาย)ละตินนี้ มีที่มาจาก สุนทรพจน์ ของ Marcus Tullius Cicero นักกฎหมายโรมันโบราณ ชื่อ Pro Milone ว่า “SILENT ENIM LEGES INTER ARMA” : กฎหมายไร้ปากเสียงเมื่อเลียบเคียงอาวุธ

2สนธิสัญญาอึยซา (을사조약: อึยซาโจยัค) เป็นสนธิสัญญาประเภทอารักขารัฐดินแดน โดยจักรพรรดิโกแห่งจักรวรรดิเกาหลีจงได้ลงพระนามในสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวด้วยการบีบบังคับของกองกำลังทหารแห่งจักรพรรดิมุสึฮิโตะแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นเมื่อปี 1905 ณ กรุงฮัลซองในขณะนั้น ทำให้จักวรรดิเกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นและในปี 1910 ได้ถูกผนวกทั้งดินแดนและอำนาจปกครองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นโดยสมบูรณ์ด้วยสนธิสัญญาผนวกดินแดนญี่ปุ่น-เกาหลี

3ภาพยนตร์ The Attorney หรือ변호인:พยอนโฮอิน ฉาpรอบปฐมทัศน์ในสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม2013 เป็นภาพยนตร์ที่นำอัตชีวประวัติส่วนหนึ่งของอดีตประธานาธิบดีโน มู ฮยอก (노무현) ในช่วงปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความสิทธิมนุษยชนในช่วงปี 1981-1988 ก่อนเข้าสู่เวทีการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติในช่วงต่อมา จนได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเป็นคนแรก ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลีที่หก

4สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และคำกล่าวของนางสาวศิริกาญจน์ เจริญศิริทนายความในโอกาสดังกล่าวได้ โดยสามารถเข้าถึงได้ที่ url https://youtu.be/YNa5UkCBW28