Cr. WWF International / WWF

 

การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ หรือตัดสินใจลงทุนครั้งหน้า อาจหมายถึงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม WWF หรือองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ส่งสารถึงธนาคารในไทยและอาเซียน ร้องขอให้ภาคการเงินการธนาคารผนวกแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล (Environment, Social and Governance: ESG) ลงในแผนยุทธศาสตร์การทำงานระยะยาวของธนาคาร เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

เฉพาะอาเซียนแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วใน 6 ประเทศ ธนาคารหลายแห่งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งแวดล้อม เช่นการพิจารณาให้สินเชื่อแก่องค์กรที่ตลอดห่วงโซ่อุปปาทาน (supply chain) คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และไม่ให้สินเชื่อแก่การลงทุนที่ก่อให้เกิดผลตรงกันข้าม การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตการลงทุนของธนาคาร โดยผนวกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Paris Agreement) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDG) ของสหประชาชาติรวมอยู่ด้วย

 

Jeanne Stampe หัวหน้าฝ่ายการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ของ WWF กล่าวว่า “ประเทศต่างๆ ไม่อาจบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติและข้อตกลงปารีสที่พยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้น้อยลง จนต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ หากธนาคารพาณิชย์ไม่มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน”

 

ที่ผ่านมาแม้ว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ ในอาเซียนพยายามดำเนินนโยบายเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมยังเกิดขึ้นอยู่มาก หากธนาคารยังไม่มีกรอบการทำงานเพื่อจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน ในระยะยาวจะส่งกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารและลูกค้าของธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และความน่าจูงใจในการลงทุนอันสวนกระแสโลกเนื่องจากนักลงทุนยุคใหม่ล้วนมองหาการลงทุนในธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน

 

จากการศึกษาเรื่อง “การธนาคารอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน: ปัญหาและอุปสรรค” ซึ่ง WWF ร่วมกับศูนย์การศึกษาด้านธรรมภิบาล สถาบัน และองค์กรเพื่อความยั่งยืน (Centre for Governance, Institutions and Organisations – CGIO) ภายใต้สำนักวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (NUS Business School) จัดทำขึ้น พบว่า แนวทางปฏิบัติของธนาคารต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ไม่สะท้อนคำมั่นสัญญาที่คณะกรรมการของชาติต่างๆ ให้ไว้ว่าจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกและสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

 

จากผลการศึกษาพบว่า มีธนาคาร 21 แห่ง จาก 34 แห่งในอาเซียน ที่รับทราบว่าธุรกิจที่ตนให้เงินสนับสนุน ลงทุนในกิจการที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ไม่มีธนาคารใดยอมเปิดเผยว่าทางธนาคารจะมีมาตรการจัดการความเสี่ยงของผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับพอร์ตการลงทุนอย่างไร นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีธนาคาร 26 แห่ง ระบุถึงความการสร้างความยั่งยืนในแผนยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของธนาคาร แต่มีเพียง 12 แห่งเท่านั้น ที่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศต่อภาคธุรกิจและภาคสังคมอย่างจริงจัง ที่สำคัญมีธนาคารเพียงแห่งเดียวที่แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูง ให้ดูแลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ โดยผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ต่างคาดหวังให้ธนาคารเปิดเผยข้อมูล การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในผลการรายงานประจำปีของธนาคารมากขึ้นกว่านี้

 

อนึ่ง ผลการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) ปีที่ผ่านมา ระบุชัดว่า ภายในปี พ.ศ​. 2643 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อปีเท่ากับร้อยละ 6.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของอาเซียน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.6% ภาคการธนาคารของอาเซียนต้องเข้ามามีบทบาทในการป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของอาเซียน จากการเพิ่มการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล การเปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และสร้างเขื่อนพลังไฟฟ้าพลังน้ำ

 

Cr. Adam Oswell, WWF

 

ยิ่งยง วิทยานานันท์ ผู้จัดการโครงการการลงทุนอย่างยั่งยืน ประจำ WWF-ประเทศไทย กล่าวว่า WWF ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับธนาคารทุกแห่งในการสนับสนุนแผนงานด้านการพัฒนา ที่ยั่งยืนหรือ ESG ส่วนรายงานเรื่อง ‘การธนาคารอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน: ปัญหาและอุปสรรค’  จะช่วยให้ธนาคารในประเทศไทยเห็นแนวโน้มการผนวก ESG เข้ากับธุรกิจธนาคารในภูมิภาคได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยให้ธนาคารสามารถกำหนดแผนการพัฒนา ESG ของตนเองให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกที่กำลังมุ่งไปสู่การสร้างความยั่งยืน

 

-D-