Getty images

 

เหตุการณ์กราดยิงเข้าไปกลางงานคอนเสิร์ตที่ลาสเวกัส เมื่อช่วงดึกของวันที่ 1 ต.ค. ตามเวลาของสหรัฐอเมริกา ผู้ก่อเหตุเป็นชายผิวขาวสูงอายุ ใช้อาวุธปืนหลายสิบกระบอก กระหน่ำยิงจากชั้น 32 ของโรงแรมที่พัก มีผู้บาดเจ็บจำนวนหลายพัน และเสียชีวิตถึง 50 กว่าคน

 

เหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นการสังหารโหดด้วยอาวุธปืนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ทางเจ้าหน้าที่รัฐกำลังสอบสวนหามูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุที่ยังคงเป็นปริศนา แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐยอมรับก็คือ ผู้ก่อเหตุเตรียมการมาเป็นอย่างดี ทั้งช่วงก่อน ระหว่างและหลังก่อเหตุ

 

หากผู้อ่านติดตามข่าวสารต่างประเทศ จะเห็นการสังหารโหดด้วยอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกาบ่อยครั้งมาก ก็เป็นเพราะในสหรัฐอเมริกา มีหลายรัฐที่อนุญาตซื้อขายอาวุธปืน ทั้งปืนสั้น ปืนยาว แถมยังพกให้เกร่อกันได้ตามปกติราวกับอยู่ในหนังคาวบอย โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนการพกปืนออกมาเรียกร้องหลังก่อเหตุทุกครั้งว่า ไม่เหมาะสมที่จะมาถกกันเรื่องการเมืองเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนหลังก่อเหตุ ทำให้พอเรื่องซาลง วัวหายก็ไม่ต้องล้อมคอกกันอีกจนกว่าจะเกิดเหตุใหม่ขึ้น

 

ทั้งนี้ทางเว็บไซค์ข่าวต่างประเทศต่างนำเสนอตัวเลขสถิติเกี่ยวกับอาวุธปืนของสหรัฐอเมริกา ที่ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

สถิติการก่อเหตุฆาตกรรมโดยใช้อาวุธปืนของประเทศพัฒนาทั่วโลกนั้น อยู่ในระดับต่ำมาก เช่น ออสเตรเลียนั้นอยู่ที่ 1.4 ต่อประชากร 1 ล้านคน แคนนาดาที่ 5.1 ต่อประชากร 1 ล้านคน หรืออย่างประเทศที่อนุญาตให้พกปืนได้ เช่น สวิสเซอร์แลนด์ ก็มีอัตราสูงมานิดคือ 7.7 ต่อประชากร 1 ล้านคน

 

แต่สหรัฐอเมริกากลับเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีสถิตินี้สูงแซงหน้าทุกประเทศ คือ 29.7 ต่อประชากร 1 ล้านคน สูงในระดับที่น่าตกใจทีเดียว ยังไม่พอ สหรัฐอเมริกายังมีสัดส่วนผู้ถือครองอาวุธปืนสูงที่สุดในโลกคือ 88% ทิ้งห่างประเทศอันดับ 2 อย่างเยเมน (ซึ่งมีสงครามกลางเมืองจนประเทศระส่ำระสาย) ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 58% เท่านั้น ส่วนอันดับที่ 3 คือสวิสเซอร์แลนด์ ก็อยู่ที่เพียง 45.7 % เท่านั้น ส่วนประเทศไทยเรานั้นมีสัดส่วนที่ 15.6% ถือเป็นอันดับที่ 39 ของโลก (คาดว่าประเทศไทยมีผู้ครอบครองอาวุธปืน 10 ล้านคน!! อ่านไม่ผิดครับ ไทยเราก็สูงไม่เบาทีเดียว)]

 

 

สถิติยังเปิดเผยต่อไปว่า รัฐที่มีอัตราการครอบครองอาวุธปืนสูงนั้น ส่งผลให้มีการฆาตกรรมด้วยอาวุธปืนสูงตามมา แต่หากรัฐใดมีสถิติกฎหมายควบคุมอาวุธปืนบ้าง สถิติการฆ่าก็จะต่ำลงมา  นั่นรวมถึงข้อมูลว่าการมีอาวุธปืนนั้นส่งผลให้คนฆ่าตัวตายโดยใช้ปืนมากกว่าวิธีการอื่นถึง 96.5% ทีเดียว พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเรามีปืน มันยิ่งง่ายต่อความเสี่ยงที่จะใช้ปืนไปก่อเหตุฆ่าคนอื่น และฆ่าตัวตายด้วย

 

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ตำรวจอเมริกานั้นวิสามัญคนร้ายไปถึง 2,902 คนนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งสถิติรวบรวมมาหลังจากเกิดเหตุตำรวจอเมริกายิงวัยรุ่นแอฟริกัน-อเมริกัน Micheal Brown ที่เมืองเฟอร์กูสัน จนมีการประท้วงลุกลามในหลาย ๆ เมือง สำหรับสถิติตรงนี้นับรวมทุกวิธีการวิสามัญคนร้ายของตำรวจ โดยไม่ใช่ปืนเพียงอย่างเดียว ทั้งการขับรถชน ของมีคมแทง การรัดคอ กระสุนยาง ซึ่งรัฐใดที่มีการครอบครองปืนสูงนั้น ตำรวจจะเสี่ยงถูกฆ่าขณะปฏิบัติงานสูงเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

 

จากการสำรวจข้อมูลของคนอเมริกัน จะพบว่าเมื่อคุณอายุ 30 ขึ้นไป จะมีการซื้อครอบครองอาวุธปืนสูงขึ้น น่าเหลือเชื่อว่าคนที่อายุ 60 ปีนั้นเป็นวัยที่ครอบครองอาวุธปืนสูงกว่าวัยอื่น ๆ ที่ 25% ด้วยกัน และแน่นอนว่าผู้ชายนั้นครอบครองอาวุธปืนสูงกว่าผู้หญิง (แต่มีสถิติน่าสนใจคือ เพศชายเริ่มครอบครองอาวุธปืนน้อยลงเรื่อย ๆ ส่วนผู้หญิงก็มีการครอบครองปืนสูงขึ้นมาในรอบหลายปีทีเดียว) โดยผิวขาวนั้น มีปืนครอบคอรงสูงสุดคือ 25%  ซึ่งคนแอฟริกัน-อเมริกันที่มักถูกวาดภาพว่าอันตรายและพกปืนกันมากนั้น กลับมีสัดส่วนครอบครองปืนต่ำที่สุดในเชื้อชาติอื่น ๆ ของอเมริกันคือ 14% เท่านั้น

 

สถิติยังเปิดเผยอีกว่า คนอเมริกันที่อยู่ชนบทจะมีปืนสูงกว่าคนในแถบชานเมือง และตัวเมือง โดยพวกที่จบการศึกษาระดับCollege ครอบครองอาวุธปืนสูงกว่าคนที่จบการศึกษาระดับอื่น โดยคนที่ไม่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายในอเมริกานั้นครอบครองอาวุธปืนต่ำสุด

 

ทั้งนี้หากมีรายได้สูงก็จะมีปืนเยอะกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย และจำนวนมากของผู้ครอบครองปืนนั้นเป็นทหารผ่านศึกกันมาทั้งนั้น สุดท้ายคือคนอเมริกันเกือบ 35% เติบโตมากับอาวุธปืน ทิ้งห่างคนที่ไม่เคยโตกับปืนซึ่งอยู่ที่ 9% เท่านั้น

 

 

สถิติทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนอาวุธปืนของคนอเมริกันถือว่าสูงมากกว่าประเทศใด ๆ ในโลกหล้า ส่วนวิธีการแก้ปัญหานั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดย 1 ในการแก้ปัญหามาจากรูปแบบของออสเตรเลีย ซึ่งเคยมีสัดส่วนผู้ครอบครองอาวุธปืนสูงมาก จนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ด้วยอาวุธปืนในปี 1996  มีคนตายถึง 35 คน บาดเจ็บ 28 คน หลังเกิดเหตุออสเตรเลียทำการล้อมคอกทันที ด้วยมาตรการหลายอย่าง เช่น รัฐดำเนินโครงการซื้ออาวุธปืนจากประชาชนคืน ซึ่งสามารถกำจัดปืนจากตลาดไปได้ถึง 650,000 กระบอกทีเดียว ต่อมาโครงการก็รุกคืบในการห้ามซื้อขายครอบครอง ปืนออโตเมติคกับปืนกึ่งออโตเมติคทันที และการออกใบอนุญาตที่ต้องรอถึง 28 วันก่อนจะซื้อปืนได้ และมาตรการสุดท้ายคือขึ้นภาษีปืน

 

ความสำเร็จของมาตรการควบคุมอาวุธปืนของออสเตรเลีย ส่งผลต่ออัตราฆาตกรรมของลดลงไปถึง 47 % และอัตราการฆ่าตัวตายก็ลดไปถึง 57 % ด้วยกัน ถือเป็นความสำเร็จ ที่คนอเมริกันจำนวนมากพยายามผลักดัน แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหนเสียที

 

หากยังไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องอาวุธปืน ด้วยอัตราการครอบครองปืนของคนอเมริกันที่สูงลิ่วขนาดนี้ เชื่อได้เลยว่า การสังหารหมู่ที่ลาสเวกัส คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอนและเราอาจต้องเห็นข่าวสังหารหมู่อีกหลายครั้งนับจากนี้ ซึ่งคงทำได้เพียงไว้อาลัยและเงียบหายโดยไม่มีการแก้ไขต่อไป

 

D

 

ข้อมูลประกอบการเขียน ขอได้รับความขอบคุณจาก

https://www.vox.com/policy-and-politics/2017/10/2/16399418/us-gun-violence-statistics-maps-charts

https://www.vox.com/2017/10/3/16411676/the-weeds-australia-america-gun-violence

https://www.theguardian.com/us-news/2017/oct/02/us-gun-control-ownership-violence-statistics

https://www.theguardian.com/news/datablog/2012/jul/22/gun-homicides-ownership-world-list