“อาสาสมัครเคยพบเจอผู้โทร.มาระบาย แล้วก็เดินถือมือถือลงทะเลเลยก็มี หากตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกทางออกนี้ เพียงแต่โทร.มาหาเพราะ อยากมีผู้อยู่เป็นเพื่อนในวาระสุดท้ายของชีวิตก่อนที่จิตจะดับไป อาสาสมัครก็พร้อมน้อมรับการตัดสินใจ”

 

1.

สมาคมสะมาริตันส์ เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ให้บริการเป็นเพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ป้องกันการฆ่าตัวตาย ใช้ระบบอาสาสมัครหมุนเวียนกันเข้ามาทำงานไม่มีผลตอบแทนใด ๆ แรกเริ่มก่อตั้งที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2496 โดยผู้ก่อตั้งคือสาธุคุณ แชด วาราห์ที่ต้องการให้คำปรึกษาแก่ผู้เผชิญความทุกข์ จึงเปิดสำนักงานรับคำปรึกษาทำหน้าที่รับฟัง โดยใช้อาสาสมัครเข้ามาทำหน้าที่นี้ ในประเทศไทยก่อตั้งเมื่อพ.ศ.2521 โดยศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ปัจจุบันมีศูนย์ของสมาคมอยู่ทั่วโลกทั้งหมด 39 ประเทศ มากกว่า 400 แห่งและมีอาสาสมัครเข้าร่วม 30,000 กว่าคน

 

เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับชื่อดังได้ทำคลิปเผยแพร่ลักษณะการทำงานของสมาคมที่เน้นความสำคัญของการฟังเป็นที่สุด โดยมีเป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ นักแสดงและนักดนตรีชื่อดังออกมาเล่าความรู้สึกถึงความสูญเสียจากการเสียชีวิตของ  ประชาธิป มุสิกพงศ์ หรือ สิงห์ Sqweez Animal เพื่อนสนิทซึ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายเมื่อวันที่ 29 ก.ค.2558 ไม่เพียงแต่เป้ อารักษ์เท่านั้น แต่ยังมีนักแสดงดาราคนอื่นปรากฎในคลิปต่าง ๆ ด้วย ซึ่งคลิปดังกล่าวส่งผลให้สังคมไทยเริ่มตระหนักถึงประเด็นการฆ่าตัวตายมากขึ้น และสะมาริตันส์ก็นำเสนอถึง “การฟังด้วยใจ” เพื่อหวังให้คนในสังคมได้ตระหนักรู้เมื่อเผชิญหน้ากับคนรู้จักที่กำลังจะก่อเหตุฆ่าตัวตาย

 

 

“เคล็ดลับง่าย ๆ ของการฟังด้วยใจ คือ ทุกอย่างต้องหยุดที่ตัวเราเองก่อน คนที่ไม่สบายใจตรงหน้าเรานั้น เขาต้องมีความทุกข์แน่นอน ยิ่งเป็นคนใกล้ชิด ตัวเราคงไม่อยากให้เขาทุกข์หรือไม่สบายใจ ดังนั้นต้องฟังเขา ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ที่สำคัญในการฟังคือ แทนที่จะเอาตัวเราไปใส่ในตัวเขา เรากลับต้องลองมองในมุมของเขาบ้าง มันจะสะท้อนความคิดของเขาออกมา”

 

“การฟังด้วยใจ คือการเปิดใจเพื่อเห็นอารมณ์ลึก ๆ ในตัวอีกฝ่าย”

 

10 กันยายน เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก Detectteam ขอนำเสนอเรื่องราวของสะมาริตันส์ เพื่อให้เข้าใจในงานอาสาสมัครและความเปราะบางของมนุษย์ที่แต่ละคนไม่เหมือนกัน เผชิญปัญหาที่ถาโถมแตกต่างกัน รับมือคนละรูปแบบ แต่ไม่ว่ามนุษย์แต่ละคนจะเลือกตัดสินใจแบบใด ท้ายสุดเขาย่อมมองหาใครสักคนเพื่อระบายพูดคุย

 

แต่บางคนก็ไม่มีใครสักคนนั้น

 

ดังนั้นบางคราวสะมาริตันส์จึงเป็นใครสักคนนั้นของบางคน คอยรับฟังเรื่องราว เพื่อให้อีกฝ่ายได้ระบาย ได้เลือก ได้ตัดสินใจ

 

เบอร์โทรศัพท์ 02-713-6793 เป็นเบอร์โทรศัพท์ของสมาคม ซึ่งทางผศ.พ.ต.หญิง ดร.พนมพร พุ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยเล่าให้ฟังว่า การโทรศัพท์หาสะมาริตันส์นั้น ไม่ง่ายเลย เพราะเบอร์โทรศัพท์ของสมาคมไม่ใช่เลข 4 ตัว ที่จำกันได้ง่าย ๆ แต่ดูเลขแล้วจะพบว่ามันจำยาก ดูวน ๆ อย่างไรก็ดี ทุกวันจะมีผู้โทรศัพท์มาขอคำปรึกษากับทางสมาคมเป็นจำนวนมาก บางวันก็ถึงหลักร้อย ปีหนึ่ง ๆ เป็นหมื่นสาย แสดงว่าผู้ที่โทรศัพท์มานั้นมีความตั้งใจจริงมาก

 

แม้จะเป็นสมาคมที่มีที่มาจากประเทศอังกฤษ จากการริเริ่มของสาธุคุณ แต่สะมาริตันส์เองยืนบนหลักการที่ว่า “การทำงานจะไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ปรัชญา หรือลัทธิการเมืองใดๆ แต่จะอยู่ตรงนี้เสมอ ทุกวัน ตั้งแต่ 12.00 – 22.00 น.พร้อมรับฟังและเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าผู้โทรจะเป็นใครก็ตาม…”

บรรทัดต่อไปนี้ Detectteam นั่งลงเพื่อพูดคุยกับผู้อำนวยการของสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เผยถึงเรื่องราวการทำงาน เพื่อหวังให้เกิดความเข้าใจกับสภาวะของความเปราะบางของมนุษย์ซึ่งอาจเป็นคนใกล้ตัวได้ดียิ่งขึ้น อย่างน้อยแค่เข้าใจมากกว่าเดิม ก็ยังดีกว่าไม่พยายามทำความเข้าใจเลย

 

เพราะในอนาคตอาจมีสักวันที่เราอาจเป็นบางคนที่ช่วยเหลือมนุษย์ในวันที่เขา (ไม่) อยากตายก็เป็นได้

 

 

2.

ผศ.พ.ต.หญิง ดร.พนมพร เล่าว่า การทำงานของอาสาสมัครจะทำหน้าที่ในลักษณะชวนคุยมากกว่า สะมาริตันส์จะไม่แนะนำผู้โทร.เด็ดขาด เพราะบริบทชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน เราคุยกันผ่านทางโทรศัพท์ ไม่รู้จักกันลึกซึ้ง ถ้าไปแนะนำอะไรไป หากเขาโทร.มาใหม่แล้วไม่เจออาสาสมัครคนที่แนะนำก็จะเกิดปัญหา เพราะคิดเองไม่ได้ และถ้าแนะนำอะไรไปแล้วไม่ใช่ อันนี้จะเกิดผลเสียตามมา ซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก สะมาริตันส์จึงเน้นการฟังด้วยใจ เข้าใจ เห็นใจ ให้คนมีศักยภาพกลับมาเห็นตัวเอง เห็นชีวิต มีการเติบโตจากภายในมากกว่า

 

“เราจะใช้คำว่า เหรอคะ เป็นอย่างไรบ้าง คุณรู้สึกอย่างไรบ้างนะคะ ใช้คำง่าย ๆ ให้ผู้โทรได้กลับมาอยู่กับตนเอง ค่อย ๆ คุย เพื่อให้ผู้โทรได้หาทางออกที่ดีกับชีวิต รวมถึงหาทางออกอื่นๆ แทนการฆ่าตัวตาย”

 

อาสาสมัครที่เข้ามาทำงานมีหลากหลายอาชีพ มีการฝึกอบรมก่อนรับโทรศัพท์จริง แม้อาสาสมัครจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ แต่ผู้โทรบางรายก็ได้รับการส่งต่อมาจากจิตแพทย์ที่แนะนำให้โทรมา เป็นไปได้ว่าการโทร.หาอาสาสมัครนั้น มีเหตุปัจจัยมากมาย เช่น อาจสะดวกใจกว่าไปหาจิตแพทย์ เพราะตามโรงพยาบาลของรัฐที่ทุกวันนี้ คือ ผู้ป่วยเยอะมาก อีกทั้งการไปหาจิตแพทย์ในสังคมไทยมองว่า เหมือนป่วยเป็นโรคจิต ทั้งที่จริงมันไม่ใช่ ดังนั้นคนจึงมาหาอาสาสมัครที่ยินดีรับฟัง คนโทร.บางคนคุยจบก็ขอบคุณอาสาสมัครมาก เพราะตอนแรกเหมือนเชือกพัน ไม่รู้ทางออก พอคุยไปก็เหมือนปมเชือกถูกคลี่ออกทีละนิด คุยกันจนจบคนที่โทรศัพท์มาบอกอาสาสมัครว่า “เอ่อ…ไม่ได้นึกถึงมุมนี้เอง”

 

โดยธรรมชาติ แก่นแท้ของมนุษย์ทุกคนนั้นรักชีวิต แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้ไม่อยากอยู่ ดังนั้น หากมีใครอยากฆ่าตัวตาย แสดงว่ามีความไม่สบายใจรุมเร้ามาก อาสาสมัครจึงต้องชะลอ ชวนคุย ทำให้เห็นมุมมองใหม่ แสดงให้เห็นว่าปัญหาหนึ่งมีทางออกอื่นอีก จากที่ผ่านมามีผู้โทรที่ขณะโทรมาเอาปืนจ่อที่ขมับขณะคุยกับอาสาสมัคร ทางเราก็จะค่อยคุย ๆ จนสามารถวางปืนลงได้ พยายามให้เล่าระบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสิน หลังจากผู้โทรได้เล่าระบาย ใจนิ่งลง ค่อยๆ หาทางออกอื่นนอกจากการจะฆ่าตัวตายเป็นทางเดียวได้ อาสาสมัครก็จะเป็นฝ่ายให้ผู้โทรเข้ามาวางสายเอง ผู้โทรบางรายคุยกันเป็นชั่วโมง บางรายก็คุยไม่นาน บางทีก็โทร.มาระบาย หลายวันต่อมาก็โทรกลับมาเพื่อขอบคุณอาสาสมัครที่ทำให้เห็นทางออก บางรายคุยเสร็จก่อนจะวางสาย ก็พูดว่าขอบคุณ เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก อีกอย่างงานอาสาสมัครนี้มันฝึกตัวเองด้วย ฝึกใจเย็น อาสาสมัครเองก็ได้รับการคิดหาทางออกของปัญหา ฝึกวางเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตด้วยเช่นกัน

 

 

ปีหนึ่งอาสาสมัครรับสายเป็นหมื่นสาย ในวันหนึ่งก็อาจเป็นหลักร้อย แต่การเก็บสถิติที่แน่นอนยังทำได้ไม่เต็มที่นักเนื่องจากเป็นงานอาสาสมัคร บางช่วงอาจติดปัญหาความขาดแคลนของอาสาสมัคร คือโทร.มาแล้วไม่มีใครรับ เพราะอาสาสมัครติดสายด้วย ที่ผ่านมานั้น มีบางรายโทร.มาต่อเนื่องเป็น 10 ปีเลย ถือเป็นขาประจำ จากตอนแรกโทรศัพท์มา ไม่เห็นทางออกอะไรเลย จนค่อย ๆ คุยกับอาสาสมัครที่ตั้งใจฟัง ผู้โทรก็เริ่มที่จะปรับเปลี่ยนตนเองใหม่มากขึ้น

 

อาสาสมัครหลายคนมีความอิ่มใจจากการพูดคุย อิ่มใจจากบางครั้ง ผู้โทรบางคนโทรศัพท์เข้ามาครั้งแรกเสียงเศร้า เมื่อได้คุยกันประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เริ่มเห็นทางออกในชีวิตมากขึ้น ในการฝึกอบรม จะมีการฝึกที่จะวางเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับฟังจากผู้โทรด้วย สมาคมฯ เน้นไม่ให้เก็บเรื่องผู้โทรเข้ามาอยู่กับตัวเรา เพราะอาสาสมัครก็ต้องมีชีวิตของเราเอง จบก็คือจบ หากจบไม่ได้ ตัวเรานั่นแหละ จะเป็นฝ่ายไม่สบายใจเสียเอง

 

แต่สำหรับผู้โทรบางราย หากทางอาสาสมัครฟังแล้ว พบว่าเป็นปัญหาที่ลึก ไม่สบายใจมาก จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เรียนหนังสือตก ทำงานแล้วมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือทำงานไม่ได้ อาสาสมัครจะพูดคุยให้มองประเด็นเพิ่มเติมในการไปพบผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ แต่จะเป็นการค่อย ๆ คุยในลักษณะขั้นบันได เช่นบอกว่า “เรื่องที่เล่ามา ไม่สบายใจมากเลย ไม่ทราบว่าคิดเห็นอย่างไร หากจะไปพบมืออาชีพ ที่ทำให้สบายใจขึ้น” ก็ต้องค่อย ๆ คุย

 

บางรายก็บอกว่ากำลังพบแพทย์อยู่ อาสาสมัครก็จะมีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องยา อาจถามว่ายังรับยาอยู่ไหม ซึ่งผู้โทรจะบอกว่าก็รับยาอยู่ แต่พออาการดีขึ้นก็หยุด อาสาสมัครก็จะนำประเด็นนี้มาคุยกันว่า ยาจิตเวชเหมือนยาเบาหวาน ยาความดัน ต้องกินเพื่อคุมอาการ ไม่ใช่อาการหายแล้ว ก็หยุดกินยาเลย ต้องค่อย ๆ บอกให้เข้าใจ

 

3.

งานของสะมาริตันส์เป็นงานที่ลึก เพราะเกี่ยวกับสภาพจิตใจของแต่ละคน ทางสมาคมฯ มีทรัพยากรทั้งคน ทั้งงบประมาณ แต่หากถามว่าตอนนี้พอไหม ก็ต้องบอกเลยว่า ยังไม่พอ เนื่องจากอาสาสมัครนั้นต้องมาด้วยใจอย่างเดียว ไม่ได้เงิน ทุกคนมีงานประจำ มีเรื่องการเดินทางเป็นปัจจัยด้วย ที่ผ่านมาก็มีอาสาสมัครที่หายหน้าไปก็มี ระยะเวลาที่อาสาสมัครมาทำนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนมาระยะหนึ่งก็ไป บางคนทำมา 20 ปี จนกลายเป็นวินัยในตัวเองว่า สี่โมงเย็นต้องมาเพื่อพูดคุย ที่ผ่านมาเราก็รับอาสาสมัครเข้ามาเป็นระยะ ขณะนี้มีประมาณ 30 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ช่วงเข้าเวรทำงานผลัดละ 4 ชั่วโมง บางผลัดก็มี 1 คนเข้าเวร บางผลัดก็มี 2-3 คน ทางสะมาริตันส์มีการรับอาสาสมัครเข้ามา ปีหนึ่งเปิดประมาณ 2 ครั้ง ในช่วงเดือนมิถุนายนและเดือนพฤศจิกายน แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงให้ติดตามข้อมูลได้จาก Website ของสมาคมฯ ในเรื่องของจำนวนอาสาสมัครก็ยังไม่สามารถที่จะบอกได้ ซึ่งก็จะขึ้นกับผู้สนใจมากกว่า

 

ที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ก็มีการผลักดันให้ความรู้ผ่านสื่อ โดยเฉพาะเรื่องการฟังด้วยใจ ผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านสื่อวิทยุ ในวันที่ 10 กันยายนซึ่งเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ทางสมาคมฯ ก็ออกไปขายดอกสะมาเรีย หรือที่บ้านเราเรียกว่า ดอกบัวดิน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และหารายได้ แต่หากถามว่าการรณรงค์มันเพียงพอหรือยัง ก็ต้องตอบว่า หากรณรงค์มากกว่านี้ก็คงจะดี ที่ผ่านมาก็ขาดแคลนทั้งคนและงบประมาณ ในอนาคตสะมาริตันส์จะมีการฝึกอบรมอาสาสมัครในการให้คำปรึกษาผ่านเฟซบุ๊กด้วย ทุกวันนี้ทางสมาคมฯ มีการให้การปรึกษาผ่านทางเฟซฯ ซึ่งก็มีข้อดีข้อจำกัด ข้อจำกัดคือมันเป็นการอ่าน ไม่ใช่การพูดคุย บางครั้งพิมพ์ไม่ทัน บางครั้งการโต้ตอบไม่ตรงกับข้อความที่ผู้ไม่สบายใจส่งมาจังหวะนั้น และระบบมีการบันทึกด้วย ซึ่งผู้ที่มีความไม่สบายใจอาจกลับมาอ่านอีกหลายครั้งได้ ไม่เหมือนในโทรศัพท์ อาสาสมัครที่ตอบทางเฟสบุ๊คจึงต้องมีสติในการให้บริการในส่วนนี้ แต่สำหรับข้อดีนั้นคือ ทำให้มีเวลาในการตอบ มีเวลาหาข้อมูล เช่น เรื่องตัวยา ถ้าคุยผ่านโทรศัพท์จะไม่สามารถทำได้ในขณะนั้น มันไม่มีเวลาหาข้อมูลเลย ปัจจุบันเห็นคนไม่สบายใจมากขึ้นในเรื่องสื่อ เช่น มีการรังแกกันผ่านทางโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ปรากฎการณ์ของการให้ความเป็นเพื่อนทางเฟสบุ๊ค ผู้ที่มีความไม่สบายใจอาจถ่ายภาพในเรื่องต่างๆ ให้อาสาสมัครได้เห็นด้วย เช่น การใช้ยา การทำร้ายตนเอง เป็นต้น

 

www.samaritansthai.com

 

4.

สำหรับการคิดฆ่าตัวตายนั้นอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน 1. อุบัติเหตุที่ส่งผลต่อการกระทบกระเทือนของสมอง 2. การป่วยเรื้อรังจนผู้ป่วยเห็นว่าเป็นภาระของคนอื่น ในปัจจุบันที่พบมากขึ้นคือ 3. ผู้สูงอายุที่เริ่มเหงา และไม่มีลูกหลานคอยดูแลเอาใจใส่ บางครั้งการฆ่าตัวตายอาจมีฐานส่วนหนึ่งจากโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคที่พบว่าเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจ ซึ่งโรคซึมเศร้าเองในบางครั้งก็แฝงอยู่ในอุบัติเหตุ บางคนเจตนาเดินให้รถชน เพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บางรายติดแอลกอฮอล์ ซึ่งโรคซึมเศร้าในปัจจุบันทางการแพทย์พบว่าเกิดจากสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ การจะคุยแล้วแก้ไขนั้นไม่ง่าย เพราะอาสาสมัครจะเข้าไปแก้สารเคมีในสมองไม่ได้ บางทีต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ยา ซึ่งก็ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ

 

นอกจากนี้แล้ว ผู้โทรบางรายมีกลไกป้องกันตัวเองโดยการโทษตัวเองก่อน ซึ่งก็จะส่งผลต่ออาการเศร้าหมอง บางรายมีบุคลิกภาพอ่อนแอ เมื่อพบปัญหาก็กระทบกระเทือนจิตใจได้ง่าย ยิ่งในปัจจุบันปัญหาสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทุกอย่างจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทองในการดำเนินชีวิต เมื่อเงินไม่พอใช้ ก็จะมีผลต่อใจ ครอบครัวแตกแยกหรือใช้คำแรง ๆ ใส่กัน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ อีกอย่างปัญหาความทุกข์ของแต่ละคนนั้นมีความหลากหลาย ปัญหาของแต่ละคนก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา จะไปมองว่าปัญหาวัยรุ่น ที่อกหักครั้งแรก เพื่อนไม่ยอมรับ มันเป็นปัญหาเล็กสำหรับวัยอย่างผู้ใหญ่ไม่ได้ เพราะในวัยเขาถือเป็นปัญหาใหญ่

 

“ดังนั้นปัญหาใดจะใหญ่หรือเล็กนั้น มองยาก แต่ถ้ามีคนโทรศัพท์เข้ามาที่สะมาริตันส์ เราก็พร้อมพูดคุย”

 

ส่วนที่มีคนพูดกันว่า การฆ่าตัวตายนั้น ในสังคมไทยถือว่าเป็นบาป จนหลายคนมองว่าเป็นเรื่องอคตินั้น ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้ไม่เชิงเป็นอคติ ที่เขาพูดว่าฆ่าตัวตายแล้วจะเป็นบาปติดตัวไปตลอดกาลไปทุกชาติ หากมองอีกมุม ถือเป็นข้อดีด้วยซ้ำ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมพุทธ คำนี้อาจก็อาจเป็นตัวยับยั้งไม่ให้คนฆ่าตัวตายก็ได้ ทำให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตายมองหาทางอื่นที่ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสียที่เราดึงเอาหลักแนวคิดทางศาสนามาเกี่ยวข้อง แต่ในแนวทางของสะมาริตันส์ ก็จะไม่ได้เน้นด้านของศาสนาใดๆ อยู่แล้ว

 

5.

“คนที่ไม่สบายใจก็เหมือนปรอทที่อารมณ์ขึ้นสูง หากมีคนมาฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับอย่างไม่ตัดสิน ปรอทอารมณ์ก็จะค่อย ๆ ลดลง ทุกอย่างมีทางออก อยู่ที่ว่าทางออกจะอยู่ในรูปแบบไหน คนที่จะรู้ทางออกดีที่สุด เมื่อปรอทอารมณ์เย็นลง ก็คือ เจ้าตัวเองนั่นแหละ” ผศ.พ.ต.หญิง ดร.พนมพรอธิบายให้เห็นภาพพร้อมอธิบายต่อว่า

 

การฟังนั้น ช่วยในการแก้ปัญหาได้มาก คนที่คิดฆ่าตัวตายนั้น เขาคิดว่าโลกนี้ไม่มีใครแล้ว แต่หากมีใครฟังและทำให้เห็นคุณค่ากับใครสักคนจนอยากมีชีวิตอยู่ ก็อาจตัดสินใจไม่ฆ่าตัวตายได้ ที่สำคัญสุดคือเวลาฟังนั้น ต้องยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่สุดท้ายหากผู้โทรเลือกทางเดินนั้น ก็เป็นสิทธิของผู้โทร สิทธิการตายในโลกนั้นมี 2 มิติ คือมิติแรก คือพินัยกรรมชีวิต ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำมาใช้ ซึ่งผู้ป่วยที่ยังมีสติสัมปัญชัญญะดีสามารถบอกแพทย์ผู้รักษาว่า ในช่วงสุดท้ายไม่อยากใส่สาย ไม่อยากถูกปั๊มหัวใจ อยากจากไปอย่างสงบ คือ ขอตายอย่างสงบก็สามารถบอกกับแพทย์ได้

 

อีกมิติหนึ่ง คือ บางครั้งคนเราก็เลือกที่จะจากไป ถ้าอาสาสมัครช่วยอย่างเต็มที่แล้ว แต่ผู้โทรบางรายตัดสินใจแล้ว เพียงแค่โทรมาเพื่อขอให้เป็นคนสุดท้ายในชีวิตก่อนที่จิตจะดับไป อาสาสมัครก็ถือว่าทำเต็มที่แล้ว ผู้โทรจะเลือกทางเส้นนี้ ก็ให้การยอมรับและอยู่เป็นเพื่อนตราบจนวาระสุดท้าย

 

“ขอฝากไปยังคนที่คิดจะฆ่าตัวตายว่า หากมีความทุกข์ ความไม่สบายใจ แทนที่จะเก็บไว้กับตัวเอง ควรจะหาใครสักคนเพื่อให้ตัวเราเองได้พูดคุย ได้เล่าระบาย ทุกอย่างในโลกนี้ มีทางออกมากมาย ขอเป็นกำลังใจให้คนที่เป็นทุกข์ไม่สบายใจ ขอให้สามารถหามุมมองของชีวิตได้ในแง่มุมอื่นที่ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย..”

 

www.samaritansthai.com

 

6.

เราสามารถที่จะช่วยเหลือคนใกล้ตัว เพื่อนใกล้ชิด ญาติมิตรที่มีอาการเศร้าหมองหาทางออกด้วยการคิดที่จะฆ่าตัวตาย ได้ด้วยการนั่งลงและรับฟัง เพื่อให้เขาได้ระบาย เพียงแค่การฟังด้วยใจ เพียงแค่นี้ เราก็อาจเป็นคนที่ช่วยให้ผู้ที่ไม่สบายใจหาทางออกอื่นแทนการเลือกที่จะไม่ฆ่าตัวตายได้

 

แต่หากใครสักคนที่กำลังหม่นเศร้าและกำลังตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนตัดสินใจ โปรดโทรศัพท์ไปที่ 02-713-6793 ช่วงเวลา 12.00 – 22.00 น. ที่นั่นมีคนรอฟังคุณอยู่…

 

ฟังเพื่อให้คุณมีเวลาทบทวนชีวิตที่แสนเปราะบางอีกสักนิด…

 

เผื่อคุณจะตัดสินใจใหม่ด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม…

 

-D-