หมาบิน

 

 

“20 กว่าปีแล้วนะ…ที่ไม่มีแฟน” ศุทธินี  ศิริมนูญ นักประชาสัมพันธ์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  นับขวบปีของการครองตนเป็นโสด

 

ผู้หญิงกับความรักมักเป็นของคู่กันแต่ทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนไป คนมีความรักน้อยลง อยู่คนเดียวมากขึ้น เหตุผลคงมาจากหลายปัจจัย ทั้งคนที่ไม่ยอมค้นหาความรัก คนที่รักลาจาก คนที่บ้างานจนลืมหาความรักมาข้างกาย  แต่มีอยู่หนึ่งคนที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยมีแฟนเหมือนคนอื่นๆ สักที จนน่าสงสัยว่าเหตุใดถึงไม่ยอมมีแฟน บนคำถามข้อสงสัยมากมาย เราจึงนั่งลงเพื่อพูดคุยกับเธอเพื่อถามไถ่หาสาเหตุของการครองความเป็นโสดนี้ซึ่งหญิงสาวคนนี้ย้ำกับเราตั้งแต่ก่อนสัมภาษณ์แล้วว่า แม้เธอจะครองโสดมานานแต่เธอยังมีความสุขได้ตามปกติ เป็นความสุขนิยมบนเส้นทางแห่งความเป็นโสด

 

“เราเป็นคนจังหวัดกระบี่ เป็นน้องคนสุดท้องของครอบครัว มีพี่ชาย 2 คน แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างเป็นห่วงเราในทุกเรื่อง  ทั้งเรื่องชีวิต การเรียน การทำงาน แต่ถ้าถามเรื่องความรักนั้น เรารู้จักมันครั้งแรกตอนมัธยมต้น เป็นความรักที่เริ่มจากเพื่อนผู้ชายบ้านใกล้ๆ เริ่มโทรมาที่บ้านทุกวัน จนเกิดเป็นความรู้สึกผูกพัน แต่ความรักตอนนั้นทำได้มากสุดก็แค่คุยกัน เพราะเราหวงเนื้อหวงตัว แล้ววันหนึ่งความสัมพันธ์ที่เป็นเสียงตามสายในโทรศัพท์ก็จบไปเมื่อเขาพาสาวคนใหม่ซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านเราวันสงกรานต์ ความเจ็บปวดของรักแรกที่พุ่งเข้ามาทำให้เราเหมือนถูกหักหลัง อยากเอาขันน้ำที่เด็กแถวบ้านเล่นน้ำอยู่ปาใส่หัว  และจากวันนั้นทำให้เรารู้สึกว่า ควรพอเถอะไม่มีอะไรจะต้องคุยกันแล้ว” ศุทธินี เริ่มเล่าประวัติความเป็นมาให้ได้รับรู้

 

“หากถามว่าทำไมแค่เห็นเขาพาสาวอื่นนั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านแล้วทุกอย่างต้องจบ ก็เพราะเราไปสืบมาแล้วว่าสาวคนนี้เป็นใคร มาจากไหน ผู้หญิงทุกคนมีเซ็นส์ในระดับหนึ่งที่จะมองออกว่าใครเป็นใคร เรามองครั้งแรกก็รู้เลยว่าไม่ใช่พี่น้องแน่ๆ อีกอย่างหนึ่งสังคมชนบทแถวบ้าน ถ้าผู้ชายพาสาวซ้อนมอเตอร์ไซค์ให้มองไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่พี่น้อง เราเลยรู้ทันทีว่าเราโดนหักหลัง” ศุทธินีบอก

 

หลังจากความรักป๊อปปี้เลิฟจบลงในช่วงมัธยม เมื่อเธอก้าวเข้าสู่โลกมหาวิทยาลัย เส้นทางความรักเป็นอย่างไร…ยังโสดไหม “โสดค่ะ เพราะชีวิตมหาวิทยาลัยมีแต่เรื่องเรียนกับเพื่อน เคยมีคุยกับรุ่นพี่บ้างบางคน แต่ไม่ได้ถึงขั้นสานสัมพันธ์ไปไกลสักเท่าไหร่ เพราะคุยไปคุยมากลายเป็นพี่น้องกันเสียอย่างนั้น ส่วนเพื่อนรุ่นเดียวกันไม่สามารถให้คำอื่นได้เลยนอกจากคำว่า ‘เพื่อน’ สุดท้ายแค่พริบตาเดียว 4 ปี ผ่านไปไวเหมือนโกหก เรียนจบคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 ไปให้คนในครอบครัวได้ชื่นชมแทน จนในที่สุดมาทำงานในแวดวงของอุตสาหกรรม ถึงแม้เราจะเป็นวิทยากร ลงพื้นที่ ไปตามชุมชน บรรยายเรื่องการจัดการขยะ ให้ความรู้ผู้คนก็ยังไม่มีใครเข้ามาในชีวิตอยู่ดี” ศุทธินีเล่า

 

 

หน้าที่การงานก็ต้องเจอคนเยอะ…แล้วไม่มีใครมาจีบบ้างเหรอ?

“ไม่มีนะ…พอได้ทำงานก็ไม่มีเวลาว่างมองใคร ขนาดคนในออฟฟิศก็ยังไม่เข้าตากรรมการ ลงพื้นที่ไปบรรยายการจัดการขยะ แยกขยะ ให้ความรู้กับชุมชน จัดกิจกรรมให้ชุมชน ก็เจอชาวบ้าน เด็กวัยรุ่น เข้ามานั่งฟังกันเยอะแยะ แต่บอกเลยว่าไม่มีใครเข้ามาจีบสักคน…ทั้งที่เราก็เป็นคนง่ายๆ ชอบสร้างเสียงหัวเราะ แต่ยังไร้วี่แววคนเข้ามาให้ดูใจ มีแค่ชาวบ้านส่งขนมหรือของฝากมาให้เป็นสินน้ำใจหลังจากอบรมเสร็จแล้วเท่านั้นเอง หรือผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงตลกก็ไม่รู้?”

 

เป็นคนตลกยังไง?

ศุทธินียิ้ม และตอบว่า “ตลกไง…เราเป็นคนที่ชอบดูอะไรที่มันไม่เครียด หนัง ซีรีส์เกาหลี การ์ตูน เรามีเพื่อนเยอะและเพื่อนๆ รอบตัวเราก็เป็นพวกเพี้ยนๆ ทั้งนั้น ชอบเล่นมุกห้าบาทสิบบาท เราก็ชอบนะมันเฮฮาดี เราก็ชอบยิงมุกตลกใส่เพื่อนเป็นประจำ เพราะเราชอบทำให้คนอื่นมีความสุขและเราก็มีความสุขตามไปด้วย  ทุกวันนี้เราหัวเราะมากกว่าร้องไห้เสียอีก”

 

รวมๆ แล้วก็ 20 กว่าปีพอดี  ตั้งแต่เกิดมาและไม่มีแฟน ครองสถานะโสดมาได้ขนาดนี้ เหงาไหม?

“ก็มีบ้างตามประสาผู้หญิงแต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรในชีวิต ทุกวันนี้ไปไหนมาไหนคนเดียว เล่นกีตาร์คัฟเวอร์เพลงลงในยูทูป ฟังเพลง ดูซีรีส์เกาหลีซึ่งพระเอกหล่อมาก กินข้าว ดูหนังคนเดียวก็ทำมาแล้ว ส่วนตัวไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวหรือน่าเจ็บปวดกับความโสด บางคนโหยหาคู่ครองหรือแฟนมาอยู่ข้างกาย โดยที่ตัวเองยังไม่พร้อม สุดท้ายก็ไม่ได้พบกับความรักที่ดี แล้วจะรีบหาไปทำไม เราไม่ได้หวงแหนความโสดนะ แต่เราว่าเรายังไม่เจอคนที่ใช่มากกว่า”

 

อยู่คนเดียว…มันดีอย่างไร?

“มันดีนะ…เพราะเราได้ทำอะไรที่อยากทำ อยากไปไหนกับเพื่อนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน อยากนอนก็นอน เราสามารถมีอิสระที่จะทำทุกอย่างได้หมด โดยไม่ต้องมานั่งคำนึงว่าแฟนเราจะอยากไปไหม แฟนเราต้องการอะไร ถ้าเรามัวคิดถึงแต่แฟน เราจะขาดอิสระทางความคิดและไม่เป็นตัวของตัวเอง”

 

อะไรทำให้เลือกที่จะครองความโสดอยู่ถึงขณะนี้?

“อืม….คงเป็นเพราะว่า เรามีเพื่อนเยอะ และทุกคนต่างเข้ามาปรึกษาในเรื่องความรัก เห็นเราเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในช่วงเวลาที่มืดมิด ทำให้เราเห็นความรักทั้งในมุมทุกข์และมุมสุข แต่ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางทุกข์เสียมากกว่า เช่น เพื่อนเลิกกับแฟนก็โทรศัพท์มาร้องห่มร้องไห้กับเรา  เพื่อนทะเลาะกับแฟนก็มาปรึกษาหาทางออกกับเราอีก  มันเลยทำให้เราคิดว่าถ้าเรามีแฟนสักคนแล้วตกอยู่ในสภาวะเดียวกับเพื่อน เราจะทำอย่างไร จะหันไปปรึกษาใครดี ในเมื่อเพื่อนๆ ทั้งหมดต่างมาปรึกษาเรากันหมด แต่ไม่ใช่ว่าเราเห็นเรื่องร้ายๆ จากเพื่อนแล้วมาสร้างเกราะกำบังความกลัวให้ตัวเองนะ เพียงแค่เรายังไม่ค้นพบความรักดีๆ ที่จะทำให้เรามีความสุขมากกว่า”

 

 

แล้วยังชอบผู้ชายอยู่ไหม?

ศุทธินีหัวเราะแล้วบอกว่า  “ยังชอบอยู่สิ…อย่างไรเสียผู้หญิงก็อยากสร้างครอบครัวทั้งนั้น  ทุกวันนี้เห็นผู้ชายหรือหนุ่มหล่อตามโทรทัศน์ก็มีปลื้มบ้างตามประสา แต่ในชีวิตจริงผู้ชายแบบนี้ หายากยิ่งกว่าในนวนิยายดีๆสักเล่ม เสียอีก

 

ลองนิยาม “สุขนิยมบนความโสด” ให้หน่อยสิ ว่าคืออะไร?

หญิงสาวหยุดคิด ก่อนตอบมาว่า ‘สุขนิยม’  คือ การนิยมความสุข ซึ่งความสุขในชีวิตคนเรามีได้หลายแบบ ทั้งสุขที่ได้กิน สุขกับเพื่อน สุขในการท่องเที่ยว สุขในการอยู่กับครอบครัว สุขในการเล่นกีตาร์ หรือแม้แต่การได้นอนตื่นสายในวันอาทิตย์ก็เป็นความสุข ทุกๆ เรื่องของคนเราสามารถทำให้มีความสุขได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของความรักหรือการมีคู่ครองเท่านั้น ถึงจะมีความสุขได้ อีกอย่างตอนนี้ เรื่องของความรักก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เราคิดว่าเราอยากท่องเที่ยว ทำงานแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะเราถือว่ายังมีความสุขอยู่ในจุดนี้อยู่ ส่วนความโสดจะหายไปเมื่อใดนั้น อันนี้เราตอบไม่ได้ คงต้องให้เวลมาาเป็นผู้ตอบคำถามนี้

 

“เพราะความสุขที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ตัวเรามีความสุข หรือการได้ของขวัญชิ้นใหญ่…หากแต่ความสุขนั้นต้องทำให้คนรอบข้างยิ้มและหัวเราะไปกับเราด้วย นั่นถึงจะเรียกว่า ‘ความสุข’ ที่แท้จริง”

 

ความโสดของศุทธินีตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอยังคงอยู่กับมันได้อย่างไม่เกรงกลัว ยังคงมีอะไรหลายๆ อย่างให้เธอได้ทำไปในแต่ละวัน ทั้งสิ่งรอบๆ ตัว คนรอบข้าง ที่ต่างทำให้เธอมีความสุข และเธอเองก็แผ่ความสุขไปสู่คนอื่นๆ เช่นกัน ทุกวันนี้ชีวิตของเธอมีความสุขดีบนความโสดแบบสุขนิยม

 

ผู้อ่านที่เป็นโสดทั้งหลาย ลองมองไปรอบๆ ตัวสิ บางทีคุณอาจจะเห็นความสุขอะไรสักอย่างบนความโสดของตัวเอง…

 

มันอาจเป็นความสุขบนความโสดที่คุณมีอยู่แล้ว เพียงแต่คุณลืมสังเกตมันไปเท่านั้น

 

-D-