เวลา 21.00 น. ของวันที่ 14 ก.ค. 2559 หนุ่มเผ่าม้งวัย 26 ปี เพิ่งพ้นโทษคดียาเสพติดได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในจังหวัดหลวงน้ำทา ประเทศลาว เดินทางมายังบ้านยอดคา เมืองหนองแฮด จังหวัดเชียงขวาง พร้อมมอเตอร์ไซค์ฮอนดาเวฟสีน้ำเงิน การเดินทางมาครั้งนี้ชายหนุ่มรับคำสั่งให้สอดส่องหาเป้าหมายซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในวงจรธุรกิจของเขา

 

เป้าหมายที่ว่าคือหญิงสาวหน้าตาดี วัย 15 ย่าง 16 ปี

 

เมื่อเขาพบเป้าหมายจึงตัดสินใจบึ่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าเลียบหญิงสาวทันที พร้อมเอ่ยปากชวนสนทนาเพื่อตีสนิททักทายสืบสานความสัมพันธ์ สองวันผ่านไปหญิงสาวรายนี้หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ครอบครัวโร่แจ้งความและตั้งเงินรางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสทุกคนที่สามารถพาหญิงสาวกลับคืนสู่ครอบครัวได้อีกครั้ง

 

ความหวังคล้ายริบหรี่ ครอบครัวสิ้นหวังที่จะได้พบลูกสาว จนเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ตำรวจพบเธอที่โรงงานจีนแห่งหนึ่งใกล้ด่านบ่อเต็น ชายแดนลาว-จีน  จังหวัดหลวงน้ำทา ประเทศลาว ในสภาพร่างกายบอบช้ำ จิตใจแหลกสลลาย

 

หญิงสาวเล่าว่าที่ผ่านมาถูกบังคับทำงานหนักและทุบตี  ทั่วร่างกายมีรอยฟกช้ำดำเขียวหลายจุด ชายชาวม้งซึ่งเข้ามาตีสนิทจีบเธอให้หัวใจหวั่นไหวว่าคือความรักจนเธอตัดสินใจยอมหนีตามเขามา แท้จริงแล้วมีหน้าที่หลอกหญิงม้งไปขายต่อในประเทศจีน

 

ก่อนชายหนุ่มเลือกหลอกเธอ เขาทำสำเร็จมาแล้ว 2 คน โชคยังดีที่เจ้าหน้าที่ประจำด่านของลาวต่างกวดขันสกัดกั้นอย่างเข้มงวด หญิงสาวจึงถูกส่งขายต่อให้โรงงานของจีนบริเวณชายแดนเท่านั้น  แม้จะช่วยเหลือมาได้แต่เธอและครอบครัวต้องอยู่ภายใต้ความเงียบงันเพราะความอับอายจากประสบการณ์นี้

นี่เป็นเพียงแค่เรื่องราวหนึ่งเท่านั้นของเหยื่อจากขบวนการค้ามนุษย์

 

“เฮาอยู่ที่แจ้ง แต่ข่ะเจ้าอยู่ในที่มืดน่อ เขามีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศเฮาเลย ตั้งแต่เหนือลงใต้ เฮาก็ไปโคสะนายู่ แต่ก็โคสะนาได้บ่ทั่วเถิง มันเว้าเลื่องงบปะมานเนาะ แต่เขาไปทั่วทุกบ่อนเลย” เจ้าหน้าที่กะซวงป้องกันความสงบ (เทียบได้กับกระทรวงมหาดไทยในประเทศไทย) ในลาวคนหนึ่งเผยข้อมูล

 

 

ในอดีตประเทศไทยคือประเทศที่คนลาวมาตกเป็นเหยื่อแรงงานทาสและบังคับค้าบริการทางเพศมากที่สุด แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่ใช่ฝันร้ายที่สุดของแรงงานชาวลาวอีกต่อไปแล้ว

 

เมื่อนักค้ามนุษย์ชาวจีนส่งเครือข่ายเข้ามาในลาว เนื่องจากมีการลงทุนจากคนจีนมากขึ้น อีกทั้งระบบการเมืองของทั้งสองประเทศยังคล้ายกัน คือมีพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองอยู่ นักธุรกิจจีนจึงไม่ต้องปรับตัวกับระบอบการเมืองมากเท่ากับประเทศอื่น อีกทั้งประเทศลาวเปิดรับนักธุรกิจจีนมาลงทุนในประเทศพอสมควร ทำให้นักธุรกิจจีนเป็นนักธุรกิจกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศลาว เขื่อนจำนวนมากเป็นผลงานการลงทุนของนักธุรกิจจีน ด้วยเหตุผลนี้ทำให้กลุ่มนักค้ามนุษย์ชาวจีนกระจายตัวอยู่ทั่วทุกจังหวัดในประเทศเพื่อเสาะหาหญิงสาวอายุระหว่าง 16-25 ปีเพื่อส่งไปจีน หลายปีก่อนเมื่อครั้งกฎหมายค้ามนุษย์ลาวยังไม่เข้มงวดเพียงพอ ขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ทำงานกันง่ายดายนัก เพียงแค่ส่งนายหน้าซึ่งเป็นคนตามกลุ่มชาติพันธุ์และชาวลาวไปทาบทามวางเงินให้คนละ 1,000 – 2,000 ยูเอสดอลลาร์กับครอบครัวเหยื่อสาวที่เป็นเป้าหมายเท่านั้น ก็จะได้หญิงสาวเป้าหมายส่งกลับประเทศจีน

 

แต่เมื่อกลับไปที่ประเทศจีน มันกลับไม่มีบ้านหรู ตึกคฤหาสน์งามๆ ให้เห็น มีเพียงโรงเชือดที่หญิงสาวถูกบังคับให้ขายตัว บังคับให้ใช้แรงงานทั้งวันทั้งคืน หากขัดขืนจะถูกทำร้ายร่างกาย ถูกบังคับให้อดข้าว บางครั้งหญิงสาวเคราะห์ร้ายอาจจะถูกส่งขายต่อซ่องในจีนเพื่อเอากำไร ในราคา 3,000 ยูเอสดอลลาร์

 

ที่น่าสลดมากไปกว่านี้คือ ทุกวันนี้พ่อแม่ของเหยื่อบางราย ยังภูมิใจคิดว่าลูกสาวตกถังข้าวสารได้ไปใช้ชีวิตอยู่สุขสบายในจีน ไม่ต้องมาทำไร่ทำนา ทนทุกข์แบบตนเองแล้ว ทั้งๆ ที่ลูกของพวกเขาไม่เคยติดต่อกลับหามาเลยที่บ้านนานกว่า 5 ปีแล้ว

 

แม้ว่าต่อมารัฐบาลลาวจะเอาจริงกับการสกัดกั้นกระบวนการค้ามนุษย์ มีทั้งการออกโฆษณาเตือนทางวิทยุ และสื่อโทรทัศน์มากขึ้น มีการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ช่วยโฆษณาเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงนี้ แต่ขบวนการค้ามนุษย์ได้เปลี่ยนรูปแบบการล่าเหยื่อให้น่าเชื่อถือขึ้นไปอีกขั้น และใช้วิธีการใหม่  โดยทางเอเยนต์ใหญ่จะส่งนายหน้าซึ่งมีทั้งชาวลาว จีน และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ตระเวนไปในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะเขตชนบทเพื่อเสาะหาหญิงสาวหน้าตาดี ได้สัดส่วนตามที่ต้องการ

 

เมื่อพบเป้าหมายก็จะไปทาบทามขอแต่งงาน  โดยนายหน้าจีนจะสวมบทพระเอก หลอกว่าตัวเองเป็นนักลงทุน คุยกับครอบครัวเหยื่อ จากนั้นพากันไปจดทะเบียนแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เมื่อมีการจ่ายสินสอดเสร็จแล้วจะพากลับนครหลวงเวียงจันทน์เพื่อมาให้เอเยนต์ดูตัวแล้วพากลับประเทศจีน ลงท้ายการแต่งงานที่ใฝ่ฝันกลับกลายเป็นฝันร้ายที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

 

ถึงตอนนี้หญิงเคราะห์ร้ายบางคนหมดโอกาสกลับประเทศบ้านเกิดอีกต่อไป เพราะพอหนีออกจากบ้านไปแจ้งตำรวจจีนว่าถูกสามีทำร้ายและบังคับให้ทำงานหนักในสวนกล้วย ทางตำรวจจีนทำเพียงแค่พาตัวส่งคืนสามีเท่านั้น เพียงเพราะหญิงสาวเคราะห์ร้ายเหล่านี้พูดภาษาจีนไม่ได้ จึงไม่อาจสื่อสารขอความช่วยเหลือได้ อีกทั้งในประเทศจีนไม่มีกฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์ มีเพียงประมวลกฎหมายอาญามาตราที่ 320 ที่ต้องมีการขายอวัยวะภายในเท่านั้นจึงจะถือว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์  ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าถูกทุบตี กักขัง หรือบังคับใดๆ ตามที่ประเทศต่างๆ ในประชาคมโลกใช้กันเป็นสากล ประเทศจีนยังไม่มีบังคับใช้ เลยกลายเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัวทันที

 

สำหรับผู้ถูกทำร้ายต่อให้อาการปางตายแค่ไหนก็ตาม หากมีการจดทะเบียนสมรสกับคนจีนแล้ว กรณีที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นเพียงเรื่องภายในครอบครัวเท่านั้น ด้วยช่องว่างทางกฎหมายเหล่านี้ ส่งผลให้ขบวนการค้ามนุษย์ใช้วิธีการจดทะเบียนสมรสกับสาวลาวอย่างถูกกฎหมายก่อนพากลับประเทศ

 

 

แหล่งข่าวที่เป็นตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ในจังหวัดอุดมไซนายหนึ่งเผยว่า ทุกๆ ปีในจังหวัดของเขา มีผู้หญิงลาวไปจีนประมาณ 20-30 คน ส่วนหนึ่งไปแบบลักลอบหนีตามกรรมกรจีนไป แต่ส่วนใหญ่ไปแบบเเต่งงานจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อไปแล้วไม่อาจติดต่อกลับมาทางบ้านได้อีกเลย

 

หญิงสาวที่ถูกหลอกนั้น ส่วนใหญ่เป็นสาวจากกลุ่มชาติพันธุ์ตามชนบท ที่ไม่ได้รับการศึกษาถึง 80% ส่วนอีก 20% เป็นคนในเมือง หรือชาวลาวลุ่ม ขบวนการค้ามนุษย์ยังคงหาวิธีการหลอกลวงอย่างรุนแรงมากขึ้น เช่นเริ่มเอารถตู้เข้ามาทำทีเป็นนักท่องเที่ยว ขับไปตามพื้นที่ห่างไกลตามเมืองภูเขา ระหว่างทางถ้าเจอเด็กหรือวัยรุ่นขายของอยู่ริมทางจะเปิดประตูดึงขึ้นรถ

 

องค์กรที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กและสตรีในลาวหลายแห่ง เริ่มตั้งข้อสังเกตว่าในระยะนี้ ขบวนการค้ามนุษย์ไม่ได้คัดสรรหาหญิงสาวหน้าตาดีอีกต่อไป แต่หากสบช่องจะลวงหลอกมาหมด คาดว่าคงไม่ได้เอาไปขายในซ่องดังเคย แต่อาจถูกบังคับขายอวัยวะก็เป็นได้

 

นับเป็นเรื่องที่น่าจับตามองกับปัญหาค้ามนุษย์ นี่คืออีกเรื่องราวหนึ่งที่สะท้อนจากประเทศลาว ชี้ให้เห็นความอันตรายของขบวนการค้ามนุษย์ที่ทำงานกันข้ามชาติ รุนแรงและโหดเหี้ยม โดยมีชีวิตหญิงสาวเคราะห์ร้ายหลายคนที่กำลังเฝ้ารอวันได้รับการช่วยเหลือ

 

พวกเธออาจรอคอยด้วยความหวังเปี่ยมความฝันว่าจะได้กลับบ้านไปเจอหน้าครอบครัวโดยเร็วที่สุด

 

โดยไม่รู้ว่า เร็วที่สุดนั้น คือเมื่อไหร่…ซึ่งไม่มีใครหาคำตอบได้

 

-D-