ห้องเรียนแบบไทยๆ ห้องหนึ่งมีนักเรียนจำนวนเกือบครึ่งร้อย อากาศร้อนๆ โรงเรียนดีๆ คงมีแอร์ ครูเดินเข้ามา เริ่มด้วยแนะนำตัวเองแล้วบอกวิชาที่จะมาสอน โดยพูดภาษาอังกฤษว่า “Media Literacy” เมื่อพูดออกไปนักเรียนจำนวนหนึ่งงงเป็นไก่ตาแตก บางส่วนเข้าใจ แต่หลายคนเกาหัวและคิดว่าเป็นวิชาสอนภาษาอังกฤษแบบใหม่แน่ๆ

 

แต่ครูคนเดิมอธิบายคร่าวๆ ว่าไม่ใช่ แต่คือวิชาที่คล้ายอยู่ใกล้กับเราที่สุดแต่เราไม่เคยศึกษาและเข้าใจอย่างถ่องแท้ วิชานี้มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า “วิชารู้เท่าทันสื่อ”

 

เด็กนักเรียนยังคงงง ทำไมต้องไปรู้เท่าทันสื่อและคิดว่าเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว เนื่องจากสื่อไม่มีอะไรซับซ้อนเหมือนฟิสิกส์ ชีวะ หรือคณิตศาสตร์ ครูคนเดิมได้แต่ยิ้มแล้วบอกนักเรียนว่าขอเวลาฟังสักนิดจะได้อธิบายให้ฟัง ระหว่างนี้จะหยิบมือถือมาเล่นก็ทำได้ เพราะมือถือนี่เองที่นำพาสื่อต่างๆ มากมายมาเกี่ยวข้องกับนักเรียน จนบางครั้งเราต้องเข้าใจมัน

 

ครูเปิดแท็บเล็ตแล้วบอกนักเรียนให้เข้าไปดูในเว็บไซต์ของ กสทช. หรือสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ชื่อยาวมาก หน่วยงานนี้ระบุว่า Media Literacy หรือการรู้เท่าทันสื่อคือทักษะหรือความสามารถในการ “ใช้สื่ออย่างรู้ตัว” และ “ใช้สื่ออย่างตื่นตัว” ซึ่งคำว่า “การใช้สื่ออย่างรู้ตัว” คือการตีความ วิเคราะห์ แยกแยะเนื้อหาสาระสื่อ โต้ตอบกับมันอย่างมีสติและรู้ตัว ตั้งคำถามว่าสื่อถูกสร้างขึ้นอย่างไร ก็ไปดูว่าใครเป็นเจ้าของสื่อ ใครผลิต ผลิตแล้วน่าเชื่อไหม มีอะไรแฝงมาหรือเปล่า ส่วนการใช้สื่ออย่างตื่นตัวคือไม่ได้รับเป็นอย่างเดียว (นักเรียนบางคนหัวเราะ) แต่ต้องรุกเป็นด้วย (นักเรียนฮากันทั้งห้อง) รุกเป็นคือหาข้อมูลเพิ่มเติมและใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ได้ เช่นท้วงติงถ้าเจอเนื้อหาไม่เหมาะสม

 

นักเรียนเข้าใจในบัดดลว่าการรู้เท่าทันสื่อคือ “เราต้องไม่รับ แต่ต้องรุกได้” ครูเห็นว่าเด็กบางส่วนพอจะเข้าใจเลยอธิบายต่อ จริงๆ ในประเทศที่เจริญมีอารยธรรมนั้นมีการสอนวิชานี้กันตามมหาวิทยาลัย มายุคหลังๆ ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป มือถือและอินเทอร์เน็ตทำให้คนเข้าถึงสื่อได้อย่างกว้างขวางชนิดที่โลกไม่เคยปรากฏมาก่อน เลยมีคนเสนอพวกหลักสูตรนี้ ตอนแรกมีสอนตามมหาวิทยาลัยมานานแล้ว แต่พอคนเข้าถึงสื่อมากขึ้นเลยเริ่มมีการเรียนในโรงเรียนกันบ้าง ใช่แล้ว! สอนพวกเราๆ กันนี่เอง

 

นักเรียนพยักหน้ากันหงึกๆ ครูคนเดิมเครื่องร้อน เลยเล่าต่อว่าสหรัฐอเมริกาตอนนี้เป็นยุคประธานาธิบดีทรัมป์ ช่วงก่อนเลือกตั้งมีปรากฎการณ์ข่าวลือ พวก Fake News ความจริงทางเลือกต่างๆ นานา ระบาดแพร่ไปทั่วในอินเทอร์เน็ต จึงเริ่มมีคนเสนอว่าควรจะมีหลักสูตรเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อสอนนักเรียนบ้างแล้ว คุณ Larry Atkins นักวิชาการฝรั่งเขียนลงเว็บไซต์ Huffingtonpost.com ว่าเขาสอนวิชานี้กับเด็กปี 1 พอถามว่ารู้จักวิชานี้ไหม ทุกคนทำหน้างง เขาพบว่าพฤติกรรมเด็กปี 1 ไปเชื่อเว็บข่าวแปลกๆ ในการหาข้อมูลเพื่อทำการบ้านส่ง แทนที่จะไปเชื่อเว็บของทางการหรือเว็บข่าวที่น่าเชื่อถือ แกบอกว่า “ไอต้องบอกนักศึกษาว่าตอนไปหาข้อมูลเรื่องกัญชากับการแพทย์นั้น ยูไปเอาข้อมูลจากเว็บที่น่าเชื่อถือหน่อย ของสำนักข่าวหรือของรัฐ ไม่ใช่จากเพจขายกัญชาไหนก็ไม่รู้ (โว้ย)”

 

นักเรียนหลายคนหัวเราะ ครูดีใจนึกว่ามุกจะฝืดเสียแล้ว

 

คุณ Larry เลยเสนอว่าเราควรจะสอนกันเป็นจริงเป็นจังเสียที มหาวิทยาลัยชื่อดังบางแห่งเริ่มผลิตหลักสูตรสอนครอบคลุมตั้งแต่ประถมยันมัธยม บางที่เปิดสอนกันทางออนไลน์ เพื่อให้เด็ก “ใช้สื่ออย่างรู้ตัว” และ “ใช้สื่ออย่างตื่นตัว” ตามที่ กสทช. บอกไว้ พูดง่ายๆ คือ เรียนแล้วก็พอจะรู้ว่า อันไหนมันข่าวปลอม ข่าวมั่ว ข่าวหวังผล ข่าวไม่น่าเชื่อถือกันบ้าง ไม่ใช่เห็นเป็นสื่อ ก็เชื่อหมด ในอเมริกาตื่นตัวกันมาก

 

แต่อเมริกายังช้ากว่าเพื่อนบ้านตอนบนอย่างแคนาดา เขาสอนวิชานี้กับเด็กๆ ในโรงเรียนไปแล้ว ที่สอนเพราะสื่อจากอเมริกานี่แหละ ทำให้แคนนาดากลัวว่า เด็กบ้านเขาจะโดนสื่ออเมริการุกเข้าให้อย่างจังน่ะสิ ประเทศเขาเริ่มสอนตั้งแต่ ป.1 เลยนะ นอกจากนี้ประเทศทางสแกนดิเนเวีย ตอนบนของยุโรป เขามีสอนกันแล้ว น่าสนใจดีด้วย

 

ครูกวาดตามองนักเรียนก่อนจะพูดต่อว่า “ในเอเชีย ทางไต้หวันเขาก็มีสอนแล้วนะ” โดยจะเริ่มปีหน้า โดยรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล เขาอธิบายว่าเพื่อให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดการวิจารณ์เมื่อใช้โซเชียลมีเดีย นอกจากนี้เขาหวังว่านักเรียนจะได้ถอดรหัส (ยังกะหนังสายลับ) พวกโฆษณาทั้งชวนเชื่อและโฆษณาปกติ หรือแหล่งข้อมูล ซึ่งมันเป็นทักษะพื้นฐานของนักข่าว ซึ่งการสอนวิชานี้ จะเปิดมุมมองนักเรียนให้เข้าใจประชาธิปไตยของไต้หวัน ร่วมถึงเสรีภาพการพูด ท่ามกลางรัฐบาลละแวกใกล้เคียงที่คอยกดขี่เสรีภาพการพูดอยู่เสมอ (ครูสงสัยว่าเขาพูดถึงประเทศไหนกัน)

 

ดังนั้นไต้หวันจึงเป็นประเทศแรกในเอเชีย (แม้ว่าจีนแผ่นดินใหญ่จะไม่ยอมรับว่าเป็นประเทศก็ตาม) ที่จะสอนเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ทั้งนี้สิ่งที่ไต้หวันเน้นย้ำก็คือ ความเข้าใจข้อมูลนั้นถือว่าสำคัญมาก แน่นอนว่าการสอนดังกล่าว จะทำให้นักเรียนไต้หวันมีทักษะการสงสัย พร้อมกับทักษะของนักข่าวในการกลั่นกรองตรวจสอบข้อมูล

 

นักเรียนถามครูว่ามันน่าสนใจไหม ครูคิดว่าการที่เรามีทักษะในการตรวจสอบข้อมูลที่ลอยมาจากอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในห้องกลุ่มไลน์ที่ญาติๆ หรือพ่อแม่เราเองส่งข่าวมาระเนระนาด ซึ่งส่วนใหญ่จะมั่ว ทางรองศาสตราจารย์ Steven Reiner จาก Stony Brook University เคยมาบรรยายในหัวข้อนี้ที่ประเทศไทย ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชชทูตสหรัฐอเมริกา บอกไว้ว่า “คุณอาจจะรักแม่ แต่ถ้าเป็นพวกข่าวหรือข้อมูลที่แชร์กันมา หากไม่ได้ตรวจสอบ แม้แต่แม่ก็อย่าเชื่อ”

 

นักเรียนร้องโอ้โห ครูยิ้มก่อนจะถามว่า “นักเรียนคะ สนใจจะเรียนวิชานี้กันไหมคะ สนุกนะ มันมีวิธีเช็กก่อนแชร์จะได้ชัวร์ไม่หงายหลังกัน”

 

ทางนักเรียนมองหน้ากันไปมาก่อนจะถามว่า “มันมีผลต่อเกรดคะแนนเรียน เขาใช้สอบเข้ากันไหมครับ”

 

ครูส่ายหน้า ทางกลุ่มนักเรียนหมดแรงกระตือรือร้นจะเรียนทันที ทำให้ครูต้องเก็บข้าวเก็บของออกจากห้องไปอย่างน่าเสียดาย สวนทางกับอาจารย์ปกครองที่ถือกรรไกรเข้ามา “ใครผมยาว ครูจะตัดผมให้”

 

สงสัยวิชารู้เท่าทันสื่อยังไม่จำเป็นกับนักเรียนไทยในตอนนี้สินะ

 

คงต้องไปรู้เท่าทันเรื่องอื่นแทนคงจะเหมาะกว่า

 

-D-

 

>รุกต่อได้ที่<

ข่าวของประเทศไต้หวัน

http://time.com/4730440/taiwan-fake-news-education/

หากสนใจคุณ Larry

http://www.huffingtonpost.com/entry/states-should-require-schools-to-teach-media-literacy_us_59676573e4b07b5e1d96ed86

7 วิธีต่อกรกับข่าวปลอม

https://www.newsday.com/opinion/7-ways-to-spot-and-debunk-fake-news-1.12695382

คอร์สออนไลน์ของ Stony Brook University

http://drc.centerfornewsliteracy.org/course-pack

คอร์สออนไลน์ Media Literacy ที่น่าสนใจ

https://www.coursera.org/learn/news-literacy

นิยามการรู้เท่าทันสื่อของทาง กสทช.

http://bcp.nbtc.go.th/knowledge/detail/306