Light the Rights

ชลธร วงศ์รัศมี

 

 

“รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดูแลสื่อ เพราะมีบางสิ่งไม่ถูกต้อง บางครั้งเขียนโดยไม่ได้รับผิดชอบทำให้ประเทศมีปัญหาและทุกประเทศมีกฎหมายดูแลสื่อ” คือเหตุผลที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงความจำเป็นเมื่อครั้งพยายามผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …”  หรือที่เรียกกันว่า “พ.ร.บ. ควบคุมสื่อ” ให้เป็นผลสำเร็จ น่าสงสัยว่าทำไมมนุษย์สื่อจึงไม่มีปัญญาทำข่าวอย่างมีความรับผิดชอบได้ จนต้องเคี่ยวเฆี่ยนแรงๆ ด้วยไม้เรียวให้ปรับปรุงตัว

 

สุเมธ สมคะเน นักข่าวภาคสนาม ไทยรัฐ และประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย (NUJT)  กล่าวถึงกฎหมายที่ใช้ควบคุมสื่อมาก่อนเกิดแนวคิด พ.ร.บ. ควบคุมสื่อว่า

 

“กฎหมายสื่อของเราก้าวหน้ามาก เรียกว่าก้าวหน้าที่สุดในเอเชียหรือว่าติดอันดับโลกก็ได้ เพราะเรายึดแม่แบบจากอเมริกาและยุโรป กฎหมายสิทธิมนุษยชนเราผ่านหมดแล้ว เรามีหมดครอบคลุมทุกประเด็น ตราอยู่ในทั้งประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา กฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายเกี่ยวกับผู้ต้องหา ฯลฯ มีหมดทุกอย่าง เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเรายังไม่เคยเอามาใช้”      

 

หนึ่งในสิ่งที่คนก่นด่าสื่อว่าไร้ความรับผิดชอบคือการชูอาชญากรให้เป็นดารา และให้พื้นที่ข่าวกับ sex and blood เกินพอดี แทนที่จะให้พื้นที่แก่ข่าวประเทืองปัญญาอย่างอื่น เช่นกรณีของ “เปรี้ยว”ซึ่งใส่ความฉูดฉาด รายงานนาทีต่อนาที ตามติดการทำแผนประกอบคำสารภาพเร้าใจ สุเมธกล่าวถึงบางอย่างในวงจรการรายงานข่าวเปรี้ยวที่ “ไม่ทำงาน” แต่คนมักมองไม่เห็นว่า

 

“เรามีกฎหมายห้ามถ่ายรูปผู้ต้องหา มีระเบียบ กสทช. แต่ไม่เคยใช้ นั่งแถลงข่าวไม่ได้ ทำแผนประกอบคำรับสารภาพไม่ได้ เป็นการละเมิดสิทธิแต่เรายังปล่อย เราไม่เคยบอกสิทธินี้ให้กับผู้ต้องหาได้รับรู้ นี่ไม่ใช่เรื่องโลกสวยแต่เป็นเรื่องของสิทธิตามประมวลกฎหมาย ถามว่าผู้ต้องหาที่ไม่มีเงิน คุณต้องโดนทำแผนฯ ใช่ไหม แต่ถ้าผู้มีเงินล่ะ”

 

‘เออ จริง ไม่เคยเห็นเลยนี่หว่า’ คงเป็นคำตอบที่ใครหลายคนคงแอบตอบเบาๆ ในใจ

 

“มันเป็นความเหลื่อมล้ำทางมาตรฐาน เพราะยังไม่เคยมีกรณีตัวอย่าง ถ้าวันนี้ลองมีทนายสักคนลุกขึ้นเป็นทนายให้เปรี้ยว ฟ้องตำรวจละเมิดสิทธิผู้ต้องหา แพ้ไหม ถ้าผู้ต้องหาเขาไม่ยินยอมน่ะ สื่อแพ้ ตำรวจแพ้ แพ้หมดนะ เอาสิทธิขั้นพื้นฐานง่ายๆ แล้วเขาไม่ใช่บุคคลสาธารณะด้วย จะมาเอาเขาเป็นบุคคลสาธารณะไม่ได้”

 

ในทัศนะของสุเมธไม่ใช่ว่าสื่อไม่มีส่วนต่อความด้อยเดี้ยงทั้งหลายที่เกิดขึ้น ด้วยระดับเสรีภาพที่สูงในระดับต้นๆ ของโลกทำให้สื่อไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนบ่อยครั้ง เขากล่าวว่าหากเกิดกรณีเดียวกันในประเทศอื่น เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สื่ออาจถูกฟ้องกลับหรือยิงทิ้ง ทุกวันนี้เขาพยายามผลักดันเรื่องสื่อควรใช้เสรีภาพควบคู่กับความรับผิดชอบผ่านสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทยและในชุมชนนักข่าวอื่นๆ ทว่าระบบนิเวศที่ช่วยผลิตเหตุการณ์ก่อนมาเป็นข่าวก็มีความสำคัญไม่ใช่หรือ

 

“ทำให้เป็นมาตรฐานสิ คุณบอกว่ามีภาพโป๊เปลือย สื่อไม่ดี คุณต้องมีกฎหมายควบคุมสื่อ อ้าว! กระทรวงวัฒนธรรมถือกฎหมายอยู่ ทำไมกระทรวงวัฒนธรรมไม่แอ็คชันผ่าน กสทช. กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังทางกฎหมายถูกไหม มันไม่ได้ถูกบังคับใช้   กสทช. ทำอะไร กสทช. จ้องจะปิดแต่สื่อที่มีความเห็นตรงข้ามกับรัฐบาล เห็นต่างกับรัฐบาลสั่งระงับปิด แสื่อที่มีแนวโน้มเชียร์รัฐบาลหรือไม่ก็ตามอีกหลายสื่อที่ละเมิดสิทธิหรือทำผิดเชิงวัฒนธรรมตามมาตรา 37 คุณไม่เคยสั่งระงับเลย เป็นมาตรฐานที่ต่างกันอยู่ ทุกอย่างมีอยู่แล้วแต่การปฏิบัติไม่เคยถูกให้ใช้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน”

 

หากมีการเคารพสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นผ่านปฏิบัติการในทุกภาคส่วนอย่างเคร่งครัด ไม่เพียงแต่ sex and blood แต่รวมถึงข่าวที่ไม่น่าจะเป็นข่าวอีกมากน่าจะหายไปจากพื้นที่สื่อไทยและถูกแทนที่ด้วยข่าวอื่นๆ เครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยให้สื่อไทยสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีอารยะและไม่อาจทำตามใจตัวเองได้เต็มพิกัด นอนรออยู่แล้วในกฎหมายและหลักปฏิบัติที่ภาคส่วนต่างๆ ถือไว้ เพื่อเป็นการสกัดกั้นความเละตั้งแต่ต้นน้ำก่อนจะไปปรากฏที่ปลายน้ำให้สื่อได้กดปุ่มเรคคอร์ดสิ่งเหล่านั้น

 

“เราต้องกลับใหม่ไหม ปรับรัฐ รัฐควรจะทำหน้าที่ไหม ไม่ใช่สองมาตรฐาน ต้องเดินไปด้วยกัน กฎหมายมีอยู่แล้วรัฐบังคับใช้สิ คุณเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายคุณบังคับใช้ คุณไปส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ กฎหมายปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการละเมิดจากสื่อมีเยอะมาก ไทยเราก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย อาจจะเหนือกว่าญี่ปุ่นก็ได้ เพียงแต่เราไม่เคยใช้ จริงๆ มันเป็นมาตรการทางสังคม เช่นญี่ปุ่นมีกฎหมายว่าถ้าตราบใดอัยการยังสั่งไม่ฟ้อง จะเรียกผู้ถูกจับกุมว่าเป็นผู้ต้องหาไม่ได้ จะเอ่ยชื่อเขาออกสื่อไม่ได้ กฎหมายไทยคล้ายเคียงกัน แต่เราไม่เคยใช้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกเขาว่า ‘ผู้ต้องหา’ ตั้งแต่ออกหมายจับ ทั้งๆ ที่เขายังไม่ใช่”

 

“คนที่ใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิมากที่สุดคือนักการเมือง คนมีกำลังเงิน กลุ่มทุนที่จะใช้กฎหมายพวกนี้มาปิดปากไม่ให้สื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ชาวบ้านน่ะยังไม่เคยใช้ ไม่มีใครที่จะไปเอื้อตรงนั้น” นักข่าวผู้ผ่านการทำข่าวตั้งแต่เจ้ายันโจรบอกเล่า

 

ในความคิดของสุเมธ สื่อออนไลน์และสื่อหนังสือพิมพ์คือสื่อสองแขนงที่รัฐยังควบคุมไม่ได้ พ.ร.บ. ควบคุมสื่อ จึงน่าจะออกแบบมาเพื่อคุมสื่อสองแขนงนี้โดยตรง

 

“ถ้ารัฐต้องการผลักความเข้มแข็งให้สื่อ สร้างสื่อปลอดภัย สร้างวัฒนธรรมสื่อใหม่ รัฐต้องไม่ปฏิบัติสองมาตรฐาน ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ และมีความรู้เท่าทันสื่อ แล้วรัฐเป็นเครื่องมือให้ประชาชน กำกับดูแลสื่อ โดยใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ออกกฎหมายใหม่ ตรงนี้ถ้าทำได้จบ คือสื่อละเมิดประชาชนฟ้อง รัฐรับแจ้งความ ไม่ใช่ เฮ้ย! อันนี้เป็นสื่อพวกกัน ถ้าเป็นอย่างนี้ กระบวนการจะไปได้เอง”

 

เมื่อถามสุเมธว่า ถ้าไม่มี พ.ร.บ. ควบคุมสื่อ แล้วใครจะคุมสื่อ เขาตอบว่า

 

เป็นหลักสากลอยู่แล้วว่าทุกประเทศไม่มีกฎหมายออกมาคุมสื่อ ยกเว้นสิงคโปร์ หรือเวียดนามที่เป็นสื่อรัฐทั้งหมด เสรีภาพสื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของคน ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรใหม่เข้ามากำกับดูแลสื่ออีก องค์กรกำกับสื่อได้ดีที่สุดคือสังคม คือประชาชน มันเป็นวงกลม รัฐกำกับดูแลประชาชนให้อยู่ในความเรียบร้อย อยู่ในขอบเขตตามกฎหมาย ประชาชนอาศัยสื่อตรวจสอบรัฐถ้ารัฐทำไม่ดี ขณะเดียวกันรัฐต้องอาศัยประชาชนตรวจสอบสื่อ สื่อไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน สื่อต้องโดนประชาชนกำกับเฉกเช่นส่วนอื่นๆ ในประเทศทั่วไป แต่ที่ผ่านมาวงจรตรงนี้มันหาย รัฐไม่สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน เพราะรัฐสปอยล์ มันคือฐานเสียงคุณเลยสปอยล์ เพราะรัฐต้องการใช้สื่อสร้างมวลชนเหมือนกัน ทุกรัฐบาลไม่ว่าจะทหารหรือพลเรือนไม่มีใครอยากให้ประชาชนเข้มแข็ง เพราะถ้าประชาชนเข้มแข็งรัฐจะต้องถูกตรวจสอบ ทุกคนไม่อยากถูกตรวจสอบ”

 

ความเละของสื่ออาจมีความลึกมากกว่าที่คิด การทำให้สื่อกลายเป็นเด็กสั่งหันซ้ายขวาได้ย่อมไม่ช่วยอะไร การ “เคารพกันให้มากขึ้น” ต่อมนุษย์ทุกคนผ่านบทบาทหน้าที่ซึ่งทุกฝ่ายรับผิดชอบต่างหากที่น่าจะทำให้ทุกคนทุกฝ่ายเติบโตและแข็งแกร่งในวิจารณญาณ

 

 

-D-

 

 

 

 

Tags: , , , ,